เข้าสู่ระบบกลับมาทางด้านซูเล่อเจียง
ชายหนุ่มเดินเข้าบ้านใหญ่ซูมาด้วยท่าทีไม่พอใจ แต่พอเห็นแม่นั่งอยู่ จึงได้รีบเดินเข้าไปหาและเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้
“อะไรนะ แกบอกว่าเปียวเฉินมันมีไก่ป่าสองตัวเลยเหรอ แล้วทำไมแกไม่แย่งของมันมาล่ะไอ้ลูกโง่”
พอรู้ว่าบ้านรองมีไก่ถึงสองตัว และลูกชายตัวดีไม่ยอมแย่งเอากลับมาให้เธอทำอาหาร ซือเหนียงจึงด่าลูกชายด้วยความไม่พอใจ
“ฉันจะแย่งมาแล้วนะแม่ แต่มันไม่ยอมให้น่ะสิ อีกอย่างชาวบ้านก็อยู่กันเยอะ หากฉันทำอย่างนั้น เดี๋ยวพวกเราบ้านใหญ่ก็โดนนินทาว่ารังแกคนบ้านรองอีกหรอก” ซูเล่อเจียงก็พูดกลับมาอย่างหัวเสียเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นฉันไปเอาที่บ้านรองเอง บ้านเราไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว มันมีไก่ป่าตั้งสองตัว มันก็ควรจะแบ่งมาให้บ้านใหญ่บ้างสิ ไม่ใช่เก็บไว้กินเองทั้งหมด ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องรีบไป”
ซือเหนียงพูดอย่างไม่พอใจ พูดจบก็เธอแทบจะวิ่งออกมาจากบ้าน และมุ่งตรงไปที่บ้านรองซูเพื่อแย่งชิงไก่ป่ามาทำอาหาร
ซูเล่อเจียงเห็นว่าแม่วิ่งออกไปแล้ว เขาก็รีบวิ่งตามไปเหมือนกัน เพราะเขาอยากจะไปหาเรื่องอีกฝ่าย และกลัวว่าแม่จะแย่งชิงไก่กลับมาไม่ได้ โดยไม่ได้สนใจน้องสาวที่เดินสวนเข้ามาในบ้านเลย
ซูเยว่ซินเมื่อเห็นแม่กับพี่ชายรีบวิ่งออกจากบ้าน จึงได้วิ่งตามออกมาอีกคน เพราะความอยากรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ส่วนทางบ้านรองซู เวลานี้สองพี่น้องต่างก็ช่วยกันทำอาหารแข่งกับเวลาที่เหลือซึ่งไม่มากแล้ว เนื่องจากซูเปียวเฉินจะต้องรีบกลับไปทำงานให้ทันช่วงบ่าย
พออาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็รีบเอามาวางไว้ที่โต๊ะ และนั่งประจำที่เพื่อที่จะกินอาหารเที่ยง แต่ไม่คิดว่าคนบ้านใหญ่ จะวิ่งหน้าตาตื่นมาอยู่ที่หน้าประตูรั้ว และตะโกนเรียกซูเปียวเฉินอย่างไม่พอใจ
“เปียวเฉิน พวกแกออกมาเปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นฉันจะพังเข้าไป หน็อยแน่..มีอาหารดี ๆ แล้วไม่รู้จักแบ่งปันให้บ้านใหญ่ พวกแกยังเห็นฉันเป็นญาติอยู่ไหม” ซือเหนียงตะโกนเรียกและตะโกนด่าเข้าไปในบ้านเสียงดัง
ซูเปียวเฉินได้ยินก็วางตะเกียบลงด้วยความไม่พอใจ แล้วหันมาบอกน้องสาวว่า “หวานหว่านกินไปก่อนเลยนะ เดี๋ยวพี่ออกไปจัดการคนที่มารบกวนเรากินมื้อเที่ยงก่อน แล้วพี่จะรีบกลับเข้ามา”
ซูหวานหว่านได้ยินเสียงเรียกของคนบ้านใหญ่แล้ว ประกายตาก็ฉายความโหดเหี้ยมออกมา ก่อนจะปรับมาเป็นปกติ เธอมองพี่ชายด้วยความใสซื่อแล้วพูดว่า “ค่ะ หวานหว่านจะรอพี่ชายนะ พี่ชายจะต้องไล่คนไม่ดีไปให้พ้นบ้านเรา” หญิงสาวพูดด้วยท่าทางโมโหคนที่มากวนเวลากินมื้อเที่ยงของเธอ
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยิ้มอย่างเอ็นดูออกมา “ได้สิ เดี๋ยวพี่จะไปจัดการคนพวกนั้นเอง” เขาพูดอย่างจริงจัง พูดจบก็รีบเดินออกไปที่หน้าบ้านทันที
และเมื่อเดินมาถึงก็พบว่าสามคนแม่ลูกจากบ้านใหญ่มายืนอยู่ อีกทั้งทุกคนยังแสดงสีหน้าไม่พอใจ ซึ่งเขาก็คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องไก่ป่าสองตัวที่เขาวางกับดักได้ในวันนี้
“ออกมาแล้วเหรอ ฉันได้ข่าวว่าแกมีไก่ป่าถึงสองตัว เอาออกมาให้ฉันตัวหนึ่งก็แล้วกัน ดีแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่เอาไปทั้งหมด”
ซือเหนียงพูดขึ้นมาอย่างถือดีและคิดว่าตัวเองเหนือกว่าเพราะคิดว่าตนเองมาจากบ้านใหญ่ โดยไม่สนใจเลยว่าการกระทำของตนเองจะน่าอับอายแค่ไหน ซึ่งตอนนี้ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา ต่างก็พาหยุดมองเหตุการณ์อยู่
“คงได้ข่าวมาจากลูกชายของป้าสะใภ้นั่นแหละใช่ไหม เพราะลูกชายของป้าเพิ่งทะเลาะกับผมมา เขาคิดจะแย่งชิงไก่ของผม แต่ผมไม่ให้หรอกนะ อยากกินไก่ก็ไปล่าเอาเองสิ มือเท้ามีเหมือนกัน ทำไมต้องชอบมาขโมยหรือแย่งของของคนอื่นแบบนี้ด้วย”
ซูเปียวเฉินไม่ยอมเปิดประตูรั้วให้ และเขาก็ยืนกอดอกโต้ตอบกลับไปอย่างเจ็บแสบเหมือนกัน ในใจก็เริ่มรำคาญคนบ้านใหญ่เต็มทนแล้ว
“แกไม่มีสิทธิ์มาโต้แย้ง ฉันบอกให้แกเอามา ก็ต้องเอามาสิ จะมาพูดมากทำไมกัน ฉันเป็นป้าสะใภ้พวกแกนะ ตอนนี้พวกแกไม่มีพ่อแม่ บ้านใหญ่ของฉันก็เป็นญาติเพียงหนึ่งเดียวของแกสองพี่น้อง ฉันพูดอะไรแกก็ต้องเชื่อฟัง ไปเอาไก่มาให้ฉัน!!”
ซือเหนียงพยายามใช้เสียงเข้าข่ม และท่าทีของเธอก็วางอำนาจจนน่าหมั่นไส้เสียเหลือเกินในสายตาชาวบ้าน
“หวานหว่านไม่ให้ ไก่ของหวานหว่านไม่ใช่ของป้าสะใภ้ รีบกลับไปเลยนะ” ขณะนั้นเองซูหวานหว่านก็เดินออกมาพูดเสียงดัง และชี้หน้าป้าสะใภ้อย่างไม่พอใจ แต่ก็ยังมีท่าทีของหญิงสติไม่ดีอยู่
“นังเด็กบ้า บ้าก็อยู่ส่วนบ้าไป หล่อนมีสิทธิ์อะไรมามีปากมีเสียงในเรื่องนี้ ส่วนแก เปียวเฉิน รีบไปเอาไก่มาให้ฉันเดี๋ยวนี้”
ซือเหนียงได้ยินก็ด่ากลับไปทันที และเธอยังคงยืนยันที่จะเอาไก่ป่าจากหลานทั้งสองกลับไปบ้านตัวเอง
“แบร่.. หวานหว่านไม่ให้หรอก ตอนนี้พี่ชายทำต้มไก่หมดแล้ว หวานหว่านกินแล้วอร่อยด้วย” หญิงสาวแลบลิ้นใส่ และยักคิ้วหลิ่วตาพูดเยาะเย้ยอีกฝ่าย ว่าไก่ที่พวกเขาต้องการนั้นลงหม้อต้มไปหมดแล้ว
ซูเปียวเฉินยังคงยืนกอดอกอยู่ข้างน้องสาว และเมื่อเห็นว่าเธอโต้ตอบกลับไปแบบไม่เคร่งเครียด เขาเลยนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
“กินล้างกินผลาญกันเสียจริง ไก่ป่าตั้งสองตัว พวกแกทำอาหารกินหมดได้ยังไง ตายแล้ว! ฉันอยากตาย”
คนเป็นป้าสะใภ้ได้ฟังก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะล้มตัวไปนั่งกับพื้นแล้วตีโพยตีพายออกมา เหมือนเธอเป็นคนถูกแย่งของไปซะเอง
“ไม่เห็นตายนิ ป้าสะใภ้ก็ยังนั่งอยู่เลย แต่ถ้าอยากตาย เอามีดแทงตัวเองไหม เดี๋ยวหวานหว่านไปเอามาให้” หญิงสาวถามกลับมาหน้าตาย
นั่นทำให้พี่ชายอย่างซูเปียวเฉินที่ยืนอยู่ข้างกัน ถึงกับหลุดขำออกมา ไม่เพียงแค่ชายหนุ่มเท่านั้น ยังมีชาวบ้านที่ยืนดูเหตุการณ์ก็หัวเราะออกมา กับคำพูดคำจาของหญิงสติไม่ดีประจำหมู่บ้าน
“กรี๊ดดดดดด นังเด็กบ้า นี่แกกำลังยอกย้อนฉันใช่ไหม”
พอได้ยินหลานสาวสติไม่ดีพูดแบบนั้น ซือเหนียงก็รีบลุกขึ้นยืนและปัดฝุ่นออกจากกางเกง แล้วชี้หน้าด่าซูหวานหว่านด้วยความเกลียดชัง
“หวานหว่านไม่ได้ยอกย้อนป้าสะใภ้เสียหน่อย หวานหว่านแค่ทำตามที่ป้าสะใภ้พูดออกมา ไม่เชื่อก็ถามทุกคนสิ หวานหว่านไม่ผิดนะ” เธอยังคงแสร้งตีหน้าซื่อพูดออกมา และมีแววตาใสซื่อให้เห็น
ตอนนี้สติสัมปชัญญะของซือเหนียงหายไปหมดแล้ว เธอคิดว่าในเมื่อไม่มีไก่ตัวเป็น ๆ เธอก็จะเอาอาหารที่สองพี่น้องนี้ทำกลับไป จึงได้ออกคำสั่งให้ลูกชายและลูกสาวที่ตามมาพังประตูรั้วเข้าไป
“แกสองคนช่วยฉันพังประตูไปเดี๋ยวนี้ ในเมื่อไม่ได้ไก่ตัวเป็น ๆ ฉันก็จะเอากับข้าวที่พวกมันทำนี่แหละไปกิน ดีเสียอีก ฉันไม่ต้องเสียเวลาทำอาหาร”
“ได้เลยแม่” ซูเยว่ซินและซูเล่อเจียงพูดขึ้นพร้อมกัน และพยายามช่วยกันพังประตูรั้ว
“พี่ชาย ตีเลยเชื่อหวานหว่านสิ” หญิงสาวป้องปากกระซิบพี่ชาย
“หวานหว่านไม่ให้ พี่ชายห้ามให้เขาเอาไปได้นะ ใครเข้ามาฟาดให้ตายไปเลย” ซูหวานหว่านพูดขึ้นอย่างไม่ยินยอม ซึ่งพี่ชายของเธอก็พยักหน้าเห็นด้วย
จากนั้นสองพี่น้องจึงเดินไปหยิบไม้ท่อนใหญ่มาถือ และเดินมุ่งตรงไปที่ประตูรั้วบ้าน ก่อนที่ซูหวานหว่านจะฟาดทั้งสามคนที่บุกรุกเข้ามาในบ้านอย่างไม่ยั้งมือ
ระหว่างนั้นก็มีเสียงของซูหวานหว่านร้องดังอยู่ตลอดเวลา “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยหวานหว่านกับพี่ชายด้วย มีคนจะมาขโมยไก่ของหวานหว่าน”
และในขณะที่พูดและตะโกนขอความช่วยเหลือ เธอก็ไม่คิดยั้งมือเลยแม้แต่น้อย เพราะถึงอย่างไรหญิงสาวก็คิดว่าตัวเองคือคนบ้า จะทำอะไรก็ไม่ผิด อีกอย่าง นั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายมาหาเรื่องเธอถึงที่บ้านอีกครั้ง!!
เวลาผ่านสามเดือนตอนนี้ซูหวานหว่านแต่งงานเข้าตระกูลหมิงมาได้สามเดือนแล้ว และตอนนี้ซูเปียวเฉินก็มีกิจการของตัวเองแล้ว โดยใช้เส้นสายของน้องเขยอย่างหมิงมู่หยางเพื่อขอใบอนุญาต ส่วนตัวของหญิงสาวก็ได้เข้าไปช่วยสามีดูกิจการและบัญชีของตระกูลหมิง ตอนแรกชายหนุ่มก็ปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ภรรยาเหนื่อยหรือต้องทำงานหนัก เพราะทุกคืนที่เธอและซูเปียวเฉินออกไปแจกจ่ายเสบียงให้คนยากไร้ตามหมู่บ้าน เขาก็มองว่าเธอลำบากมากพอแล้วแต่กลับถูกภรรยารักร้องขออยากจะทำงาน เพราะเธอไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์และไม่อยากให้คนมองว่าเธอเป็นนกน้อยในกรงทอง พอเธอยกข้ออ้างนี้ขึ้นมา ทำให้เขาไม่ปฏิเสธอีก เพราะไม่อยากให้คนมองภรรยาในทางไม่ดีแต่ทว่าวันนี้หญิงสาวกลับบอกเขาว่าเบื่อที่จะทำงานและอยากจะนอนอย่างเดียว จึงสร้างความแปลกใจให้กับสามีและพี่ชายของเธออย่างมาก“หวานหว่านไปหาหมอหน่อยไหม” ซูเปียวเฉินไม่เคยเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยบอกอย่างเป็นห่วง“นั่นสิ เดี๋ยวพี่พาไปเอง” หมิงมู่หยางพูดอย่างเห็นด้วยกับพี่ภรรยา เพราะเขาก็ไม่เคยเห็นภรรยาเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยเป็นห่วงเธอมาก ไม่ต่างจากซูเปียวเฉิน“ฉันแค่อยากนอนและไม่อยากทำอะไรเท่า
บทส่งท้าย เส้นทางใหม่กับคนที่รัก (จบ)หมิงมู่หยางจับมือเจ้าสาวแน่น เขาไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาเพราะกำลังตื่นเต้นดีใจ เขาทำเพียงตบหลังมือเธอเบา ๆ และกระชับมือให้แน่นกว่าเดิม เพื่อบอกให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้และจะอยู่กับเธอตลอดไปซูหวานหว่านเข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะบอก เธอจึงได้เอามืออีกข้างมาวางทับมือของเขาไว้“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์ดีเอา” ซูเปียวเฉินพูดขึ้นมาเบา ๆ เขาไม่ได้จะไล่ แต่กลัวขบวนเจ้าบ่าวจะเสียเวลามากกว่าดังนั้นชายหนุ่มจึงจูงมือเจ้าสาวเดินมาที่รถ โดยที่ยังไม่เปิดผ้าปิดหน้าออก เพราะเขาจะเปิดตอนพาเธอส่งเข้าห้องหอแล้วเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเคลื่อนตัวออกไป ซูเปียวเฉินและคนบ้านกุลพร้อมกับคนบ้านจาง ก็ได้เดินทางตามไปที่ตระกูลหมิงในฐานะญาติของเจ้าสาว ส่วนแขกในงานที่นี่ ก็ให้คนในหมู่บ้านที่ไว้ใจ ช่วยดูแลต่อ ส่วนชาวบ้านคนไหนจะตามไปที่ตระกูลหมิงด้วย ก็ไม่มีใครห้ามเหมือนกันและเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหมิง ทั้งสองก็รีบเข้ามาที่ห้องโถง ที่ตอนนี้ซินแสได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ภายในนั้นมีผู้เฒ่าหลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหมิงมู่หยาง ได้มาเป็นผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายเจ
ภายในห้องเจ้าสาวซูหวานหว่านมือเย็นเฉียบประกอบกับสั่นเล็กน้อย เมื่อได้ยินพี่สะใภ้ทั้งสองคนมาบอกว่าขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว“ขบวนเจ้าบ่าวมาอย่างยิ่งใหญ่มาก ของหมั้นไม่มีสิ่งไหนที่ขาดเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่พี่สะใจมาก นั่นก็คือคนบ้านใหญ่ซูได้แต่แอบมองตาปริบ ๆ เพราะไม่ได้คำเชิญให้มาร่วมงาน” หยวนฟางภรรยาของจางเทียนเฉิงพูดอย่างตื่นเต้น และเธอรู้สึกสะใจที่คนบ้านใหญ่ได้แต่มองอย่างอิจฉา เมื่อเห็นว่าซูหวานหว่านหายบ้าแล้ว แถมยังได้แต่งงานกับคนที่มีอิทธิพลติดอันดับในเมืองนี้อีก หากบ้านนั้นไม่อิจฉาคงผิดปกติ“นั่นสิ เมื่อครู่นี้ฉันเห็นย่าซูมองตาละห้อยเลยล่ะ สงสัยเสียดายสินสอด นี่ขนาดยังไม่รู้นะว่า นายท่านหมิงมอบทรัพย์สินทุกอย่างที่มีให้กับหวานหว่านทั้งหมด หากพวกนั้นรู้เรื่องนี้ ด้วยคงอกแตกตาย ไม่ต่างจากซูเยว่ซินที่มองเข้ามาอย่างเสียดาย สงสัยคงอยากได้นายท่านหมิงเป็นสามีของตัวเอง” สะใภ้บ้านกุ้ยเองก็พูดมาบ้าง เธอสาแก่ใจไม่ต่างจากสะใภ้บ้านจาง ยิ่งนึกถึงเรื่องในอดีต ก็ยิ่งอยากจะสมน้ำหน้าคนบ้านใหญ่เหลือเกินซูหวานหว่านได้ยินก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดออกมาว่า ‘ฉันไม่สนใจหรอกว่าบ้านใหญ่จะมีท่าทีอย่างไร แต่ถ้าเมื
งานแต่งที่เฝ้ารอหลังจากวันเปิดโรงทาน นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือวันแต่งงานของซูหวานหว่านและหมิงมู่หยางวันนี้ท้องฟ้าโปร่งใส ภายในบ้านรองซูมีแต่เสียงพูดคุยอย่างคึกคักตั้งแต่ยังไม่ทันสว่างดี นั่นก็เพราะมีชาวบ้านหลายคนต่างก็มาช่วยกันจัดงาน และทำอาหารเลี้ยงแขกในบ้านเจ้าสาว เพราะถ้ามีเพียงคนบ้านกุ้ยและบ้านจาง คาดว่าน่าจะไม่ทำไม่ทันเวลา เนื่องจากซูเปียวเฉินแทบจะชวนคนทั้งหมู่บ้าน รวมถึงคนนอกหมู่บ้านที่รู้จัก ให้มากินเลี้ยงและส่งตัวเจ้าสาวด้วยกัน อีกทั้งวันนี้สองพี่น้องบ้านรองซู ยังจะย้ายเข้าไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหมิงด้วยกันบ้านรองซูเวลานี้ตกแต่งด้วยผ้าสีแดงทั่วทั้งบ้าน บางจุดก็มีกระดาษสีแดงติดตามบานประตู หน้าต่าง เสา และคานก็ถูกผูกด้วยผ้าสีแดงตามธรรมเนียมคนบ้านกุ้ยและบ้านจางเริ่มลงมือทำอาหาร ทำให้บรรยากาศตอนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและกลิ่นขนม ที่ต้องใช้เลี้ยงแขกภายในงานส่วนเจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน ตอนนี้เธออยู่ในชุดสีแดงเข้มแยกชิ้น เสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมแน่นเข้ากับกระโปรงยาวพลิ้ว เธอนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้อง ผมดำยาวสลวยถูกปล่อยให้สยายลงตามแผ่นห
“ได้ครับ นายหญิง” หมิงมู่หยางก็แกล้งตอบรับด้วยท่าทางจริงจัง และเรียกหญิงสาวอย่างให้เกียรติ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอบยิ้มที่ยากจะมีคนเคยเห็นนี่จึงทำให้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่น และเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย หลังจากที่เจอเรื่องร้าย ๆ กันมาหนัก พอสมควรข่าวเรื่องที่นายท่านหมิงจะแต่งงานดังไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก มีทั้งคนที่แสดงความดีใจ และมีทั้งคนอยากจะรู้ว่าใครกันคือเจ้าสาวของนายท่านคนนี้วันนี้หมิงมู่หยางและสองพี่น้องบ้านรองซู ตัดสินใจเปิดโรงทานเลี้ยงอาหารและแจกจ่ายเสื้อผ้า รวมถึงผ้าห่มและเสื้อกันหนาวให้กับคนยากไร้ เพราะอีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว โดยหมิงมู่หยางพาว่าที่เจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน มายืนคู่กันเพื่อแจกของด้วยกันอย่างเปิดเผย“นั่นใช่คนรักของนายท่านหมิงหรือเปล่า เธอดูสวยน่ารักไม่น้อยเลยนะ แต่ยืนเทียบกันแล้วดูจะยังอายุน้อยอยู่”“นั่นสิ ฉันคิดว่าทั้งสองน่าจะอายุห่างกันพอสมควร แบบนี้นายท่านหมิงก็โชคดี ที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่อ่อนเยาว์กว่าหลายปี”เสียงซุบซิบและพูดคุยของชาวบ้านที่มาต่อแถวเพื่อรับอาหาร และข้าวของที่นำมาแจกจ่ายให้กับทุกคน ดังขึ้นมา และเสียงเหล่านี้ก็
ยินดียกให้ทุกอย่างหลังจากนั้นไม่กี่วัน หมิงมู่หยางสืบได้ว่าที่เถ้าแก่ฉีมาสนใจเรื่องของสองพี่น้องเพราะได้รับคำสั่งมา แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ชายหนุ่มก็ส่งคนเล่นงานเสียก่อน นั่นคือการแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการยักยอกเสบียงของรัฐ และส่งหลักฐานให้รู้ว่าโรงสีข้าวของเถ้าแก่ฉีมีความผิดปกติและเพียงไม่กี่วันต่อมา โรงสีข้าวของตระกูลฉีก็ถูกตรวจสอบและสั่งปิด แล้วยังมีคนเห็นด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่ง มุ่งตรงไปที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋และตระกูลเจียง ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็คิดในใจว่าเรื่องวุ่นวายพวกนี้คงจบสักทีส่วนซูหวานหว่านเองไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เธอขอแค่จัดการคนพวกนั้นได้ก็พอแล้ว“หวานหว่าน คนพวกนั้นถูกจับไปหมดแล้วนะ ต่อไปนี้เมืองของเราคงสงบและเจริญขึ้นเสียที” หมิงมู่หยางเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางมาหาคนรักและพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เขาก็เชื่อว่าเธอน่าจะรู้แล้วเหมือนกัน“ฉันพอจะได้ข่าวแล้วเหมือนกันค่ะ เพราะชาวบ้านพูดถึงเรื่องนี้กันพอสมควร เมื่อก่อนอาจจะวุ่นวายมากไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวก็จบลงแล้ว นี่คงเป็นบทเรียนให้กับคนมีอิทธิพลที่คิดจะยั







