LOGIN"ตามที่ข้าได้กล่าวไปผู้ใดสมัครใจก็มาลงนามรับเทียบเชิญได้"
เทียบเชิญจากท่านผู้อาวุโสผู้ดูแลสุสานบรรพชนหยางหยินสุ่ยถูกอ่านออกเสียงกลางลานสำนัก เสียงกระดาษบางไหวตามลมเช้า แต่ถ้อยคำในนั้นกลับหนักอึ้งจนศิษย์ในสำนักมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ความสะพรึงของสกุลหยางยังไม่ทันจาง นั่นเป็นเหตุผลเพียงพอจะทำให้หลายคนแทบไม่อยากจบการฝึกนี้ แต่หากจบในสถาณฝึกอันดับหนึ่งแห่งนี้ได้ก็เท่ากับมีใบเบิกทางแสนพิเศษ “ทุกคนที่มีอายุครบสิบแปดปี ต้องเข้าร่วมพิธีจบการฝึกของสำนัก ด้วยการตามหาต้นไร้รากของสกุลหยาง เป็นบททดสอบสุดท้ายก่อนเรียนจบ” “หา!” ทันทีที่ประโยคนั้นจบลง เสียงฮือฮาก็ปะทุขึ้นทั่วห้องสำนัก โดยเฉพาะเหล่าทายาทตระกูลใหญ่ที่เติบโตอยู่รอบวังก็จะอุทานดังกว่าผู้อื่นพร้อมท่าทางซังกะตายอย่างกลั้นไม่อยู่ บรรยากาศเซ็งแซ่อึมครึมอลหม่านราวกับตลาดสดแตก ศิษย์หลายคนหันมองกันไปมา บางคนหัวเราะหวังว่านี่จะเป็นเพียงบททดสอบในยามเช้า ทว่าใบหน้าของท่านอาจารย์ที่ี่่ยืนอยู่เบื้องหน้ากลับนิ่งเฉยจริงจัง ไม่เปิดโอกาสให้ใครตีความไปทางอื่น ศิษย์คนหนึ่งยกมือขึ้นอย่างลังเล เสียงของเขาเบากว่าปกติ ราวกับกลัวว่าคำถามจะไปแตะต้องสิ่งที่ไม่ควรเอ่ย “เอ่อ ท่านอาจารย์ขอรับ ข้าสงสัยข้อหนึ่ง” ท่านอาจารย์อาวุโสปรายตามองก่อนพยักหน้าเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้กล่าวต่อ “ว่ามา” “ต้นไร้รากคือสิ่งใดขอรับ” เมื่อคำถามเรื่องต้นไร้รากถูกเอ่ยออกมา ศิษย์รอบข้างหลายคนพยักหน้าตามโดยไม่รู้ตัว ชื่อนั้นคุ้นหู แต่ไม่เคยมีใครอธิบายอย่างจริงจังมาก่อน แววตำหนิฉายวาบในสายตาของชายชราเอ่ย ตำหนิในทันที “เจ้าไม่ใส่ใจจดจำรากเหง้าของตระกูลเลยรึ” คำตอบนั้นกลับยิ่งทำให้ความสับสนปกคลุมลานสำนัก ศิษย์ผู้นั้นขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่มันมีนามว่าต้นไร้ราก แล้วเราจะหารากเจอได้อย่างไรเล่าท่านอาจารย์” เสียงเห็นพ้องดังขึ้นรอบด้าน “นั่นน่ะสิ” “ใช่” “ใช่” อาจารย์อาวุโสยกมือขึ้นปรามเล็กน้อยเพื่อให้ทุกคนสงบ ก่อนอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังเลือกถ้อยคำอย่างระมัดระวัง “เป็นคำเปรียบเปรยสั่งสอนการใช้ชีวิตนอกสำนัก ก่อนจะรู้ว่าต้องการสิ่งใดก็จงรู้ไว้ว่ามีรากเหง้า มีที่มาให้ยึดเหนี่ยวตอนนี้พวกเจ้าก็เหมือนต้นไร้รากที่ต้องออกตามหาความต้องการดั่งการหาต้นไร้รากที่ของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งแคว้นสร้าวขึ้น การได้ไปที่นั่นทุกคนจะได้เรียนรู้ถึงความลึกลับซับซ้อนซ่อนอยู่ทุกแห่งหน หลายคนก่อนไปอยากเป็นใหญ่เป็นโตกลับมากลายเป็นนักบวชก็มี บางคนไม่เก่งเรียนไม่รู้เรื่องกลับมาสอบเป็นจองหวนได้ก็มี ที่นั่นสั่งสอนให้เข้าใจสัจธรรมว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอนได้อย่างถ่องแท้ ไม่ต่างจากการถูกบรรพบุรุษสั่งสอน” ศิษย์บางคนเบิกตากว้าง ราวกับเรื่องในตำรากำลังขยับเข้ามาใกล้ตัว “เอ๋ เรื่องจริงหรือขอรับ ในหนังสือในหอสมุดนั่น” “ก็เรื่องจริงน่ะสิ” ท่านอาจารย์ตอบกลับทันทีโดยไม่ลังเล “ข้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่า เราจะไปตามหารากที่ไม่มีรากทำไม” ถึงอย่างนั้นความไม่เข้าใจก็ยังไม่คลายศิษย์บางคนพึมพำออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ อาจารย์ทอดสายตามอง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความหมายลึกซึ้ง “เพราะไม่มีผู้ใดหาเจอจึงเรียกว่าต้นไร้ราก แต่เมื่อใดที่พบเจอความสมดุลก็เกิดขึ้น” ในหนังสือสุสานบรรพชนนั้นอยู่เบื้องหน้าของถิ่นสัตว์อสูร เสียงกระซิบก็กลับมาดังอีกครั้ง ความกลััวแทรกซึมอยู่ในสีหน้าของหลายคนเว้นก็แต่เยี่ยนชิงที่แอบฟุบหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว “แต่ข้าได้ยินว่าที่นั่นคือสุสานบรรพชนทุกสิ่งล้วนลวงตา” ศิษที่ยังต่อต้านเอ่ยขึ้น “คำเล่าลือก็เหมือนฝุ่นผง หากมัวสนใจฝุ่น ก็มีแต่จะบังตาให้มืดบอด ไร้หนทางเติบโต” ท่่านอาจารย์ขมวดคิ้วสีขาวพบางเอ่ยเสียงแข็งทำบรรยากาศเงียบงันลงอีกครั้ง ก่อนผู้สอนสั่งจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “การปลดปล่อยสิ่งที่ไม่มีใครทำได้ คือการฝึกสอนที่ดีที่สุด แต่ที่นั่นอันตรายถึงชีวิต จึงสามารถเลือกได้ว่าจะไปที่นั่นเพื่อผ่านการฝึกในราชสำนัก หรืออยู่สอบวิชากวีไร้นามที่สำนัก” "โหยยยย~" เสียงครางอย่างสิ้นหวังดังขึ้นแทบพร้อมกัน ศิษย์หลายคนสบตากัน รู้ดีว่าไม่ว่าทางใดก็โหดร้ายไม่ต่างกัน “โอยยย โหดร้ายทั้งคู่ ไม่มีตัวเลือกที่สามหรือขอรับท่านอาจารย์” คำถามนั้นลอยค้างอยู่เพียงชั่วอึดใจ ก่อนถูกตัดจบด้วยคำตอบหนักแน่นไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “ไม่มี” . .(พาทฮ่องเต้พันปีก่อน) . . กลิ่นกำยานผสมกลิ่นสุราหวานฉุนของหอนางโลมลอยคลุ้งปะปนเสียงหัวเราะแว่วเข้ามาในห้องชั้นบนหลังม่านแดงร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย ครึ่งใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำภายใต้ดวงตาคู่คม เย็นชาดุดันราวกับสัตว์ป่าดุร้ายท่าทีไม่ได้ชื่นชอบหอนางโลมเท่าใดนักท่าทางไม่เหมือนคนธรรมดาแม้จะปกปิดเพียงใดความโดดเด่นบนร่างกายสูงใหญ่สวมผ้าเนื้อดีไม่มีส่วนไหนที่ดูธรรมดา ชายหนุ่มที่อยู่ด้วยกันยิ้มขำพอใจกับความหยิ่งผยองของมนุษย์คนหนึ่ง บุรุษอีกคนมีเส้นผมสีอ่อนร่างกายสูงใหญ่งดงามไม่แพ้กัรเพียงแต่ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มหล่อเหลาท่าทางใจดีมีอารมณ์ขันไม่เคร่งขรึมเท่าอีกคน ตลอดเวลาทั้งคู่อยู่ชั้นบนก็ลอบมองลงมายังเบื้องล่างที่มีนางโลมสาวสวยปรนนิบัติทหารกลุ่มหนึ่งที่แหงนมองขึ้นมาสบตากับชายสวมหน้ากากเป็นระยะ “หอนางโลมแห่งนี้ก็มีหญิงงามไม่น้อย สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก” ชายชุดดำเอ่ยชมเปาะโดยเฉพาะสตรีนางหนึ่งที่โดดเด่นด้วยการบรรเลงกู่ฉินด้วยท่วงท่างดงามแสนไพเราะ นางมิใช่คนชงเหล้าแนบชิดบรรดาลูกค้าชาย แต่ถูกมองอย่างชื่นชมและแฝงไปด้วยความกระหาย แม้คนสวมหน้ากากที่อยู่ด้วยจะไม่สนใจผู
เนื่องจากเราไม่ค่อยชอบพูดนักแล้วติดความชอบนั้นมาถึงงานเขียนจึงเข้าใจยากเข้าไปอีก หลายคนงงว่าใครเป็นใครอะไรยังไงเพราะเราเขียนนิยายจีนโบราณหลายรุ่น หลายยุค ทำให้ตัวเองต้องเขียนอธิบายให้มากขึ้น อาจจะฉีกจากพาทแรกเล็กน้อยเพราะตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ต้องหารายละเอียดกิมมิกใส่ให้ (555จะบ้า)มาเริ่มต้นใหม่เลยก็แล้วกันจ้าหยางหยินเมื่อพันปีก่อน เป็นธาตุสมดุลหยินหยางมาตั้งแต่ต้นคือเป็นทุกอย่างแห่งความสมดุล ในเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักเพราะให้เป็นตัวเอกสร้างปมของการแก่งแย่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรักหยางหยินเหมือนฑูตสันถวไมตรีที่เจรจากับใครก็ได้ ฟ้าดิน เทพอสูร ที่มีคู่หมั้นเป็นสัตว์อสูรคืออี้หลาน นัยหนึ่งคือสวรรค์ต้องการให้ควบคุมหัวหน้าสัตว์อสูรอีกที ไม่ให้ร้ายกาจเหิมเกริมขึ้นมาสร้างความเดือดร้อน แต่ทั้งคู่ก็รักกันจริงๆ >>>อี้หลานเมื่อพันปีก่อน สัตว์อสูรที่เป็นปลาชั้นสูงกว่านรกอเวจีเป็นหัวหน้าสัตว์อสูรที่ความจริงแล้วต้นกำเนิดดุร้ายมากถูกลงโทษให้บำเพ็ญเพียรบ่อยมากจนถูกจับหมั้นกับหยางหยินแล้วรักกันจึงสงบลงพี่แกมีด้านมืดกับมู่อวี่ที่ไม่มีใครรู้ด้วยนะ พาทแรกพี่แกไม่มีบทเท่าไหร่แต่มันมีเหต
. (บ้านเยี่ยนชิง) “ตึกๆๆๆ” เสียงฝีเท้าเร่งรัวกระทบพื้นในเรือนไม้ด้านในดังต่อเนื่อง ร่างเล็กพุ่งผ่านม่านผ้าบางที่กั้นจนชายผ้าสะบัดแรง ลมเย็นยามบ่ายไหลตามเข้ามาในห้องติดริมธาาน้ำหลังบ้าน “อี้ หลานนน!” เสียงเรียกยืดยาวยียวนดังขึ้นพร้อมกับร่างเข้าออกบ้านหลังกว้างที่สะอาดเอี่ยมมีกลิ่นอายการใช้ชีวิตมากกว่าหนึ่งคน บ้านที่มีแสงสว่างเข้าถึงโล่งโปรงเย็นสบายไร้ความอึมครึมเช่นเก่าขาเล็กวิ่งเข้ามาเกือบสะดุดขาตนเอง ปลายเท้าเตะขอบโต๊ะเตี้ยจนพู่กันที่วางอยู่สั่นไหว “อี้หลาน อี้หลานอยู่ไหน” เยี่ยนชิงหมุนตัวซ้ายขวา มือหนึ่งยกชายผ้าที่ขาขึ้นกันสะดุดอีก มือกวัดแกว่งไปมาอย่างไม่รู้จะวางตรงไหน กึก.. เจ้าของชื่อร่างสูงเข้ามาสวมกอดร่างคนรักจากด้านหลังเงียบเชียบพลางกดจมูกฝังลงบนซอกคอขาวกรุ่นกลิ่นพลับพลึงไม่จาง ร่างเล็กของเยี่ยนชิงหันกลับมาตะปบใบหน้าคนรักขมวดคิ้วจ้องเขม็งด้วยสีหน้าจริงจังแม้นจะดูไม่จริงจังในสายตาอี้หลานก็ตาม “วิ่งทำไมเดี๋ยวก็ล้ม” "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” อี้หลานยกนิ้วเกลี่ยเส้นผมยุ่งพลางกดจมูกลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดเอนพิงหลังกับเสาบ้านเลิกคิ้วถาม “เรื่อง
นครต้าอวิ๋นแคว้นที่เกิดขึ้นหลังนครหยางหยินสุ่ยเกิดศึกโกลาหลเมื่อพันปี ปกครองโดยฮ่องเต้ที่อสูรวิหคผู้ปกครองน่านฟ้าแต่งตั้ง ยามนั้นฮ่องเต้ทรงหายตัวไปเพราะถูกอสูรจรเข้มู่อวี่ ใช้ร่างทำเรื่องชั่วช้า หมิงเยว่อยู่ดินแดนอสูรบาดเจ็บสาหัสจนได้หลงรักฑูตกล้วยไม้หลันหลิง อี้หงที่แก่งแย่งตำแหน่งฮ่องเต้กับหมิงเยว่ตัวปลอมจนวุ่นวายกระทั่งอสูรวิหคส่งไป่ยี่เสวียนบุตรชายมาจัดระเบียบความสงบเรียบร้อยเปลี่ยนชื่อแคว้นให้ราษฎรวางใจปกครองอย่างเที่ยงธรรมให้ทุกคนเชื่อมั่นเพราะในตอนนั้นไม่มีความสมดุลของพลังหยินหยางบ้านเมืองระส่ำแต่ก็กลับมาสงบสุขกว่าตอนเกิดความกังขา แต่เหล่าเชื้อสายสกุลหยางก็ยังคงตำแหน่งสูงศักดิ์ในราชสำนักดังเดิมเพียงแต่การตัดสินเด็ดขาดเป็นของสกุลอวิ๋น อวิ๋นไป่เสวียน เท่านั้น จิ๊บ จิ๊บ.. ยามรุ่งอรุณสงบงันราวภาพเขียนหมึกจาง แสงแรกของวันค่อยๆ ไล้ผ่านยอดกำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านมานับพันปีเงายอดประสาทหลังกว้างสูงใหญ่ทอดยาวลงบนพื้นหินสีหม่นที่ถูกกาลเวลาขัดจนเรียบลื่น ผู้คนเริ่มขยับตัวจากเรือนพักตั้งแต่ยามเหม่า เสียงประตูไม้เปิดปิดแผ่วเบาปะปนกับกลิ่นชาอุ่นและไอข้าวสุกที่ลอยออกมาตามตรอกซอกซอย เ
ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อักขระสีม่วงและเขียวไขว้ทับกันกลางอากาศ เสียงสวดต่ำลึกดังต่อเนื่อง รากไม้สั่นสะเทือขึ้นไปถึงปลายยอดอักขระโบราณบนป้ายสุสานหินแตกตัวเป็นแสงเส้นบางๆ ลอยวนขึ้นฟ้ามู่อวี่จะจัดการเยี่ยนชิงแล้วไปจัดการบรรดาสิ่งที่อยู่เบื้องหลัว “ความทรงจำไม่จำเป็นสำหรับเจ้า” ฝ่ามือของมู่อวี่ยกค้างเหนือศีรษะเยี่ยนชิง พลังอสูรสีดำรวมตัวหนาแน่น ปราณร้ายแผ่กดทับจนพื้นหินใต้เท้าแตกร้าว เสียงลมหายใจของเยี่ยนชิงสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำจ้องมองร่างอี้หลานที่นอนแน่นิ่ง เลือดไหลนองรอบกายแล้วหลับตาลง เปรี้ยงงง!! ขณะนั้นเองใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เกิดเสียงแตกดังสนั่น ผืนดินแยกออกเป็นรอยฉีกยาวจากโคนต้น รากไม้โบราณพุ่งทะลุขึ้นมา บิดเกลียวพันกันกลางอากาศ อักขระนับไม่ถ้วนสว่างวาบบนเปลือกไม้ ดวงจิตบรรพชนทั้งหมดใช้พลังเคลื่อนรากผลึกอักษรสาดใส่ร่างของมู่อวี่เต็มแรง เปรี้ยงงง!! เปรี้ยงงง!! แสงมหาศาลพวยพุ่งจากใจกลางต้นไม้ เจิดจ้าจนท้องฟ้ามืดลงในทันที เมฆเหนือศีรษะแตกกระจาย ลมปราณรอบด้านไหลย้อนเข้าหาจุดศูนย์กลาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังโค้งคำนับต่อการปรากฏตัวนั้น เกราะวิญญาณอสูรของมู่อวี่แตกสลายหายไปราวกับ
โครม!!! "หยางหยิน!" เหล่าจิตวิญญาณบรรพชนร้องอย่างเดือดดาล ร่างของหยางหยินถูกพลังตวัดใส่ปลิวกลับมาที่ใต้ต้นไม้ทุกคนช่วยกันประคองกันขึ้นมา เยี่ยนชิงเองก็ถูกคว้าไปบีบคอราวกับเป็นโล่กำบังไม่ให้อี้หลานเล่นงานกลับ เปรี้ยง! "อี้หลาน!" พลังอสูรรุนแรงจนอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดถูกซัดลงไปนอนนิ่งบนพื้น เรี่ยวแรงที่มีเหมือนจะหมดลงเสียให้ได้มู่อวี่ไม่ปราณีผู้ใดแม้พลังจะเหนือกว่าก็ยังใช้วิธีสกปรก "มันเล่นงานอี้หลานเพียงผู้เดียวมันเอาตายแน่พออี้หลานตายมันจะทำลายดวงจิตสิ้นซากอย่างแน่นอน" เปรี้ยงง! มู่อวี่สาดพลังใส่อี้หลานไม่หยุด แรงกระแทกทั้งหมดถูกอี้หลานรับไว้เพียงผู้เดียวเพราะไม่อยากให้เยี่ยนชิงถูกทำร้าย เพื่อปกป้องร่างมนุษย์ของหยางหยินเอาไว้ ของเหลวสีแดงแทรกซึมออกมาไหลลงพื้นราวกับน้ำทะลักเขื่อน "อี้หลานลุกขึ้นมาสิ อี้หลาน ฮืออออ เจ้า…เจ้าโง่อย่าตายนะ…ข้าอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว อยู่กับข้า ...กลับไปอยู่บ้านของเราด้วยกันนะ” เสียงสั่นพร่า ของเยี่ยนชิงเว้าวอนแม้ร่างจะอยู่ในมืออสูร ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไกลไปทั่วหุบเขา เยี่ยนชิงเป็นเพียงเศษเซี้ยวของหยางหยินที่ถูกอสูรดูแลมาตลอดแต่มีพลังดึงดูดบรรพ







