เข้าสู่ระบบ
“แฮปปีเบิร์ธเดย์ค่ะคุณย่า ขอให้คุณย่ามีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง เป็นสาวสวยสองพันปีแบบนี้ตลอดไปนะคะ” เด็กหญิงตัวน้อยวัยสี่ขวบอวยพรเสียงดังเจื้อยแจ้ว โดยมีคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยววัยสามสิบตอนต้นที่ทั้งหล่อและสมาร์ตคอยกระซิบบอกบทอยู่ข้างหู
ความน่ารักของสองพ่อลูกเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแซยิดของศรียุดาในคืนนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งแขกส่วนใหญ่ก็เป็นบรรดาญาติในสายตระกูลและเป็นเพื่อนสนิทกับเจ้าภาพแทบทั้งสิ้น
“น่าเอ็นดูจริงๆ ไออุ่นหลานย่า” ผู้สูงวัยประคองแก้มของหลานสาวตัวน้อยไว้ด้วยมือทั้งสองข้างแล้วโน้มตัวลงหอมแก้มยุ้ยของเด็กน้อยดังฟอด “ยิ่งเห็นหนู ย่าก็ยิ่งคิดถึงคุณพ่อของหนู”
เด็กหญิงที่นั่งอยู่บนตักคุณพ่อได้ยินแล้วขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ “คุณพ่อก็นั่งอยู่ตรงนี้ไงคะ ทำไมคุณย่าต้องคิดถึงคุณพ่อด้วย คุณพ่อไม่ได้หายตัวไปไหนสักหน่อย”
ศรียุดารู้ตัวว่าเผลอพูดเรื่องที่ไม่ควรให้หลานสาวรับรู้ออกไปก็ฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความเศร้าที่เอ่อล้นอยู่เต็มอก แต่ยังไม่ทันได้แก้ต่างอะไร ไออุ่นก็พูดขึ้นมาอีกครั้งด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“คุณพ่ออยู่กับไออุ่น แต่คุณแม่หายตัวไป ไออุ่นอยากให้คุณแม่กลับมาหา”
คิรากรกระชับวงแขนกอดร่างเล็กบนตักด้วยความสงสารจับใจพลางพูดปลอบเหมือนทุกครั้งที่เธอร้องไห้หาแม่ว่า “คุณแม่ทำงานอยู่ไกลมาก เลยยังมาหาไออุ่นตอนนี้ไม่ได้”
“แล้วเมื่อไหร่คุณแม่จะมาได้คะคุณพ่อขา”
“อีกไม่นานคุณแม่ก็กลับมาค่ะ” คุณพ่อวัยหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“คุณพ่อพูดแบบนี้ตลอด แต่คุณแม่ก็ไม่เห็นกลับมาสักที” เด็กหญิงทำจมูกย่นใส่คุณพ่อของเธออย่างแสนงอน “ไออุ่นไม่เชื่อคุณพ่อแล้ว”
ทุกวันนี้ไออุ่นได้แต่กอดรูปแม่ที่มีอยู่เพียงใบเดียวก่อนนอนทุกคืน ตอนที่เธอยังแบเบาะ เรื่องการไม่มีแม่ไม่เป็นปัญหาเท่าไร แต่พอเข้าโรงเรียนและได้เห็นเพื่อนๆ มีทั้งพ่อและแม่มารับส่งเด็กหญิงจึงรู้สึกว่าตัวเอง ‘ขาด’
ใจจริงคิรากรไม่อยากเอารูปของผู้หญิงที่เขาจงเกลียดจงชังให้ลูกดูเลย แต่เพราะครั้งหนึ่งตอนที่ไออุ่นอายุสามขวบ เธอเป็นไข้หนักมากและร้องไห้จะหาแม่ทั้งคืน ปลอบยังไงก็ไม่หยุด เขาจึงจำเป็นต้องเอารูปของ ‘ผู้หญิงคนนั้น’ ที่เก็บซุกไว้ในกล่องเก็บของออกมาให้ลูกสาวดู เมื่อเห็นหน้าแม่ แม้จะเป็นเพียงแค่รูปถ่าย แต่เด็กหญิงก็หยุดร้องไห้ทันทีราวกดปุ่มปิดสวิตช์ นับตั้งแต่วันนั้น ไออุ่นก็รบเร้าให้เขาตามแม่กลับมาหาทุกวัน
“แล้วคุณพ่อจะโทร. ไปบอกให้คุณแม่รีบกลับมาหาไออุ่นนะคะ”
“สัญญานะคะ” เด็กหญิงยื่นนิ้วก้อยเล็กป้อมมาเกี่ยวก้อยสัญญากับคุณพ่อด้วยรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าครั้งนี้คุณแม่จะกลับมาหาเธอจริงๆ สักที
“สัญญาค่ะ” รับปากออกไปแล้วก็นึกสะท้อนใจกับคำสัญญาลมๆ แล้งๆ ที่ใช้ปลอบใจลูกสาวไปวันๆ ความจริงการตามหาผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่เพราะเขาไม่อยากให้ไออุ่นรู้จักแม่ใจร้ายที่ทิ้งลูกไปตั้งแต่ยังแบเบาะจึงไม่ยอมออกตามหา “ไออุ่นอยู่กับคุณย่าก่อนนะคะ คุณพ่อขอไปห้องน้ำแป๊บนึง แล้วเดี๋ยวเรากลับบ้านกัน ดึกมากแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูตื่นไปโรงเรียนไม่ไหว”
“ค่า...” เด็กหญิงตอบรับเสียงใสพร้อมกับร่างเล็กป้อมของเธอถูกอุ้มออกจากตักคุณพ่อแล้ววางลงที่เก้าอี้ว่างข้างตัวคุณย่า
คิรากรเดินตรงไปยังประตูห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมหรูเพื่อจะไปห้องน้ำซึ่งอยู่ด้านนอก แต่ยังเดินออกไปไม่พ้นประตู แพรวพราวที่มาร่วมอวยพรวันเกิดของศรียุดาในฐานะลูกสาวของเพื่อนสนิทเจ้าภาพ ก็เดินเข้ามาดักหน้าราวกับรอจังหวะนี้อยู่นานแล้ว
“คุณกระเตงไออุ่นไปด้วยทุกที่จนคนคิดว่าแกเป็นลูกคุณจริงๆ กันหมดแล้วนะคะ”
“ไออุ่นเป็นลูกสาวผม” เขาตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มหนักแน่นแฝงความไม่พอใจอยู่ในทีที่ถูกใส่หน้าด้วยท่าทีประชดประชันแบบนั้น
“คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่า ‘ไม่ใช่’ ไออุ่นเป็นลูกของน้องชายที่ตายไปแล้วของคุณ ส่วนแม่ก็อาจจะเป็นแค่ผู้หญิงรักสนุกไร้ความรับผิดชอบคนนึง ที่พอคลอดลูกแล้วก็ชิ่งหนีไปสนุกกับผู้ชายอื่นต่อ”
“คุณจะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม” คิรากรกัดฟันพูดเสียงเบา กลัวไออุ่นมาได้ยิน
“เพื่อให้คุณรู้ตัวว่าคุณกำลังให้ความสำคัญกับไออุ่นจนลืมใช้ชีวิตของตัวเอง ถ้าไม่มีเด็กนั่นสักคน ป่านนี้เราสองคนก็อาจจะแต่งงานกันไปแล้ว” จะเรียกว่าแค้นฝังหุ่นก็ได้ เพราะความสัมพันธ์ของเธอกับคิรากรต้องสะดุดลงแบบหัวทิ่มเมื่อเขารับหลานสาวกำพร้ามาเลี้ยงเมื่อสี่ปีก่อน
“ผมจะใช้ชีวิตยังไงมันก็เรื่องของผม” ชายหนุ่มพยายามระงับอารมณ์ที่กำลังกรุ่นโกรธอย่างเต็มที่ เขาไม่ชอบใจที่แพรวพราวโทษว่าเป็นความผิดของเด็กทั้งที่ความจริงความสัมพันธ์ของเขาและเธอในตอนนั้นไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งเลย มันเพิ่งเริ่มต้นจากการแนะนำของผู้ใหญ่เท่านั้น ต่อให้ไม่มีไออุ่นก็ไปกันไม่รอดแน่นอน เพราะออกเดตกันแค่ครั้งเดียว คิรากรก็รู้แล้วว่าไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน อีกทั้งทัศนคติบางอย่างของหญิงสาวก็เป็นขั้วลบเกินกว่าที่เขาจะรับได้
“แต่ที่คุณพูดก็ถูก ตอนนี้ผมโฟกัสที่เรื่องของไออุ่นเรื่องเดียวเท่านั้น”
“คุณคิดจะเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงเด็กที่ไม่ใช่ลูกของตัวเองคนเดียวไปจนแก่เลยหรือไงคะ”
“ผมก็ไม่ได้คิดจะเป็นโสดไปจนแก่ตายหรอก” เขาแค่นยิ้ม “แต่ถ้าผมจะแต่งงานกับใครสักคน ก็ต้องเป็นคนที่เข้ากับไออุ่นได้ดี ที่สำคัญ ผู้หญิงคนนั้นต้องรักไออุ่นมากเท่าที่ผมรักด้วย”
“พนันได้เลยว่าคุณไม่มีวันเจอผู้หญิงแบบนั้น”
“ถ้างั้นผมก็อยู่กับลูกแค่สองคนได้”
แพรวพราวแทบอยากกรีดร้อง หลายครั้งที่เธอพยายามเข้าหาเขา แต่ก็ถูกปิดประตูใส่หน้าทุกครั้ง แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่ยอมแพ้ เธอต้องลบคำสบประมาทของบรรดาเพื่อนฝูงในแวดวงไฮโซที่จิกกัดเธอไม่เลิกว่าโดนคิรากรเชิดใส่ให้ได้
“ป้าหมอมีกล้องวิเศษส่องค่ะ นัดตรวจคราวหน้าแม่เอิงจะพาไออุ่นไปด้วย หนูจะได้เห็นน้องที่อยู่ในพุงแม่เอิง” “ถ้าน้องคลอดแล้วไออุ่นช่วยคุณพ่อเล่านิทานให้น้องฟังได้มั้ยคะ” คิรากรถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเคย “ได้ค่า” “เก่งมากค่ะ” คุณพ่อโน้มใบหน้าลงหอมแก้มทั้งสองข้างของลูกสาวดังฟอด “อุ๊ย! น้องดิ้นดุ๊กดิ๊กค่ะ น้องยังไม่หลับ” ไออุ่นบอกอย่างตื่นเต้นโดยที่มือทั้งสองข้างทาบอยู่บนหน้าท้องของคุณแม่ “สงสัยน้องอยากคุยกับพี่ไออุ่นน่ะลูก” อลีนาบอก ไออุ่นเอาแก้มแนบกันหน้าท้องคุณแม่เพื่อจะฟังเสียงน้อง “โอบอุ้มรักพี่ไออุ่นค่า โอบอุ้มอยากออกไปเล่นกับพี่ไออุ่นเร็วๆ” คิรากรทำเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างเด็กผู้หญิงแทนเสียงน้องในท้องเพื่อคุยกับไออุ่น เขาทำแบบนี้ทุกวันจนไออุ่นรักและผูกพันกับน้องในท้องมาก แล้วก็ชอบคุยกับน้องมากด้วยเช่นกัน “พี่ไออุ่นก็รักโอบอุ้ม ออกมาเร็วๆ นะ มาเล่นกัน” ไออุ่นบอกเสียงใสแล้วจุ๊บที่พุงคุณแม่ส่งผ่านไปถึงน้องสาว “คุณพ่อก็รักไออุ่นกับโอบอุ้ม
ในช่วงชุลมุนอันนาผลักปริมล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้น และถีบที่ท้องอย่างแรงอีกหลายครั้งโดยที่ไม่รู้ว่าคู่กรณีตั้งครรภ์อยู่ จนกระทั่งเลือดเหนียวข้นไหลลงมาตามต้นขาด้านในของปริม อันนาถึงได้รู้ตัวว่า ทำบาปใหญ่หลวงเข้าแล้ว...‘คุณมีเมียอยู่แล้ว ยังจะมาหลอกคบกับฉันอีกทำไม’ อันนาต่อว่ามาร์ชเมื่อพบกันหลังจากทะเลาะกับปริม‘อย่าเรียกว่าเมียเลย คนที่ผมจะยกย่องให้เป็นเมียออกหน้าออกตาต้องมีฐานะคู่ควรกับผม และเป็นคนที่คุณแม่ผมยอมรับเท่านั้น’‘แล้วอย่างฉันถือว่าคู่ควรกับคุณหรือเปล่า’ อันนาถามอย่างข้องใจ เพราะคบกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เขาไม่เคยพาเธอไปพบพ่อแม่เลยสักครั้ง อันนาจำได้ว่าวันนั้นมาร์ชไม่ตอบคำถามเธอ แล้วหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็หาเรื่องเลิกกับเธอ... “หุบปากเดี๋ยวนี้นังเอย!!!” ปริมตะคอกพร้อมตวัดปลายปืนขึ้นเล็งที่อันนาอีกครั้ง “อย่าทำอะไรเอยอีกเลยนะคุณปริม” อลีนาเอาตัวเข้าไปขวางทางปืน “น้องเลวๆ แบบนี้แกก็ยังจะปกป้องมันอีกเหรอ!” “ยังไงเอยก็เป็นน้องฉัน ฉันปล่อยให้เอยตายไม่ได้” อลีนาบอกทั้งน้ำตา ถึงแม้ที่ผ่านมาอันนาจะร้ายกาจกับเธอ
คิรากรรับไออุ่นกลับมาถึงบ้านได้ราวหนึ่งชั่วโมง แต่อลีนากับอันนาก็ยังไม่ถึงบ้าน คนเป็นสามีร้อนใจมาก พยายามโทร. ติดต่อภรรยา แต่ก็ติดต่อไม่ได้ “คุณพ่อขา ทำไมแม่เอิงมาช้าจังคะ” ไออุ่นถามเป็นรอบที่สิบ “คุณพ่อโทร. หาแม่เอิงแล้ว แต่แม่เอิงไม่รับสายเลย” คุณพ่อตอบหน้าเครียด รู้สึกใจคอไม่ดี แล้วหันไปถามพ่อกับแม่ของอลีนาที่พยายามกดโทรศัพท์หาลูกสาวทั้งสองคนอยู่เหมือนกัน “ติดต่อเอิงได้มั้ยครับ” “ติดต่อไม่ได้ทั้งเอิง ทั้งเอยเลย” พรกมลตอบหน้าเครียดไม่แพ้กัน “ไม่รู้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” “อย่าเพิ่งคิดอะไรในแง่ลบสิคุณ” สันติปลอบภรรยาแล้วหันไปเห็นผู้กองสายฟ้าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เกิดเรื่องแล้วคิม” นายตำรวจหนุ่มบอกพลางปรายตามองไปยังไออุ่นที่นั่งอยู่ข้างคุณตาคุณยาย เขาไม่อยากให้เด็กและคนแก่ตกใจ “ไปคุยกันข้างนอกได้มั้ย” “ได้” คิรากรตอบรับแล้วหันไปฝากคุณตาคุณยายให้ดูแลไออุ่น แล้วเดินนำเพื่อนไปยังสระว่ายน้ำที่อยู่ภายนอกตัวบ้าน “เกี่ยวกับเอิงใช่มั้ย” “ตำรวจพบรถคุณเอยจอดทิ้งไว้ที่ซอยลัดใต
คิรากรได้รับข้อความจากอลีนาตอนที่อยู่หน้าโรงเรียนสอนเต้นบัลเลต์ของไออุ่นพอดี เขาโกรธจนใจเต้นตุบๆ รีบโทร. กลับไปหาภรรยาทันที “เอิงขับรถอยู่ ไม่สะดวกคุยตอนนี้” อันนาเป็นคนรับโทรศัพท์แทนอลีนา “คุณให้เมียผมที่กำลังท้องขับรถให้คุณนั่งเหรอ!” ชายหนุ่มกัดฟันพูดเสียงต่ำอย่างไม่พอใจสุดขีด “เอิงแค่ท้องนะคุณคิม ไม่ได้ป่วย ตอนฉันท้องฉันก็ทั้งขับรถ ทั้งออกกำลังกาย ทำอะไรๆ ได้เหมือนคนปกติทั่วไป คุณอย่าห่วงจนโอเวอร์ไปหน่อยเลย” คิรากรไม่อยากพูดกับอันนาให้มากความจึงตัดบท “ดูแลเอิงให้ดีก็แล้วกัน ถ้าเมียผมเป็นอะไรไปแม้แต่นิดเดียวเพราะคุณ ผมเล่นงานคุณหนักแน่” อันนากดวางสายแล้ววางโทรศัพท์ไว้ที่ช่องเก็บของอย่างกระแทกกระทั้น “คุณคิมว่ายังไงบ้าง” อลีนาที่กำลังขับรถอยู่ถามทั้งที่สายตายังคงมองถนนเบื้องหน้าและต้องคอยระวังบรรดาสิงห์มอเตอร์ไซค์ที่ขับเบียดมาเป็นระยะ “เขาโกรธที่เอยใช้เอิงขับรถให้ แล้วก็สั่งให้เอยดูแลเอิงให้ดี ถ้าเอิงเป็นอะไรไป เขาจะเล่นงานเอย ท่าทางคุณคิมรักเอิงมากนะ” อันนาเก็บความอิจฉาไว้แทบไม่ม
“เอิง!!! อย่าดื้อกับผม” คิรากรเผลอดุเสียงดังด้วยความเป็นห่วง “ขอโทษ ผมเป็นห่วงคุณมากไปหน่อย” “ฉันเข้าใจค่ะ” อลีนาบอกอย่างใจเย็น ไม่ได้โกรธที่ถูกดุ เพราะรู้ว่าเขาหวังดี “เพื่อความสบายใจของคุณ ฉันจะรออยู่ที่โรงพยาบาลก็ได้” “รักคุณนะ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างรู้สึกผิด ในขณะที่เธอกำลังท้อง เขาไม่ควรทำอะไรให้เธอขุ่นเคืองใจ “รักคุณเหมือนกันค่ะ อย่าเครียดมากนะคะ คุณพ่อลูกสอง” “ถ้าคุณไม่ดื้อ ผมก็ไม่เครียด” “ไม่ดื้อแล้วค่ะ จะเชื่อฟังสามีทุกอย่างเลย โอเคมั้ยคะ” อลีนาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะขอตัวไปจ่ายเงินและรับยา เสร็จแล้วโทร. หาอันนาเพื่อบอกว่าจะรอคิรากรมารับ ให้อันนากลับบ้านก่อน แต่โทร. ไปหลายครั้ง อันนาก็ไม่รับสาย อลีนาลองเดินไปดูที่ลานจอดรถ แต่รถของอันนาไม่ได้จอดอยู่ที่เดิมแล้วอันนาหายไปไหน!อลีนากลับเข้ามานั่งรอคิรากรในล็อบบีโรงพยาบาลแล้วพยายามโทร. หาอันนาอีกครั้ง แต่น้องสาวก็ยังไม่ยอมรับสาย หญิงสาวเอะใจ จึงโทร. ไปที่โรงเรียนสอนบัลเลต์ของไออุ่น “ไออุ่นยังอยู่ในห้องเรียนหร
“วันนี้เอยว่าง เอยไปส่งไออุ่นแล้วก็พาเอิงไปหาหมอเองนะ” อันนาเดินเข้ามาบอกอลีนาที่ยืนรอคนขับรถอยู่ที่หน้าบ้านกับไออุ่น “ถ้าเอยว่าง เอยควรไปช่วยพ่อแม่ดูบ้านที่ไฟไหม้ แล้วก็เก็บของเตรียมย้ายไปอยู่คอนโดนะ” อลีนาบอกด้วยน้ำเสียงและหน้านิ่งเรียบ เธอเดาไม่ออกว่าน้องสาวต้องการอะไรถึงได้มาทำดีกับเธอแบบนี้ “เราเป็นพี่น้องกันนะ ไม่ต้องมามองเอยด้วยสายตาหวาดระแวงแบบนั้น เอยแค่อยากดูแลเอิง คนขับรถก็แค่ไปส่ง แต่เอยจะตามไปช่วยดูแล ไปส่งจนถึงห้องตรวจเลย แล้วเอยก็อยากช่วยเอิงดูแลไออุ่นด้วย” ว่าแล้วก็ย่อตัวลงนั่งยองๆเพื่อคุยกับเด็กหญิงที่จับมือแม่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย “น้าเอยขอโทษที่เคยทำให้ไออุ่นตกใจ ต่อไปน้าเอยจะไม่ทำอีก เราดีกันนะ” ไออุ่นมองนิ้วก้อยของอันนาที่ยื่นมาตรงหน้าอย่างลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยเล็กป้อมของตัวเองขึ้นไปเกี่ยว “ดีกันก็ได้ค่ะ” “ถ้าเราดีกันแล้ว ให้น้าเอยไปส่งนะ” ไออุ่นนิ่ง ไม่ยอมตอบ อันนาจึงลุกขึ้นยืนแล้วถามอลีนา “ให้เอยไปส่งนะ เอยอยากดูแลเอิง อยากทำความคุ้นเคยกับไออุ่นด้วย หรือว่าเอิงจะกีดกันไม่ให้แม่ลูกสนิทกัน”







