Se connecterทุกคนมองมาที่เขาเป็นตาเดียว ทั้งคังหวั่นฟานและเยี่ยตงลิ้วรู้สึกถึงไอปีศาจที่มากกว่าที่เคยเจอมาในครั้งไหน ๆ
“เจ้านี่มันอะไรเนี่ย ทำไมไอปีศาจถึงได้มากขนาดนี้” เยี่ยตงลิ้วกลัวจนตัวสั่น
“นี่พวกแกต้องการอะไรจากข้าหรือไง ถึงได้ก่อกวนข้าอยู่ได้เนี่ย” ชายที่ถูกเรียกว่านายท่านพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
“ลี่กุ้ย ! มากับเราซะ เจ้ามีสิ่งที่เราต้องการ” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา
“อะไรข้ามีอะไรที่เจ้าต้องการหรือไง แล้วมาเรียกคนอื่นแบบนี้ อยากโดนฟาดปากหรือไง” ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“งั้นก็บอกชื่อเจ้ามาซะสิ ไอ้ลี่กุ้ย” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา
“แล้วทำไมต้องบอกวะ แล้วแกต้องการอะไรจากข้ากันแน่” ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยพูดสวนกลับ แต่เหมือนกับเยี่ยตงลิ้ว ได้สติแล้ว
“ตั้งค่ายจัดการมัน หวั่นฟาง เจ้าไปร่วมด้วยเร็วเข้า”
ศิษย์อีกแปดคนพร้อมหมาดำแปดตัว คังหวั่นงฟางเลยรีบไปสมทบ และเจ้าหมาดำตัวนั้นก็วิ่งตามไปด้วย ลำแสงส่องมาโดนร่างของชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย เขารู้สึกปวดแสบปวดร้อน แต่ก็กัดฟัน เถียวเสี่ยวฟู่เห็นเป็นโอกาสแล้วเลยดีดพิณเสียงพิณ ทำให้ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย โดนแรงกระแทกเขารู้สึกเหมือนซี่โครงจะหัก และโดนเสียงพิณเล่นงานไปอีกหลายครั้งคราวนี้ถึงกับเข่าอ่อน ทั้งโดนพลังจากยันต์แปดเหลี่ยม และโดนเสียงพิณแบบนี้ ทำให้เขาบาดเจ็บไม่น้อยแล้ว เขาตัดสินใจพุ่งไปหาหมาดำด้วยตัวหนึ่ง และกัดมันเข้าที่คอเลือดไหลเข้าไปในปากผ่านลำคอไป เจ้าหมาดำส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
“อะไรกันปกติปีศาจโดนเลือดหมาดำไม่ได้นี่ !” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา
“เจ้านี่เป็นเหรอ” เถียวเสี่ยวฟู่พูดขึ้นมา
“ปัทติโธ่! เห็นขนาดนี้ยังคิดว่ามันเป็นคนเหรอไง” อวี่จิ้งเซียงพูด
หลังกินเลือดหมาดำเสร็จ ชายที่ถูกเรียกว่าหลี่กุ้ยก็กระชากหัวของหมาดำด้วยนั้นออกจากตัวนั้นด้วยเป็นภาพที่ชวนสยอง
“เอาล่ะพอกันที !” ชายที่ถูกเรียกว่าหลี่กุ้ยร้องลั่น และหยิบเอาอูรูมิออกมา
“แย่แล้วหาที่หลบเร็วมันคลั่งแล้ว !” เฟิงต้ายงพูด เขาเหวี่ยงอาวุธอีกครั้งหนึ่งคราวนี้ต้องหาที่หลบกันอย่างวุ่นวาย ดาบแส้กำลังจะฟาดมาโดน แต่อวี๋จิ้งเซียงรีบกระโดดมาเอาร่มกันเอาไว้ ทัน เป็นโอกาสให้เฟิงต้ายงแทงกระบี่ทะลุร่างของชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยได้ แต่เขาสวนกลับด้วยอูรูมิในมือ เฟิงต้ายงรีบถอยออกมา แต่โดนคมของอูรูมิทำให้เกิดแผลยาวที่หน้า เลือดไหลอาบ
“มันเจ็บนะโวย” สายตาและสีหน้าของชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยนั้นยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ เถียวเสี่ยวฟู่ดีดพิณคลื่นเสียงทำให้ ร่างของชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยกระเด็นไปอีก เป็นจังหวะให้เย่ยตงลิ้วร่ายมนตร์ใส่ในเชือก เชือกเหมือนกับมีชีวิตพุ่งไปมัดร่างของชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย เขาพยายามดิ้นว่ากลับรู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปหมด
“เป็นไงล่ะ เชือกอาคมของข้า ไปจับมันเลย”
ทุกคนกำลังจะวิ่งเข้าไปจับแต่ว่า บิงโก้รีบเข้ามาขว้างด้วยมือเท้า ทำให้เหล่าศิษย์สำนักกงเยวี่ยน ต้องเอายันต์แปดเหลี่ยมส่องอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่ไม่มีใครคิดก็เกิดขึ้น ชายที่ถูกเรียกว่าหลี่กุ้ยเกรงพลังและทำลายเชือกได้ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะอ่อนแรงลงไปแล้ว แต่กระนั้น เขายังมีแรงพอที่จะเหวี่ยงอาวุธในมือ และเป้าหมายของอาวุธคราวนี้คือ หมาดำ คราวนี้มันโดนร่างของหมาดำไปเจ็ดตัว เป็นแผลยาว เขาพูดบางอย่างออกมา
“อินรูโต๊ะ[1]” เมื่อสิ้นคำนี้ เลือดของเหล่าหมาดำก็พุ่งออกมาราวกับน้ำพุและเข้าไปในปากของชายที่ถูกเรียกว่า ลี่กุ้ย เจ้าหมาดำทั้งเจ็ด ตายคาที่
“เอาล่ะ ตอนนี้ยังคิดสู้อีกมั้ย” ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยพูดด้วยน้ำเสียงที่ชวนสยอง พวกลูกศิษย์วิ่งหนีไป ดื้อ ๆ เลย เยี่ยตงลิ้วเอง พอไม่มีลูกศิษย์ประกอบเขาอาจเป็นศิษย์คนโตสำนักก็จริง แต่ตำแหน่งนี้เขาได้มาเพราะอยู่ในสำนักมานานกว่าคนอื่น แต่ประสบค์การณ์ในการปราบปีศาจน้อยมากแถม ส่วนมากจะไม่เคยเจอปีศาจที่มีพลังขนาดนี้ ส่วนใหญ่จะเจอแค่ปีศาจตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น เลยทำให้กลัวจนวิ่งไป แต่คังหวั่นฟางนั้นไม่กลัวเธอยังเอายันต์แปดเหลี่ยมไปใส่ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยอยู่ดี ซึ่งพลังของเธอก็มีมากพอที่ทำให้ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย ไม่กล้าเข้าใกล้ มากนักเลยเหวี่ยงอาวุธใส่ไปแทน แต่อวี่จิ้งเซียงเอาร่มมากันเอาไว้ เป็นช่องทางให้เถียวเสี่ยงฟูปล่อยเสียงเพลงใส่อีกครั้งหนึ่ง
บิงโก้จะมาเล่นงานจากด้านหลังแต่ว่า เฟิงต้ายงมาต่อสู้กับเขา การต่อสู้เริ่มขึ้นแล้ว บิงโก้นั้นไม่ได้โจมตีแบบไร้กระบวนท่า แต่มันการโจมตีของคนที่เป็นมวย และฝึกการต่อสู้มาแน่ ๆ เพียงเหมือนกับว่าเขาจะจำกระบวนท่ายังไม่ค่อยจะได้เท่านั้น แต่กระนั้นเขาก็อ่านทางกระบี่ได้
ซุ่นมู่ซานเห็นยันต์ที่พวกศิษย์กงเยวี่ยนทิ้งเอา เลยเอาไปแปะตามร่างของบิงโก้ทำให้เขาอ่อนแรงและล้มลงไป นั่นทำให้รู้ว่ายันต์ยังได้ผลอยู่
คังหวั่นฟางเห็นแบบนั้นก็ร่ายมนตร์ยันต์ลอยมาแปะเต็มร่างของชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย เหลือเพียงส่วนหัวเท่านั้นพลังของเขาลดลงไปทันที ทำให้เข่าอ่อน เป็นโอกาสให้เถียวเสี่ยวฟูดีดพิณเสียงพิณเข้าสกัดชายที่ถูกเรียกว่า ลี่กุ้ย เอาไว้ได้ แต่ยันต์กลับค่อย ๆ ไหม้
“พลังปีศาจของมันมากเกินไป ยันต์จะเอาไม่อยู่แล้ว” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา ซุ่นมู่ซานมองไปที่ร่างของชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย แล้วพูดว่า
“ถ้ามันเป็นสิ่งมีชีวิต เจอพิษมันต้องเสร็จ !” เขาเอาสีดำออกมา และซัดออกไปทันที เข็มปักเข้าตามร่างกายของชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย ทำให้เขาชาไปทั้งตัว จนขยับไม่ได้ คังหวั่นฟางรีบเสกเชือกอาคมมามัดร่างเขาเอาไว้ คราวนี้ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย หมดฤทธิ์แล้ว
ทั้งชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ยและบิงโก้ถูกลากเข้าไปในศาลเจ้าร้าง ซึ่ง อวี่จิ้งเซียงสังเกตว่า ทั้งสองคนมีอาการแปลก ๆ เหมือนกำลังเจ็บปวดเกือบตลอดเวลา แต่พยายามเก็บอาการ ความอดทนขนาดนี้ ทำให้เดา ๆ ได้ว่าชายคนนี้เคยเป็นทหารมาก่อนแน่ ๆ เฟิงต้ายงเป็นคนค้นตัวของชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย โดยมีพลังจากยันต์แปดเหลี่ยม และเสียงพิณสกัดเอาไว้ แต่นอกจากอูรูมิแล้ว เจ้านี่ไม่มีอะไรติดตัวเลยสักอย่าง
“เอาล่ะ ไอ้ลี่กุ้ย บอกสิว่าโอสถทิพย์อยู่ไหนกัน”
“พูดเรื่องบ้าอะไรกัน” ชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย ยังคงทำหน้าแปลกใจเหมือนไม่เข้าใจในคำถามของเฟิงต้ายง
“ไอ้ที่เจ้าเอาให้เจียงสือตัวนี้กินไงล่ะ มันคืออะไรทำไมถึงทำให้มันสติขึ้นมาได้” เหมือนชายที่ถูกเรียกว่า ลี่กุ้ย จะยังไม่เข้าใจ
“อะไร ข้าไม่ได้ให้อะไรมันกินซะหน่อย มันก็แค่ตามข้ามาเท่านั้นล่ะ”
เมื่อเห็นว่าถามชายที่ถูกเรียกว่าลี่กุ้ย ไม่ยอมพูดอะไร อวี่จิ้งเซียงเลยตัดสินใจ ถามกับบิงโก้
“มันเอาอะไรให้เจ้ากินกันแน่ เจ้าถึงได้มีสติขึ้นมาแบบนี้”
“ไม่รู้หรอก ข้าได้สติขึ้นมาก็เจอนายท่านเป็นคนแรก ก็เลยติดตามก็เท่านั้น นอกนั้นข้าไม่มีความทรงจำหรอก” เจ้าตอบตรง ๆ น้ำเสียงไม่แสดงออกว่าโกหกเลยสักนิด ทำตอนนี้พวกเขาไม่สามารถหาคำตอบอะไรจาก สองคนนี่ได้แน่ ๆ
“ยังไงคุมตัวมันเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน คิดว่ามันอาจจะยอมบอกเราก็ได้ว่า โอสถทิพย์คืออะไร” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา
“เซาโล” อยู่ ๆ ชายคนนั้นก็พูดขึ้นมา
“อะไรนะ” อวี่จิ้งเซียงทำหน้าแปลกกับสิ่งที่เขาเพิ่งพูดออกมา
“ข้าชื่อ เซาโล ไม่อยากฟังคนอื่นมาเรียกข้าว่า ลี่กุ้ย ฟังแล้วมันแสลงหู” เขาพูดอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ทุกคนทำหน้าไม่ถูกแล้ว เซาโลถอนใจแล้วพูดว่า
“ข้าบอกชื่อไปแล้ว พวกเจ้าก็บอกชื่อตัวเองหรือไงกัน แล้วทำไมต้องจับข้าด้วย”
พวกสี่มือปราบเลยแนะนำตัวเอง
“ข้าคือ อวี่จิ้งเซียงแห่งกลุ่มมือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น”
“ข้าเฟิงต้ายงแห่งกลุ่มมือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น”
“ข้าเฟิงต้ายงแห่งกลุ่มมือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น”
“ข้าเถียวเสียวฟู่กลุ่มมือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น ”
“ข้าซุ่นมู่ซาน กลุ่มมือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น” เซาโรขมวดคิ้วแล้วพูดว่า
“มือปราบเหรอ คนของทางการต้องการอะไรจากข้าล่ะ หรือเรื่องแอบเข้าเมืองมา เรื่องที่ข้าฆ่าคนหรือไง นี่ขนาดยอมร่วมมือกับพวกใช้วิชามนตร์ดำเลยเหรอ ลงทุนน่าดูนะ”
“อย่าทำไขสือนะ สิ่งทำให้แกมีพลังทั้งหมดนี่ไงล่ มันต้องเป็นโอสถทิพย์แน่ ๆ” เถี่ยวเสียวฟู่พูดขึ้นมา
“อ้าวเฮ้ย ! พูดอะไรเนี่ยข้าไม่เข้าใจโวย” เซาโรตะโกนใส่หน้า
“พามันไปส่งให้ท่านอ๋อง เดี๋ยวมันคงยอมพูดเองนั่นล่ะ” ซุ่นมู่ซานพูดขึ้น
“ข้าขอพูดอะไรบ้างอย่างหน่อยได้มั้ยเจ้าค่ะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา
“ว่ามาได้เลย” อวี่จิ้งเซียงอนุญาตให้นางพูด
“พวกท่านไม่คิดเหรอข้า ว่าเจ้าคนนี้มันเป็นตัวอันตราย ไม่สิมันไม่ใช่คนแน่ ๆ ไอปีศาจขนาดนี้ ยังคิดจะเอาตัวมันไปเมืองหลวงอีกเหรอคะ”
ทั้งสี่มองหน้ากัน ก็จริงยังที่คังหวั่นฟาง ทั้งสี่ไม่รู้สึกว่าเจ้านี้จะเป็นสิ่งดีเลยสักนิด เฟิงต้ายงเลยตัดสินใจพูดขึ้นมา
“มันเป็นคำสั่ง เราต้องทำตาม”
“จริง ๆ ข้าก็ไม่ค่อยเห็นด้วยหรอกที่จะเอาตัวมันไปแบบนี้ แต่ข้าคิดว่าร่างกายของมันต้องอะไรแปลก ๆ แน่นอน เจ้าก็เห็นมันแทบจะไม่บาดเจ็บเลยขณะต่อสู้ แถมเหมือนกับบาดแผลของมันก็หายด้วย ข้าอยากจะตรวจดูมันอาจช่วยให้เราเข้าใจว่า โอสถทิพย์ที่ว่าคืออะไรกัน” ซุ่นมู่ซานเสนอ
“แต่ที่แน่ ๆ ข้ายืนยันได้มันใช้มนตร์ดำ ไม่เห็นที่มันทำเหรอ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา
“คิดพวกเราดูไม่ออกเหรอ ก็จัดการพวกคนใช้มนตร์ดำมาแยอะแล้ว ส่วนมากก็ปาหี่ เหมือนกับพวกกงเยวี่ยนใต้นั่นล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“แต่ไอ้หมอนี่ ยังคิดว่า มันเป็นปาหี่เหรอ” เถียวเสี่ยวฟู่เถียงขึ้นมา
ทุกคนตัดสินใจว่าจะผลัดกันเฝ้าเซาโลและบิงโก้ โดยยามกะแรก อวี่จิ้งเซียงเป็นคนอยู่ยามกะแรก โดยมีเถียวเสียวฟู่คอยดีดพิณอยู่ใกล้ ๆ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง
[1] Hirundo อินรูโต๊ะ ภาษาละติน แปลว่า กลืนกิน
“ก็อยากรู้ข้อมูลของเจ้า อาจช่วยเจ้าไม่ให้โดนกลั่นยาก็ได้ไงล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลถอนใจ ก่อนจะพูดว่า “มันสำคัญนักหรือไง ไม่ว่าข้าเป็นอะไรพวกเจ้าก็คิดจะฆ่าข้าอยู่ดีเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาไงล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา “ที่ผ่าน ๆ มา หมายถึงอะไร” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมาแววตาของเธอประกายแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็น เซาโลมองแล้วรู้สึกแปลก ๆ เขาก็เลยบอกว่า “มันเรื่องก่อนเจ้าเกิดอีกมั้ง และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในดินแดนหรอก อย่าใส่ใจเลย อีกอย่างหนึ่งเจ้าอยากจะฆ่าอยู่แล้วนี่จะสนใจเรื่องราวของคนที่พวกเจ้าอยากฆ่าไปทำไมกัน” เซาโลพูดขึ้นมา “พูดเกินไปมั่ย เจ้าก็ไม่ได้ดูแก่กว่าข้าสักเท่าไหร่นี่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลหัวเราะเสียงลั่นราวกับว่ามีเรื่องสนุกสนานอยู่ตรงหน้า “คิดว่าข้าอายุน้อยหรือไงกัน เอาเป็นว่าข้าน่ะอยู่มานานกว่าที่เจ้าคิดก็แล้วกันนะ” “อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้ารู้เรื่องราวของคนที่จะช่วยฮ่องเต้ของเราหน่อยก็ดีนะ ว่าเขาเป็นใครหรืออะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงถามอีก เซาโลนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
ตอนที่ 6“ท่านยังคิดว่ามันเป็นคนเหรอ ! มันทำขนาดนี้มันคือปีศาจชั้นต่ำที่ได้กินโอสถทิพย์เข้าไป โอสถทิพย์ต้องอยู่ในร่างของมัน ให้ข้าสกัดมันออกมาจะดีกว่าที่ท่านจะขนมันไปแบบนั้น เกิดมันบ้าขึ้นมาอีก พวกท่านนั้นล่ะจะตกอยู่ในอันตราย” อู๋ซานพูดจบ เฟิงต้ายงในฐานะของหัวหน้ากลุ่มจึงตัดสินใจ “ได้เอาตามที่ท่านว่าเลย เดี๋ยวข้าจะแจงข่าวไปยังท่านอ๋องก็แล้วกัน แล้วท่านต้องการอะไร ข้าเชื่อนะว่าคนอย่างท่านไม่คิดจะมาทำอะไรแบบนี้ฟรี ๆ หรอก” “ท่านเฟิงช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก หลังจากสกัดยาเสร็จ ข้าขอแค่ส่วนแบ่งเล็กน้อยเท่านั้น เพราะข้าเองก็อยากได้โอสถทิพย์ไปช่วยเพื่อการบำเพ็ญของข้าเหมือนกัน ไม่ต้องกลัวหรอกด้วยร่างกายของมันเราจะได้โอสถทิพย์จำนานมากพอควรเลยละ” อู๋ซานพูดขึ้นมา “ตกลงตามนั้น”อวี่จิ้งเซียงกำลังจะแย้งแต่เฟิงต้ายงบอกว่า “มันเป็นสิ่งที่เราได้รับมอบหมายมาให้ทำตั้งแต่แรก”อวี๋จิ้งเซียงไม่อาจพูดอะไรได้อีก ในตอนเช้า คราวนี้ เซาโลโดนคุมตัวหนักยิ่งกว่าเดิน โดยมีพวกสำน
จนยืนไม่ได้ บิงโก้กำลังจะเข้ามาช่วย “ไป หนีไปก่อน” เซาโลร้องสั่งบิงโก้รีบกระโดดหนีไป คังหวั่นฟางกำลังจะตามไป “ไม่ต้องตามเราได้ตัวมันแล้ว เจ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา” เฟิงต้ายงรีบพูดห้าม “แต่มัน อาจจะไปทำร้ายคนอื่นนะคะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา “ยังไงเราจัดการเจ้านี่ก่อนดีกว่า มันเป็นหัวหน้าและเป้าหมายหลักของเรา” เฟิงต้ายง เอากระจกแปดเหลี่ยมส่องเขา ทำให้พลังลดลงไปอีก พวกมือปราบท้องที่มาถึงแล้ว และจับตัวของเซาโลไปทันที ส่วนเรื่องเงินรางวัล นั่นจ่ายเป็นตั๋วเงิน[1]ให้กับแม่เล้าไป ซึ่งนางก็พอใจกับเงินรางวัลมันคุ้มค่าหน้าต่างที่พังไป เซาโลโดนจับขังในห้องขังที่เต็มไปด้วยยันต์ มีกระแปดเหลี่ยมส่องเขาตลอดเวลา และมียามเฝ้าสี่คน ที่นี่คือห้องขังของศาลประจำเมือง พวกมือปราบที่เฝ้าเขาอยู่ มองเขาด้วยสายตาแปลกใจราวกับเห็นของแปลก ก็แน่ล่ะชาวต่างชาติมาโดนขังแบบนี้ ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ หลายคนที่นี่ก็เพิ่งเคยเห็นต่างชาติด้วย สี่มือปราบมาดูเซาโล “ท่านอ๋องสั่งให้ย้ายเจ้าไปที่ เมืองอี๋โจว ให้ความร่วมมือกับพวกเราจะดีกว่านะ บ
ตอนที่ 5“ขออภัยด้วยครับ ข้านึกอะไรไม่ออกจริง ๆ และข้าก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย” บิงโก้พูดเซาโลถอนหายใจ“โทษเจ้าก็ไม่ถูก เจ้าไม่ได้อยากคืนชีพมาซะหน่อย”ทั้งสองเดินมาจนหนึ่งย่านหนึ่งในเขตเมือง บรรยายคึกคัก และเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง มันคือการแสดงให้เห็นว่าย่านนี่คือ ย่านโคมแดง[1] สถาณที่สำหรับบุรุษโดยแท้จริง เซาโลมองหาที่พัก เขาเลยตัดสินเดินเข้าไปที่ร้านหนึ่ง แม่เล้าประจำร้านเห็นว่าเขาเป็นต่างชาติ ท่าทางสกปรอกมอมแมมเลยมายืนขว้าง “มาทำอะไร รู้มั้ยว่าที่นี่มันคือไหน นี่คือหอนางโลมชั้นสูงนะไม่ใช่ที่ที่คนสกปรอกอย่างเจ้าจะเข้ามาได้นะ ” เซาโลมองหน้าของแม่เล้าที่กำลังเหยียดเขาด้วยสายตาและสีหน้าอย่างชัดเจน“อะไรหรือเจ้าฟังภาษาข้าไม่ออกหรือไง ที่นี่ไม่ต้อนรับคนต่างชาติสกปรกแบบเจ้าหรอกนะที่นี่รับแต่ขุนนางหรือพวกคนที่ร่ำรวยเท่านั้นล่ะ” แม่เล้าพูดและพยายามใช้ภาษากายบอกเขาไม่ให้เข้ามาที่นี่“ข้าฟังที่เจ้าพูดออก” เซาโลจบล้วงกระเป๋าหยิบทองคำแท่งออกมา แม่เล้าถึงกับตาโต เปลี่ยนท่าทีทันที “โธ่! คุณชายค่ะ ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ เชิญเลยค่ะ” “อยากได้ ห้องพัก และอยากได้น้ำอาบแล้ว
“เจ้านั่นเป็นปีศาจครับ ไม่ใช้โอสถทิพย์แน่ ๆ” ซุ่นมู่ซานยืนยันหนักแน่น แต่อ๋องหลี่หวู่หมิงกลับ ชูเนื้อปลาปักเป้าขึ้นมา “รู้ใช่มั้ยว่ามันมีพิษ” “ครับ/ค่ะ” ทั้งสี่ตอบพร้อมกัน “แล้วทำไมคนยังกินมันล่ะ” พูดจบท่านอ๋องก็กินปลาเข้าไป “ก็เพราะเรารู้วิธีปรุงมันเจ้าคะ ถ้าปรุงเป็นมันก็จะเป็นอาหารชั้นเลิศ” อวี่จิ้งเซียงตอบคำถาม “แล้วมู่ซานร่างกายมนุษย์ก็ทำยาได้ใช้มั้ย” ท่านอ๋องถามต่อไป “ใช่ขอรับ แต่ก็ต้องรู้วิธี และหลายอย่างก็ผิดศีลธรรมเกินกว่ามนุษย์จะรับได้” ซุ่นมู่ซานตอบคำถาม “งั้นเป็นไปได้มั้ยล่ะ โอสถทิพย์ก็อยู่ในตัวของเจ้าคนต่างชาตินั่น แค่ต้องสกัดออกมาสินะ และเชื่อว่ามันต้องรู้วิธีแน่ ๆไปเอาตัวมันมาให้ได้” “แต่มันจะเสี่ยงแล้วอาจทำให้มีคนตายนะพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงค้านขึ้นมา “แล้วถ้าฮ่องเต้สวรรค์คตตอนนี้ แล้วถ้า ไอ้ขันทีนั่นได้ไปล่ะจะเป็นยังไง นี่เป็นการทำเพื่อบ้านเมืองนะ ยังไงก็ไปตามหาซะ ศิษย์สำนักกงเยวี่ยนเหนือนั่นจะช่วยพวกเราต่อมั้ย” ท่านอ๋องถามเสียงเรียบเฉย “คิดว
ตอนที่ 4แต่สำหรับเซาโลมาช่างหนวกหูซะจริง ๆ แต่ก็ไม่อยู่สถานการณ์ที่จะโวยวายอะไรได้ อวี่จิ้งเซียงมอง เห็นว่าเขามีผิวขาวแต่มันดูซีดเหมือนคนป่วย ตาเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด แต่ที่สะดุดตาของนางที่สุดคงเป็นผมด้านหน้าของเขาที่ทักเปียเล็ก ๆ เอาไว้ เธอเคยเห็นทรงผมแบบนี้จากพวกต่างชาติที่เป็นพวกผู้ดีหรือชนชั้นสูง อวี่จิ้งเซียงตัดสินใจพยายามถามข้อมูลเขา “เจ้ามาจากไหนเนี่ย” เซาโลมองเธอแล้วตอบว่า “พูดไปก็ไม่มีใครรู้จักแล้วล่ะมั้ง” คำตอบของเซาโลทำให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการพูดกับนาง “ถ้าเจ้าให้ความร่วมมือกับเรา มันจะดีต่อเจ้ามากกว่านะ ยังไงซะเจ้าก็มีคดีติดตัวแน่ ๆ เพราะเจ้าฆ่าคน ถ้าช่วยพวกเรา ท่านอ๋องอาจจะช่วยเรื่องคดีของเจ้าได้” การเจรจาเหมือนจะได้ผล เซาโรดูจะสนใจสิ่งหน้าพูด “แล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่” “โอสถทิพย์ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้นบ้าง” อวี่จิ้งเซียงถามทันที “นี่พวกเรากำลังพูดถึงอะไร ข้าดูเหมือนหมอหรือไง ถึงจะได้รู้วิธีการปรุงยา” เซาโลพูดด้ว







