เข้าสู่ระบบเมื่อเข้ามาในมิติแล้ว ซูหวานหว่านแทบไม่ต้องสำรวจอีกแล้ว เพราะที่นี่คือบ้านที่เธออาศัยมาตลอด บ้านที่แทบจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็ได้ และที่สำคัญในบ้านหลังนี้มีทุกอย่างพร้อม แม้กระทั่งโกดังด้านหลังที่เต็มไปด้วยอาวุธต่าง ๆ มากมาย
“ให้คลังแสงมาด้วย ทำอย่างกับฉันจะไปสู้รบกับใคร ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่ต้องเดินสำรวจให้เหนื่อยหรอก”
หญิงสาวพูดขึ้นมาอย่างพึงพอใจ
ถึงปากบอกว่าไม่อยากสำรวจ แต่เธอก็เดินรอบบ้านด้วยความรู้สึกอิ่มเอมหัวใจ แม้จะเป็นในมิติก็ตาม แต่เธอก็อบอุ่นทุกครั้งที่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้
“ในบ้านหลังนี้มีวัตถุดิบในการทำอาหารมากพอสมควร ดีจัง แบบนี้อย่างน้อยฉันก็ไม่อดตายแล้ว” หญิงสาวพูดกับตัวเองอย่างดีใจ ก่อนจะรีบออกมาจากมิติ เพราะกลัวว่าพี่ชายกลับมาถึงบ้านแล้วจะไม่พบ หากเป็นอย่างนั้นก็คงจะยุ่งยากในการชี้แจงแน่ว่าเธอหายไปไหนมา
ซูหวานหว่านกลับมานั่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก็ลุกเดินออกมาจากห้อง ทำให้ได้พบกับนางอี้ที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้อง
“ดีขึ้นแล้วเหรอหวานหว่าน ไหนมาให้ป้าดูหน่อยสิ” นางอี้ถามออกไปอย่างห่วงใย ไม่ถามเปล่าเธอยังลุกขึ้นมาจับตัวของซูหวานหว่านหมุนไปมา เพื่อสำรวจดูว่าอีกฝ่ายหายดีแล้วหรือยัง
“หายแล้ว หวานหว่านหายแล้ว ป้าไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
หญิงสาวยิ้มให้และตอบกลับอย่างไร้เดียงสา ประกายตานั้นยังสดใสเหมือนซูหวานหว่านคนเดิม
“ดีแล้ว ๆ แต่ถึงจะหายแล้วก็เถอะ ต้องเข้าไปนอนพักผ่อนสักหน่อย ดูสิ ตามเนื้อตัวยังมีรอยแผลอยู่เลย” นางอี้บอกอย่างอ่อนโยนพร้อมกับดันหลังให้หญิงสาวกลับเข้าไปในห้อง
ซูหวานหว่านพยายามแกล้งดันร่างไว้ไม่ยอมเดินไปง่าย ๆ เพราะในความทรงจำนั้น ร่างเก่ามีความดื้อดึงไม่น้อย หากเธอยอมเข้าห้องอย่างง่ายดาย อาจจะดูผิดปกติไปสักหน่อย อีกอย่าง ร่างนี้รักพี่ชายและใส่ใจเรื่องการกินของเขามาก เธอจึงแกล้งบอกว่าจะไปทำอาหารให้เขา
“ไม่ได้ ๆ หวานหว่านต้องทำอาหารให้พี่ใหญ่ ป้าอย่าห้ามเลย หวานหว่านไม่นอนแล้ว” เธอบอกอย่างดื้อดึงเหมือนอาการของร่างเดิม
พอได้ยินว่าหญิงสาวต้องการไปทำอาหารให้พี่ชาย ทั้งที่ร่างกายของตัวเองยังเจ็บและยังมีบาดแผล ทำให้นางอี้ยิ้มและพูดออกมาอย่างเอ็นดู
“ที่แท้ก็ห่วงพี่ชาย กลัวเขาจะไม่มีอาหารกินนี่เอง”
“อืม พี่ใหญ่หิว ต้องกินข้าว หวานหว่านจะทำอาหารให้” เธอพยักหน้ารัว ๆ และบอกออกมาด้วยท่าทีของหญิงสาวสติไม่ดีเหมือนเดิม
“ตะ แต่ไม่มีอาหารเลย” เธอพูดอย่างหงอย ๆ
“ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้อาเฉินไปที่ลำธาร เพื่อที่จะไปหาปลามาต้มน้ำแกงให้เธอกินอย่างไรล่ะ ส่วนข้าว ฉันก็หุงไว้ให้เรียบร้อยแล้ว คราวนี้เธอไปนอนพักได้หรือยัง หากพี่ชายกลับมาแล้วเห็นว่าน้องสาวที่กำลังบาดเจ็บไปทำอาหารให้ตัวเองกิน เขาคงจะเสียใจไม่น้อย”
นางอี้ยังคงพูดกับหญิงสาวอย่างอ่อนโยน และยกพี่ชายของเธอขึ้นมาอ้างเพื่อให้เธอกลับไปนอนพัก
“อย่างนั้นเหรอ” หญิงสาวเอียงคอถามด้วยตาใสแป๋ว
“ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้ป้าเลยคิดว่า หวานหว่านควรจะกลับเข้าไปนอนพักในห้องก่อนนะ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเมื่ออาเฉินกลับมา เขาจะต้องเสียใจ หรือไม่ก็อาจจะตำหนิเธอได้นะที่ทำตัวดื้อดึง”
นางอี้พยายามอธิบายให้หญิงสาวตรงหน้าเข้าใจอย่างช้า ๆ เพราะเธอรู้ดีว่าการสื่อสารของซูหวานหว่านนั้นช้ากว่าคนอื่น และไม่เคยคิดรำคาญเธอเลยแม้แต่น้อย ที่บางครั้งอาจจะพูดจาไม่รู้เรื่อง
“จริงนะ พี่กลับมาแล้วจะไม่ดุ ถ้าหวานหว่านกลับเข้าไปนอน” เธอแสร้งยิ้มกว้างออกมาพร้อมกับปรบมืออย่างชอบใจ
“จริงสิ ป้าไม่โกหกเธอหรอกนะ” นางอี้ตอบอย่างจริงจัง
“อืม หวานหว่านจะไปนอน” ซูหวานหว่านพยักหน้าและส่งเสียงออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเตรียมหมุนตัวกลับเข้าห้องเหมือนเดิม
เวลาผ่านสามเดือนตอนนี้ซูหวานหว่านแต่งงานเข้าตระกูลหมิงมาได้สามเดือนแล้ว และตอนนี้ซูเปียวเฉินก็มีกิจการของตัวเองแล้ว โดยใช้เส้นสายของน้องเขยอย่างหมิงมู่หยางเพื่อขอใบอนุญาต ส่วนตัวของหญิงสาวก็ได้เข้าไปช่วยสามีดูกิจการและบัญชีของตระกูลหมิง ตอนแรกชายหนุ่มก็ปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ภรรยาเหนื่อยหรือต้องทำงานหนัก เพราะทุกคืนที่เธอและซูเปียวเฉินออกไปแจกจ่ายเสบียงให้คนยากไร้ตามหมู่บ้าน เขาก็มองว่าเธอลำบากมากพอแล้วแต่กลับถูกภรรยารักร้องขออยากจะทำงาน เพราะเธอไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์และไม่อยากให้คนมองว่าเธอเป็นนกน้อยในกรงทอง พอเธอยกข้ออ้างนี้ขึ้นมา ทำให้เขาไม่ปฏิเสธอีก เพราะไม่อยากให้คนมองภรรยาในทางไม่ดีแต่ทว่าวันนี้หญิงสาวกลับบอกเขาว่าเบื่อที่จะทำงานและอยากจะนอนอย่างเดียว จึงสร้างความแปลกใจให้กับสามีและพี่ชายของเธออย่างมาก“หวานหว่านไปหาหมอหน่อยไหม” ซูเปียวเฉินไม่เคยเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยบอกอย่างเป็นห่วง“นั่นสิ เดี๋ยวพี่พาไปเอง” หมิงมู่หยางพูดอย่างเห็นด้วยกับพี่ภรรยา เพราะเขาก็ไม่เคยเห็นภรรยาเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยเป็นห่วงเธอมาก ไม่ต่างจากซูเปียวเฉิน“ฉันแค่อยากนอนและไม่อยากทำอะไรเท่า
บทส่งท้าย เส้นทางใหม่กับคนที่รัก (จบ)หมิงมู่หยางจับมือเจ้าสาวแน่น เขาไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาเพราะกำลังตื่นเต้นดีใจ เขาทำเพียงตบหลังมือเธอเบา ๆ และกระชับมือให้แน่นกว่าเดิม เพื่อบอกให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้และจะอยู่กับเธอตลอดไปซูหวานหว่านเข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะบอก เธอจึงได้เอามืออีกข้างมาวางทับมือของเขาไว้“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์ดีเอา” ซูเปียวเฉินพูดขึ้นมาเบา ๆ เขาไม่ได้จะไล่ แต่กลัวขบวนเจ้าบ่าวจะเสียเวลามากกว่าดังนั้นชายหนุ่มจึงจูงมือเจ้าสาวเดินมาที่รถ โดยที่ยังไม่เปิดผ้าปิดหน้าออก เพราะเขาจะเปิดตอนพาเธอส่งเข้าห้องหอแล้วเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเคลื่อนตัวออกไป ซูเปียวเฉินและคนบ้านกุลพร้อมกับคนบ้านจาง ก็ได้เดินทางตามไปที่ตระกูลหมิงในฐานะญาติของเจ้าสาว ส่วนแขกในงานที่นี่ ก็ให้คนในหมู่บ้านที่ไว้ใจ ช่วยดูแลต่อ ส่วนชาวบ้านคนไหนจะตามไปที่ตระกูลหมิงด้วย ก็ไม่มีใครห้ามเหมือนกันและเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหมิง ทั้งสองก็รีบเข้ามาที่ห้องโถง ที่ตอนนี้ซินแสได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ภายในนั้นมีผู้เฒ่าหลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหมิงมู่หยาง ได้มาเป็นผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายเจ
ภายในห้องเจ้าสาวซูหวานหว่านมือเย็นเฉียบประกอบกับสั่นเล็กน้อย เมื่อได้ยินพี่สะใภ้ทั้งสองคนมาบอกว่าขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว“ขบวนเจ้าบ่าวมาอย่างยิ่งใหญ่มาก ของหมั้นไม่มีสิ่งไหนที่ขาดเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่พี่สะใจมาก นั่นก็คือคนบ้านใหญ่ซูได้แต่แอบมองตาปริบ ๆ เพราะไม่ได้คำเชิญให้มาร่วมงาน” หยวนฟางภรรยาของจางเทียนเฉิงพูดอย่างตื่นเต้น และเธอรู้สึกสะใจที่คนบ้านใหญ่ได้แต่มองอย่างอิจฉา เมื่อเห็นว่าซูหวานหว่านหายบ้าแล้ว แถมยังได้แต่งงานกับคนที่มีอิทธิพลติดอันดับในเมืองนี้อีก หากบ้านนั้นไม่อิจฉาคงผิดปกติ“นั่นสิ เมื่อครู่นี้ฉันเห็นย่าซูมองตาละห้อยเลยล่ะ สงสัยเสียดายสินสอด นี่ขนาดยังไม่รู้นะว่า นายท่านหมิงมอบทรัพย์สินทุกอย่างที่มีให้กับหวานหว่านทั้งหมด หากพวกนั้นรู้เรื่องนี้ ด้วยคงอกแตกตาย ไม่ต่างจากซูเยว่ซินที่มองเข้ามาอย่างเสียดาย สงสัยคงอยากได้นายท่านหมิงเป็นสามีของตัวเอง” สะใภ้บ้านกุ้ยเองก็พูดมาบ้าง เธอสาแก่ใจไม่ต่างจากสะใภ้บ้านจาง ยิ่งนึกถึงเรื่องในอดีต ก็ยิ่งอยากจะสมน้ำหน้าคนบ้านใหญ่เหลือเกินซูหวานหว่านได้ยินก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดออกมาว่า ‘ฉันไม่สนใจหรอกว่าบ้านใหญ่จะมีท่าทีอย่างไร แต่ถ้าเมื
งานแต่งที่เฝ้ารอหลังจากวันเปิดโรงทาน นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือวันแต่งงานของซูหวานหว่านและหมิงมู่หยางวันนี้ท้องฟ้าโปร่งใส ภายในบ้านรองซูมีแต่เสียงพูดคุยอย่างคึกคักตั้งแต่ยังไม่ทันสว่างดี นั่นก็เพราะมีชาวบ้านหลายคนต่างก็มาช่วยกันจัดงาน และทำอาหารเลี้ยงแขกในบ้านเจ้าสาว เพราะถ้ามีเพียงคนบ้านกุ้ยและบ้านจาง คาดว่าน่าจะไม่ทำไม่ทันเวลา เนื่องจากซูเปียวเฉินแทบจะชวนคนทั้งหมู่บ้าน รวมถึงคนนอกหมู่บ้านที่รู้จัก ให้มากินเลี้ยงและส่งตัวเจ้าสาวด้วยกัน อีกทั้งวันนี้สองพี่น้องบ้านรองซู ยังจะย้ายเข้าไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหมิงด้วยกันบ้านรองซูเวลานี้ตกแต่งด้วยผ้าสีแดงทั่วทั้งบ้าน บางจุดก็มีกระดาษสีแดงติดตามบานประตู หน้าต่าง เสา และคานก็ถูกผูกด้วยผ้าสีแดงตามธรรมเนียมคนบ้านกุ้ยและบ้านจางเริ่มลงมือทำอาหาร ทำให้บรรยากาศตอนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและกลิ่นขนม ที่ต้องใช้เลี้ยงแขกภายในงานส่วนเจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน ตอนนี้เธออยู่ในชุดสีแดงเข้มแยกชิ้น เสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมแน่นเข้ากับกระโปรงยาวพลิ้ว เธอนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้อง ผมดำยาวสลวยถูกปล่อยให้สยายลงตามแผ่นห
“ได้ครับ นายหญิง” หมิงมู่หยางก็แกล้งตอบรับด้วยท่าทางจริงจัง และเรียกหญิงสาวอย่างให้เกียรติ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอบยิ้มที่ยากจะมีคนเคยเห็นนี่จึงทำให้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่น และเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย หลังจากที่เจอเรื่องร้าย ๆ กันมาหนัก พอสมควรข่าวเรื่องที่นายท่านหมิงจะแต่งงานดังไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก มีทั้งคนที่แสดงความดีใจ และมีทั้งคนอยากจะรู้ว่าใครกันคือเจ้าสาวของนายท่านคนนี้วันนี้หมิงมู่หยางและสองพี่น้องบ้านรองซู ตัดสินใจเปิดโรงทานเลี้ยงอาหารและแจกจ่ายเสื้อผ้า รวมถึงผ้าห่มและเสื้อกันหนาวให้กับคนยากไร้ เพราะอีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว โดยหมิงมู่หยางพาว่าที่เจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน มายืนคู่กันเพื่อแจกของด้วยกันอย่างเปิดเผย“นั่นใช่คนรักของนายท่านหมิงหรือเปล่า เธอดูสวยน่ารักไม่น้อยเลยนะ แต่ยืนเทียบกันแล้วดูจะยังอายุน้อยอยู่”“นั่นสิ ฉันคิดว่าทั้งสองน่าจะอายุห่างกันพอสมควร แบบนี้นายท่านหมิงก็โชคดี ที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่อ่อนเยาว์กว่าหลายปี”เสียงซุบซิบและพูดคุยของชาวบ้านที่มาต่อแถวเพื่อรับอาหาร และข้าวของที่นำมาแจกจ่ายให้กับทุกคน ดังขึ้นมา และเสียงเหล่านี้ก็
ยินดียกให้ทุกอย่างหลังจากนั้นไม่กี่วัน หมิงมู่หยางสืบได้ว่าที่เถ้าแก่ฉีมาสนใจเรื่องของสองพี่น้องเพราะได้รับคำสั่งมา แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ชายหนุ่มก็ส่งคนเล่นงานเสียก่อน นั่นคือการแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการยักยอกเสบียงของรัฐ และส่งหลักฐานให้รู้ว่าโรงสีข้าวของเถ้าแก่ฉีมีความผิดปกติและเพียงไม่กี่วันต่อมา โรงสีข้าวของตระกูลฉีก็ถูกตรวจสอบและสั่งปิด แล้วยังมีคนเห็นด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่ง มุ่งตรงไปที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋และตระกูลเจียง ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็คิดในใจว่าเรื่องวุ่นวายพวกนี้คงจบสักทีส่วนซูหวานหว่านเองไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เธอขอแค่จัดการคนพวกนั้นได้ก็พอแล้ว“หวานหว่าน คนพวกนั้นถูกจับไปหมดแล้วนะ ต่อไปนี้เมืองของเราคงสงบและเจริญขึ้นเสียที” หมิงมู่หยางเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางมาหาคนรักและพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เขาก็เชื่อว่าเธอน่าจะรู้แล้วเหมือนกัน“ฉันพอจะได้ข่าวแล้วเหมือนกันค่ะ เพราะชาวบ้านพูดถึงเรื่องนี้กันพอสมควร เมื่อก่อนอาจจะวุ่นวายมากไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวก็จบลงแล้ว นี่คงเป็นบทเรียนให้กับคนมีอิทธิพลที่คิดจะยั







