Masuk“จางหลงเหว่ย ถวายบังคมฝ่าบาท”แม่ทัพจางหลงเหว่ยสะบัดชายผ้าประสานมือเบื้องหน้าถวายความเคารพตามธรรมเนียม ฮ่องเต้จึงผายมือเชื้อเชิญให้เขานั่งลงที่เก้าอี้หน้าแท่นบรรทม
“มีเรื่องอันใดหรือท่านแม่ทัพจาง”ฮ่องเต้ตรัสถามขึ้นด้วยสุรเสียงเรียบเรื่อย “กระหม่อมมาทูลถามเรื่อง ที่พระองค์จะพระราชทานฮูหยินให้กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ หวังว่าพระองค์คงมิได้ลืมเลือนสัจจะวาจา บัดนี้กระหม่อมนำชัยมาถวายพระองค์ได้สำเร็จ ขอพระองค์โปรดพิจารณาพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้พระพักตร์ถอดสี เนื่องจากพระองค์หลุดปาก ให้คำมั่นว่าหากรบชนะได้จะพระราชทานพระราชธิดาส่วนพระองค์ให้เป็นรางวัล ใครเลยจะคิดว่าแม่ทัพจางจะตีเมืองประเทศราชที่รวมตัวกันระหว่างแคว้นน้อยใหญ่ที่ลุกฮือเป็นปฏิปักษ์สำเร็จได้ภายในระยะเวลาเพียง ๘๔ ชั่วยาม และมิหนำซ้ำยังสามารถเอาชีวิตรอดกลับมาได้ พระองค์ประเมินสถานการณ์แล้วว่าศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เขาจะต้องจบชีวิตลงในสนามรบเป็นแน่ แต่ไฉนเลยแม่ทัพชาติมังกรอย่างจางหลงเหว่ย จะเป็นแมวเก้าชีวิตที่ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย และกิตติศัพท์ในเรื่อง “ดวงกินคู่”ที่ขจรขจายไปไกลว่าเขาเป็นคนอาภัพรัก กลับทำให้ฮ่องเต้รู้สึกตระหนักและหวาดกลัวขึ้นมา ก่อนหน้านั้น หลงเหว่ยมีฮูหยินมาแล้วถึงสองคน แต่ทว่าต้องล้มหายตายจากลงด้วยโรคภัยไข้เจ็บอย่างไม่ทราบสาเหตุ แม้แต่หมอหลวงมือฉมังที่ทูลขอจากวังหลวงไปก็ไม่สามารถยื้อชีวิตพวกนางไว้ได้ พระองค์จึงหวั่นพระทัยว่าพระราชธิดาในพระองค์จะประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน “ท่านแม่ทัพจาง โปรดฟังข้าก่อนเถิด”เฉินมู่โหรวเอ่ยทัดทานขึ้น “ตามหลักคัมภีร์อี้จิง ” ด้วยว่าท่านมีชาติกำเนิดมังกร ยามซิ้งซี้คำนวนแล้วตกธาตุทอง ส่วนพระองค์หญิงหยางฟางซินมีดวงชะตาเกิดยามจี๋ซี้ ข้าตรวจดวงชะตาดูและคำนวนเวลาแล้วไม่สมพงศ์กับท่านเป็นที่ยิ่ง จะนำมาซึ่งความอัปมงคลโกลาหลและหายนะมาสู่แก่ครอบครัวท่าน ดวงชะตาที่สมพงศ์กับท่าน ต้องเป็นสตรีที่ในยามซิ้งซี้เช่นกัน คำนวณแล้วต้องตกธาตุไม้....จึงจะเกื้อกูลกัน”เฉินมู่โหรวยกเรื่องโหราศาตร์ มาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ จางหลงเหว่ยพินิจพิเคราะห์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาควรจะเชื่อเรื่องนี้ ดีหรือไม่? แต่ที่ผ่านมาฮูหยินของเขาทั้งสองนั้นก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน หรือเขาควรจะเชื่อเรื่องนี้บ้าง จางหลงเหว่ยเองก็ไม่อยากให้ใครมาตายเพราะตน ถึงแม้ว่าจะยังหาต้นตอสาเหตุยังไม่ได้ก็เถิด แต่เมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เช่นนั้นเขาจะลองเชื่อสักครั้ง ก็ไม่น่าจะเสียหายอันใด เฉินมู่โหรวเห็นดังนั้น จึงแถลงไขถึงหนทางรอมชอมต่อ “ถ้าเช่นนั้น เอาเช่นนี้ ข้าจะให้ทางราชสำนักติดประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน หากสาวงามนางใดเกิดในยามซิ้งซี้ คำนวณแล้วตกธาตุไม้....จักให้เกณฑ์ตัวมาวังหลวงเพื่อให้ทางกูกู อบรมสั่งสอน ก่อนจะส่งให้ท่านพิจารณาเลือก หากท่านไม่ประสงค์ที่จะยกนางเหล่านั้นเป็นฮูหยิน ท่านก็รับนางเป็นอนุภรรยา ส่วนฮูหยินของท่าน ฮ่องเต้จะเลือกคนที่เหมาะสมกับวงศ์ตระกูลให้ท่านอีกครั้ง เช่นนี้ดีหรือไม่แม่ทัพจาง” เมื่อจางหลงเหว่ยคิดถี่ถ้วนแล้วจึงพยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วย ฮ่องเต้จึงพลอยโล่งพระทัยไปเปลาะหนึ่ง สำหรับชายชาติทหารอย่างเขา อิสตรีไม่ได้มีความสลักสำคัญไปกว่าบ้านเมือง สตรีมีไว้แค่ประดับบารมี เสริมสร้างอำนาจ และใช้ระบายความใคร่ของบุรุษเพศเท่านั้น ‘และต่อให้มีสตรีที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองมายืนตรงหน้า เอาหัวเป็นประกันได้เลยว่าข้าก็ไม่มีวันสะทกสะท้าน’ “น้ำค้างพร่างพราวเหน็บหนาวจิต” ยามราตรีผ่านพ้นลิบจึ่งคลายหนาว บุรุษแม้นใจแกร่งดั่งภูผาเทียมดวงดาว ดวงหทัยอาจรานร้าวด้วยมารยาบุปผางาม” ปลายพู่กันตวัดน้ำหมึกคัดอักษรตัวสุดท้ายลงบนแผ่นกระดาษ บทกวีที่หลินเลี่ยงเฟิ่งร้อยเรียงขึ้น ตัวอักษรสวยงามถูกวาดอย่างบรรจงก่อนจะส่งให้คุณชายสกุลเมิ่ง ซึ่งเป็นแขกประจำหอคณิกาแห่งนี้ได้ยล ฝ่ามือหนาของเมิ่งหนิงเทียนยื่นไปรับ แต่มิวายปลายนิ้วทั้งคู่แตะสัมผัสกัน หลินเลี่ยงเฟิ่งตกใจ นางรีบชักมือกลับโดยไว ในชีวิตนี้ยังไม่เคยถูกชายใดสัมผัสแม้แต่ปลายก้อย แววตาประกายนึกประหวั่นราวลูกกวางระวังภัย ก่อนจะหลุบสายตาลงต่ำกลบเกลื่อนมันเอาไว้ แต่เมิ่งหนิงเทียนกลับยิ้มมุมปากชอบใจ เป็นเพราะเขาอยากใกล้ชิดนางนัก ที่มาเทียวไล้เทียวขื่อและเกี้ยวพาราสีอยู่ทุกวี่วันก็เพราะเหตุนี้ สำหรับตัวเขาไม่ได้นึกรังเกียจถ้าจะรับนางไปเป็นภรรยา และแสดงออกชัดเจนอย่างออกนอกหน้าว่าชอบพอนางนัก แต่ทว่านางก็หาได้ตกลงปลงใจกับเขาไม่จวนพระราชทานสกุลจาง“ข้าสงสารป้าลี่ซือนัก นางถูกไท่ฮูหยินหลอกให้กลืนยาพิษ จนเป็นใบ้ มิหนำซ้ำยังถูกสาดน้ำกรดใส่หน้าจนตาบอดข้างหนึ่ง และยังมีใบหน้าอัปลักษณ์ครึ่งซีก ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความชิงชัง อิจฉาริษยาจากไท่ฮูหยินแท้ ๆ แต่ก็นับว่าโชคดีที่นางหนีรอดชีวิตมาได้ แต่ก็นับว่าโชคร้ายอีกนั่นล่ะ ที่ถูกไท่ฮูหยินสวมรอยเป็นมารดาของแม่ทัพจางเสียนี่ เฮ่อ!”นางพรูลมหายใจออกมาแผ่วเบา “เอ้อ! มีอีกเรื่อง ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดแม่ทัพจางถึงจำป้าลี่ซือที่เป็นแม่ของตนเองไม่ได้” เพ่ยเพ่ยที่มาเยี่ยมเลี่ยงเฟิ่ง จื่อลู่ ที่จวน เอ่ยถามขึ้น พร้อมกับหยิบขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆอย่างไม่ต้องรักษากิริยานัก เพราะยามนี้นางอยู่นอกวัง จึงเป็นตัวของตัวเองได้“ตอนนั้น ท่านพี่ยังเด็กนัก และข้าสันนิษฐานว่าเขาน่าจะได้รับความกระทบกระเทือนที่หัว อาจจะเลอะเลือนไปบ้าง”“หืม! จริงหรือ”เพ่ยเพ่ยตาลุกวาว เลี่ยงเฟิ่งพยักหน้ารับ แล้วก็ต้องส่ายหน้าเบา ๆให้นาง นี่ถ้าฮองเฮาเย่วฉีมาเห็นเพ่ยเพ่ยเพลานี้เข้า คงต้องอกแตกตายแน่ เมื่อรู้ว่าสิ่งที่พร่ำสอนอบรมไปน่าจะเสียเปล่า“แล้วท่านป้าลี่ซือ จะจัดการเรื่องนี้เช่นใดต่อ”“ข้าบอกท่านพี่แล้ว ไ
“บอกข้ามา”หลงเหว่ยออกคำสั่ง“เมื่อวานช่วงกลางยามโหย่ว ไท่ฮูหยินขอเข้าพบ ป้าเสี่ยวเม่ย นางนำอาหารและเครื่องดื่มมาด้วย ทางทหารไม่ทันได้เอะใจอะไรขอรับ เลยให้นางนำเข้าไป แต่พวกข้าไม่พบหลักฐานพวกนั้นแล้ว คาดว่าไท่ฮูหยินจะนำกลับไปด้วยขอรับ ข้าเพียงแต่สันนิษฐานไม่ได้ปรักปรำผู้ใดนะขอรับ”ทหารเอ่ยจบ หลงเหว่ยพยักหน้าลงเล็กน้อยรับรู้“ขอบใจเจ้ามากที่ส่งข่าว”หลงเหว่ยเดินเข้าไปในห้องนอน เลี่ยงเฟิ่งลุกพรึ่บขึ้นมารวดเร็ว นางข่มตาให้หลับไม่ลง นางมองเขาด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นใย เขาเดินเข้ามานั่งลงบนตั่งเงียบ ๆ เลี่ยงเฟิ่งสอดแขนเล็ก ๆของนางกอดเขาจากทางด้านหลัง“ท่านพี่ ข้ารู้ว่าท่านเป็นทุกข์ อย่างไรท่านแม่ก็เลี้ยงดูแลท่านมา ข้าเข้าใจท่าน แต่เรื่องนี้ปล่อยให้ทางการจัดการเถอะเจ้าค่ะ มิเช่นนั้นประชาชนก็ไม่เชื่อว่ามีความยุติธรรมในบ้านเมืองแล้ว”หลงเหว่ยพลิกตัวกลับไปกอดนาง ใบหน้าคมคายแนบอกร่ำไห้อย่างไม่อาย“เช่นนั้นข้าคงเป็นลูกอกตัญญู”เขาสะอื้นไห้ หากไม่ช่วยเขาจะกล้าสู้หน้ากับบรรพชนในปรโลกได้อย่างไร“ท่านพี่ หาใช่ความผิดของท่านเจ้าค่ะ”เลี่ยงเฟิ่งปลอบประโลมเขา ฝ่ามือบางตบลงบนแผ่นหลังของเขาแผ่วเบาไท่ฮูหยิน
“เหว่ยเอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดลูก”ไท่ฮูหยินแตะแขนเขาเบา ๆเรียกสติ เพราะดูเหมือนกับว่าจะเลื่อนลอยออกไปไกล“ท่านแม่ ทางการจับคนร้ายที่ฉุดภรรยาข้าและผู้ที่ตามฆ่าท่านน้าลี่ซือได้แล้วนะขอรับ”หลงเหว่ยเปรยขึ้น นางชะงักงัน หน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ เขาจึงพูดต่อ“คนร้ายรับสารภาพและให้การซัดทอดว่าถูกจ้างวานมาจากหญิงสูงวัยผู้หนึ่ง เพียงแต่ไม่ทราบชื่อของนาง” มาถึงตรงนี้ ไท่ฮูหยิน ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็ไม่ทราบชื่อผู้จ้างวานนับว่าเสี่ยวเม่ยทำงานได้ดี นางกดยิ้มลึกมุมปาก“แต่ทว่าคนร้าย บอกว่าเคยสะกดรอยตามผู้ว่าจ้าง กลับพบว่าเป็นคนของสกุลจาง เมื่อให้บอกลักษณะผู้ว่าจ้างก็ตรงกับบุคคลิกของป้าเสี่ยวเม่ย” ไท่ฮูหยินตาเบิกกว้าง เริ่นลนลาน“นี่เจ้ากำลังสงสัยในตัวแม่หรือ เหตุใดจึงมองแม่แบบนี้”ไท่ฮูหยินสายตาหลุกหลิก ตวาดแหวบุตรชายขึ้นมากลบเกลื่อนพิรุธ“ท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแน่นะขอรับ”หลงเหว่ยกล่าวสำทับเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง“แม่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง”ไท่ฮูหยินยืนกรานโกหกคำโต เพลานี้นางต้องเอาตัวเองให้รอดก่อนเรื่องน่าอัปยศอดสู คนสกุลจางต่างเข่นฆ่ากันเอง หลงเหว่ยรู้สึกเศร้าใจนัก หากตายไป คงไม่มีห
สายลมเหมันตฤดูเคลื่อนคล้อย หอบไอเย็นพัดผ่าน จื่อลู่กำลังก่อไฟที่ช่องเตา ให้ควันไฟไหลเวียนไปตามท่อในกำแพงที่เป็นลักษณะกลวงอยู่ด้านใน เรียกว่ากำแพงไฟ ซึ่งจวนแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีกำแพงไฟวนไปวนมาเพื่อให้ควันไฟเคลื่อนที่รอบจวนทำให้กักเก็บความอบอุ่นและกระจายได้ทั่วถึง และสุดท้ายควันก็จะถูกปล่อยออกไปทางปล่องควันนอกบ้าน จึงทำให้ไม่ต้องทนกับความหนาวเย็นมากจนเกินไปจื่อลู่นำเสื้อคลุมมาห่มให้เลี่ยงเฟิ่งเพื่อเพิ่มความอบอุ่นอีกชั้น แล้วดันนางพิงพนักเตียง ส่วนนางนั่งลงเก้าอี้ข้างเตียงแล้วยื่นยาบำรุงครรภ์ส่งให้ ตอนนี้ครรภ์ของนางเข้าสู่เดือนที่หกแล้ว“ขอบใจเจ้ามากจื่อลู่”เลี่ยงเฟิ่งคลี่ยิ้มบาง“พี่เพ่ยเพ่ยโชคดีเหลือเกินนะเจ้าคะ ตอนนี้ได้เป็นพระธิดาเข้าไปอยู่ในวังหลวงเสียแล้ว ว่าไปข้าก็คิดถึงพี่เพ่ยเพ่ยอยู่เหมือนกัน หากเราอยู่ที่นี่ตลอดไปก็ดีนะเจ้าคะ ข้าจะได้เจอนางทุกวัน”จื่อลู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเปรยขึ้นมาด้วยความเสียดาย“คิดว่าโชคดีหรือเจ้าคิดผิดแล้ว เพ่ยเพ่ยหนีวังหลวงเพราะไม่อยากอยู่ในกฎระเบียบของวัง สุดท้ายเป็นเช่นไรละ เกลียดสิ่งไหนย่อมได้ส่งนั้น”เลี่ยงเฟิ่งยกแขนเสื้อปิดปากหัวเราะร่วนขบขั
“ปิ่นนี่ มีค่ามากเกินไป เจ้าจะเอามาให้ข้าได้เช่นใด”เพ่ยเพ่ยหันไปถามนาง ด้วยความแปลกใจ“เอาไปเถอะ ข้าอยากให้เจ้าจริง ๆ หากเจ้าไม่รับ ข้าจะโกรธ”เพ่ยเพ่ยยู่ปากใส่นางแกมหยอกเย้า จากนั้นจึงหันไปหาจื่อลู่ แล้วจูงมือกันเดินออกไปเมื่อเลี่ยงเฟิ่ง เพ่ยเพ่ย และจื่อลู่ ถือได้ว่าเป็นคนของสกุลจาง เพราะฉะนั้นก็มีอภิสิทธิ์เข้าสวนผกาไปได้โดยปริยาย เพ่ยเพ่ยกับจื่อลู่ไปเดินที่สวนผกา แต่เลี่ยงเฟิ่งขอตัวพักผ่อนเพราะนางรู้สึกอ่อนเพลียและง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา นางจึงอยู่รอหลงเหว่ยอยู่ที่จวน รอเขากลับจากเสร็จธุระเรื่องโจรชุดดำที่จับนางไปเมื่อครั้งนั้นเสียก่อนเพ่ยเพ่ยและจื่อลู่นั่งรับลมที่ศาลาริมน้ำ และขณะเดียวกันกับที่ฮองเฮาก็กำลังเสด็จไปยังศาลาริมน้ำโดยบังเอิญเช่นกัน“ฮ่องเฮาเสด็จ!”บ่าวไพร่กู่ร้องเป็นสัญญาณนำขบวน บ่าวรับใช้คนสนิทกระซิบทูลแจ้งฮองเฮาว่าพวกนางคือคนของสกุลจาง ฮองเฮาพยักหน้ารับทราบ แล้วแย้มยิ้มด้วยจิตเมตตา แล้วเดินเข้ามาหาพวกนาง ที่คุกเข่าโขกศีรษะลงคำนับรออยู่“ถวายพระพร ฮองเฮา ขอทรงพระเจริญหมื่นหมื่นปี”เพ่ยเพ่ยรู้สึกตกประหม่าไม่น้อย ครานั้นที่มีเรื่องกับหวงกุ้ยเฟยนางยังจำได้ดี พอครานี้มาเจอ
“ลืมตาได้แล้ว”เสียงทุ้มพร่ากระซิบข้างหูแผ่วเบา แต่ก็ทำเอานางสะดุ้งเล็กน้อยกับไอร้อนผ่าวที่พ่นริมกกหู เปลือกตาสีไข่ค่อย ๆขยับและเปิดออก ปรากฏภาพเบื้องหน้าเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนมีแม่น้ำพาดผ่านตามแนวโค้งของตลิ่ง ฝ่ามือหนาเลื้อยลงไปกอดกระชับรอบเอวกิ่วนางไว้ที่ตอนนี้มีเจ้าก้อนแป้งอยู่ เขาวางปลายคางเกยไว้ที่บ่าลาดเนียน หลงเหว่ยอิงแอบแนบชิดพ่นลมหายใจผ่าวร้อนคลอเคลียกกหูนางไม่ห่าง“เจ้าชอบหรือไม่” “ชอบเจ้าค่ะ”ฝ่ามือหนาลูบคลำหน้าท้องนางแผ่วเบาด้วยความรัก“ลูกรัก พ่อก็หวังว่าเจ้าจะชอบ”ฝ่ามือบางของนางเลื่อนมาเกาะกุมมือเขาไว้เช่นกัน จากนั้นเขาหยิบกล้องส่องทางไกลที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมาแล้วยื่นให้นาง“เจ้าลองมองลอดผ่านเจ้าสิ่งนี้ดูสิ”“มันคืออันใดเจ้าคะ”ร่างบางเลิกคิ้วนึกฉงน เพราะไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนเลยในชีวิต“มันคือสิ่งที่ทำให้เรามองวัตถุที่อยู่ไกลลิบ อยู่ใกล้แค่เพียงนิดเดียว”เลี่ยงเฟิ่งค่อย ๆจรดดวงตากลมใสแนบกับช่องสำหรับแนบดวงตา ก็ต้องพบกับความอัศจรรย์ใจที่หลงเหว่ยพูดไว้ไม่ผิดเพี้ยนไปเลยสักนิด ภูเขาสลับซับซ้อนที่อยู่ไกลลิบได้เห็นเพียงใกล้สายตา ช่างน่าอัศจรรย์ใจ และการได้ดื่มด่ำก







