แชร์

บทที่ 3 รับมือนักฆ่า

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-01 20:43:48

เสียงที่ดังขึ้นด้านนอก หากฟังให้ดีมีเสียงฝีเท้าย่ำอยู่ไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน ท่าทางคนเหล่านี้น่าจะมีอาวุธครบมือจ้องจะฆ่าฟันได้ทุกเมื่อ หากปล่อยให้เข้ามาค้นไม่ดีแน่ ไม่ปลอดภัยต่อทุกคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้

         “ไม่ทราบผู้ใดมาตะโกนเรียกอยู่ข้างนอกเจ้าคะ” ไป๋หลานไม่เพียงจับเชือกที่มีกลไกยิงธนูจากด้านนอก ยังเป็นเชือกที่มีกลไกยิงลูกดอกจากด้านในอีกด้วย เพื่อความปลอดภัยของนางและหลงฉี หากคนเหล่านั้นพังประตูเข้ามานางไม่มีทางเลือก นอกจากจัดการพวกเขาแล้วพาหลงฉีหนี ส่วนคนเจ็บที่ช่วยมาแล้วแต่วาสนา แต่จะใจดำทิ้งเขาก็ตัดใจไม่ลง จึงได้คิดหาทางอยู่ในใจ

         “ข้าเป็นคนของทางการ มาตามจับคนร้าย” เสียงตอบกลับด้านนอกทำให้ไป๋หลานยิ้มขำ

         หากมาจับคนร้ายจริง ก็ควรจะจับตัวพวกมันกันเอง เพราะแต่ละคนเท่าที่ฟังเสียงแล้วน่าจะเป็นคนร้ายไม่ต้องสืบ อีกอย่างเด็กหนุ่มผู้นี้คงจะมีฐานะไม่ธรรมดา ถึงได้มาตามเก็บถึงที่นี่ ทำเช่นนี้คิดจะฝังเขาเอาไว้กลางป่าริมชายแดนเขตม่อยวนแน่ ๆ

         “เจ้ารู้จักเขาหรือไม่” ไป๋หลานกระซิบถามคนที่นอนบนแคร่ที่ทับด้วยฟาง

         “ไม่ องครักษ์ของข้าชื่อจูเฟย นั่นไม่ใช่เสียงของเขา” เยียนอ๋องรับรู้ดีว่าตำแหน่งของตนนั้นเป็นที่จับตามองของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะฐานะเยียนอ๋องของเขานั้นเป็นฐานะอ๋องที่สืบทอดจากบิดา โดยเสด็จอาจำใจแต่งตั้งกันข้อครหาจากประชาชนเรื่องฮ่องเต้ทรราช

         หลังจากเสด็จอาชิงอำนาจจากเสด็จปู่ขึ้นตำแหน่งฮ่องเต้เมื่อแปดปีก่อน บิดาของเขาพลีชีพเพื่อปกป้องบัลลังก์ และซ่อนเขาเอาไว้ในช่องลับหลังเตียงบรรทมเสด็จปู่

         เขาเห็นฮ่องเต้หลัวเหวินเทาในตอนนี้เข่นฆ่าเสด็จปู่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ และก็เสด็จพ่อที่ยืนกรานปกป้อง ตอนนั้นเขาอายุเพียงห้าหนาว ทำให้ตกใจจนเกือบฉี่ราด แต่ทว่าก็จดจำคำสั่งของเสด็จปู่ได้ดีนำราชโองการสุดท้ายหนีออกทางช่องลับและเก็บเอาไว้ในที่ที่ปลอดภัย

         หลังจากสถาปนารัชศกใหม่ เขาก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องการตายของเสด็จปู่ และการขึ้นครองราชย์อย่างไม่ชอบธรรมของเสด็จอา แต่ทว่าเสด็จอาก็ไม่คิดปล่อยเขาให้มีชีวิตอย่างปกติ เพราะนอกจากแต่งตั้งเขาเป็นเยียนอ๋องตำแหน่งตามเสด็จพ่อแล้ว ยังส่งคนมาตามฆ่าเขาอยู่เป็นนิจ

         เขาใช้ชีวิตในถ้ำเสือวังมังกรมาแปดปี จนปีนี้ถึงเทศกาลล่าสัตว์มีราชโองการบังคับให้เขาเข้าร่วม จากนั้นก็ส่งนักฆ่ามาติดตามเขาจนต้องแยกกันหนีกับจูเฟย จนตอนนี้เขาหนีมาถึงชายแดนในเขตม่อยวน คนเหล่านั้นก็ยังไล่ล่าไม่ยอมปล่อย

         “เจ้าศัตรูเยอะจริง ๆ” ไป๋หลานบ่น แล้วก็ใช้สมองคิด จากนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่ามีชาที่ทำให้เมาจนสลบไป นางจะใช้วิธีใดดีจนเมื่อคิดออกจึงก่อไฟขึ้น จากนั้นถอนต้นใบชาที่มีฤทธิ์ทำให้สลบแล้วพัดควันออกไปด้านนอกน่าจะดี

         “ในนี้ไม่มีคนร้ายหรอกเจ้าค่ะ บิดาข้าเพิ่งจะออกไปส่งกลุ่มมือปราบของทางการเมื่อสักครู่ รอประเดี๋ยวได้หรือไม่ข้าจะไปตามวิ่งไม่ถึงหนึ่งเค่อก็กลับมาแล้ว” ไป๋หลานคิดจะยืมลูกธนูของเขาย้อนกลับด้วยการเอาคนของทางการมาขู่ พร้อมกับถ่วงเวลาให้หลงฉีจัดการสุมกองไฟเผาต้นชาสลบไปทางกลุ่มคนที่ยืนอยู่หน้าบ้าน

         “ทางการรึ!” เหล่าคนร้ายเริ่มระแวง จนเมื่อควันในบ้านที่คุกรุ่นอย่างประหลาดโชยออกมาด้านนอกประตู

         “เจ้าค่ะ ท่านรอสักครู่ข้าไปไม่นาน”

         “ไม่ต้อง ข้าแค่เข้าไปตรวจค้นก็พอ แค่ก แค่ก แค่ก” เสียงไอของคนที่พูด และคนอื่น ๆ ก็ไอออกมาเช่นกัน จากนั้นคนเหล่านั้นก็เริ่มมีน้ำตาไหลออกมา ดวงตาแดงก่ำ สมองมึนเบลอเห็นภาพไม่ชัดเจนนัก ยามนี้ก็มืดค่ำอีกด้วย

         “พี่ไป๋หลานทำอย่างไรต่อขอรับ”

         “พัดควันแรง ๆ ให้ออกไปด้านนอก” ไป๋หลานไปคว้ากระจาดที่เอาไว้ตากพริกและสมุนไพรขึ้นพัดถี่ ๆ นางแรงมากกว่าหลงฉีจึงทำให้ควันฟุ้งไปด้านนอกรวดเร็ว

         เมื่อได้ยินเสียงไอหนักขึ้นนางก็ยิ่งเพิ่มแรง จากที่ตอนแรกจะหนีออกด้านหลังพาหลงฉีไปซ่อน ก็นึกสงสารคนที่บาดเจ็บจะช่วยเขาสักครั้ง ดังนั้นหากนางทำไม่สำเร็จเขาก็จะเป็นอันตราย

         วันนี้เหล่าผู้ใหญ่บ้านและท่านลุงหลงซ่งคงจะพากันขนเนื้อหมูป่าขึ้นเกวียนวัวออกไปแล้ว คนในหมู่บ้านที่เหลือก็เป็นชาวบ้านธรรมดาไร้ฝีมือในการต่อกรกับคนร้าย ดังนั้นหากทำให้พวกมันสลบได้ จับเชือกมัดเอาไว้แล้วนำตัวพวกนี้ไปไว้ในศาลบรรพชนของหมู่บ้าน ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

         แค่ก แค่ก แค่ก!!!

         เสียงไอค่อย ๆ เบาลง เบาลง จากนั้นก็เริ่มไม่มีเสียงแล้วไป๋หลานจึงหมอบคลานเหมือนฝึกทหารไปกับพื้นเพื่อเลี่ยงควันจากใบชาสลบไปดูความเคลื่อนไหวด้านนอก ปรากฏว่าไม่มีคนไหนขยับ ทั้งนอนสลบอยู่ด้านนอกรวมกัน

         “หลงฉีพอแล้วเอาน้ำมาดับ”

         หลงฉีวิ่งหลุน ๆ ไปเอาถังใส่น้ำมาดับกองไฟจากนั้นก็ออกไปดูด้านนอก เห็นคนแต่งชุดดำนอนกองรวมกันอยู่ยี่สิบคน

         “ทำอย่างไรต่อพี่ไป๋หลาน”

         “มัดพวกเขาแล้วลากไปกองที่ศาลบรรพชน”

         ไป๋หลานนำตัวเจ้าเด็กหนุ่มผู้นั้นมาอย่างไร ก็เอาเจ้าพวกคนร้ายพวกนี้ไปที่ศาลบรรพชนของหมู่บ้านอย่างนั้น เนื่องจากหมู่บ้านชายเขาเป็นหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่มาก การที่มีคนบุกรุกมามากมายเพียงนี้ย่อมเป็นที่เลื่องลือ ถึงหูทางการโดยเร็ว

         “มัดเสร็จหรือยัง” ไป๋หลานถามหลงฉี

         อะ...ฮึบ!

         หลงฉีมัดเชือกคนสุดท้ายเสร็จก็ยกแขนเสื้อเช็ดเหงื่ออย่างรู้สึกว่าเหนื่อยเล็กน้อย แต่ว่าการมัดเงื่อนแบบพี่ไป๋หลานนับว่าง่ายและรวดเร็วนัก

         “เสร็จแล้วขอรับ” หลงฉีบอกกับพี่สาว เมื่อจัดการเสร็จแล้วเขาก็วิ่งไปดื่มน้ำในบ้านก่อนจะไปดูพี่สาวลากคนพวกนี้ออกไป

         พี่ไป๋หลานแบ่งเป็นสองกอง แล้วจับเจ้าพวกนี้ลากไปพร้อม ๆ กัน หลงฉีใช้แรงน้อยนิดช่วยด้วย แต่พละกำลังก็สู้พี่ไป๋หลานไม่ได้ พี่ไป๋หลานของเขาเก่งที่สุด จนเขาอดทึ่งกับการลากผู้ใหญ่ยี่สิบคนออกไปกองรวมที่หน้าศาลบรรพชนไม่ได้

         เมื่อกองไว้เสร็จแล้วทั้งคู่ก็รีบออกไป จากนั้นก็ได้ยินสุนัขเห่าหอนเป็นระยะ ทำให้ต้องรีบซ่อนตัวเองในความมืดและหลบหลีกออกไป ดีที่คนในหมู่บ้านกลัวผีสางอยู่บ้างทำให้ไม่มีใครออกมาดู แม้หมาจะเห่าดังเพียงใดก็ตาม

         เมื่อกลับมาถึงบ้านสองพี่น้องช่วยกันเอากองฟางออกจากตัวคนเจ็บ จากนั้นก็เริ่มซักถามที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมด

         “เอาล่ะเจ้าจะเล่าได้หรือยังว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน” ไป๋หลานคิดว่าหมดเวลาเล่นสนุกแล้ว หากคนผู้นี้มีคนร้ายไล่ล่าเพียงนี้ก็คงต้องมีเรื่องใหญ่ นางจะได้ระมัดระวังตัวเอาไว้

         “เจ้าเอาพวกเขาไว้ที่ใด” หลัวอวิ๋นถามกลับ เขาเห็นการจัดการเหล่าคนร้ายพวกนั้นของสองเด็กแสบก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่ที่อึ้งกว่าคือนางลากคนมากมายขนาดนั้นไปคนเดียวได้อย่างไร ‘นี่มันเรี่ยวแรงปีศาจชัด ๆ’

         “ศาลบรรพชนหมู่บ้าน พรุ่งนี้คงมีเรื่องประหลาดลือกันไปอีกหน่อย แต่ช่างเถอะไม่เกี่ยวกับข้าแล้ว” เรื่องผีสางเป็นเรื่องที่คนในหมู่บ้านหวาดกลัว หากคนเหล่านั้นตื่นขึ้นมาหน้าศาลบรรพชนคงจะได้ลือเรื่องศาลบรรพชนของหมู่บ้านชายเขาศักดิ์สิทธิ์ จับคนร้ายเอาไว้ได้

         “ข้าแซ่หลัว ชื่อคำเดียวว่าอวิ๋น” หลัวอวิ๋นค่อย ๆ เล่าแต่ไม่นึกว่านางจะใจร้อนถามต่อก่อนจะเอ่ยคำต่อไป

         “แล้วที่บอกเป็นอ๋องคืออะไร” ไป๋หลานถามขึ้นทันที

         “ข้ามีตำแหน่งเป็นเยียนอ๋อง แปดปีก่อนข้าเป็นบุตรของบิดาข้าตำแหน่งเยียนอ๋องเช่นเดียวกัน แต่เสด็จอาของข้าอยากขึ้นเป็นฮ่องเต้จึงก่อกบฏแย่งชิงอำนาจขึ้น ข้าเหลือรอดผู้เดียวบิดาและมารดาของข้าตายหมด” เขาเล่าย่อ ๆ ไม่ลงรายละเอียดลึกนัก เพราะหากจะเล่าให้เข้าใจก็คงใช้เวลาเป็นวัน

         “ตอนนี้เจ้ากับฮ่องเต้ก็เป็นศัตรูกันสินะ มิน่าไล่ล่าเอาชีวิตเจ้า” ไป๋หลานนึกถึงตอนร่างนี้เกิด มารดาของร่างนี้ก็พลัดพรากจากบิดาเพราะไฟสงคราม มารดานางเคยบอกว่าบิดาของนางคือ ไป๋เนี่ยนเจิน เขาเป็นแม่ทัพแนวหน้า ออกรบและหายสาปสูญไม่รู้ว่าเป็นหรือตายมาแปดปีแล้ว เท่ากับอายุของนาง

         เดิมไป๋หลานก็อยากรู้ว่าบิดาของนางคือผู้ใด เขาทำให้มารดาของนางที่ตัดสินใจมาอยู่ชายแดนเพื่อรอข่าวจากเขา สุดท้ายตระกูลอวี๋ ที่เป็นตระกูลมารดาก็มาพาตัวไป ทำให้นางเป็นเด็กที่ถูกทิ้งอีกครั้งในโลกใหม่แห่งนี้

         ความเจ็บปวดในส่วนลึกของเจ้าของร่างนี้ยังคงอยู่ ทุกครั้งที่นึกถึงมารดาขอบตาของไป๋หลานร้อนผ่าว จมูกแสบ ๆ คล้ายคนจะร้องไห้อยู่ทุกครั้ง แต่นั่นมันเป็นชะตาที่เจ้าของร่าง และนางยากจะเลี่ยงได้

         “ใช่...แต่เจ้าร้องไห้เพราะสงสารข้ารึ” หลัวอวิ๋นสังเกตสีหน้าของไป๋หลาน พบว่าขอบตานางแดงขึ้น

         “ไม่ใช่ ตอนข้าเกิดก็เกิดเรื่องเช่นกัน เพราะไฟสงครามทำให้ทุกคนพลัดพราก” ไป๋หลานพูดเสียงแผ่ว แต่ก็ไม่ได้เล่าเรื่องอะไรเพิ่มเติมอีก นางเข้าห้องของตัวเองและกำชับให้หลงฉีนอนได้แล้ว ส่วนหลัวอวิ๋นก็ปล่อยเอาไว้บนแคร่กับผ้าห่มอีกหนึ่งผืนก็แล้วกัน

         ดีที่หนิงโจวในฤดูร้อนไม่มียุง ทำให้หลัวอวิ๋นไม่ต้องทนถูกยุงกัด ส่วนหลงฉีก็เดินมาหาหลัวอวิ๋นพร้อมกับถามเขาอย่างเป็นห่วงเล็กน้อย เล็กน้อยจริง ๆ

         “ท่านกลัวผีหรือไม่” เสียงกระซิบแผ่วที่ข้างหูทำให้คนฟังเริ่มหลอน หลัวอวิ๋นคิดว่าจะนอนหลับอย่างเป็นสุข แต่เจ้าอ้วนกลับมาเขย่าขวัญสั่นประสาทเขาเสียอย่างนั้น

         “ไม่...ขะ...ข้าไม่กลัว ลูกผู้ชายย่อมเข้มแข็ง”

หลัวอวิ๋นตอบด้วยน้ำเสียงองอาจ แต่สีหน้าท่าทางของเจ้าอ้วนทำให้เขาเริ่มเกร็ง ๆ จนคิดว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีสิ่งลี้ลับหรือไม่

         “แน่ใจนะ...ว่าไม่กลัว...ข้าเคยได้เย็นเสียงดังกุ๊ก ๆ กู๋แล้วข้ากลัวจนสั่นเลยล่ะ ที่สำคัญตดแตกต้องวิ่งออกจากห้องไปนอนกับพี่ไป๋หลาน หากเจ้า...บรึ๋ยยย ไม่พูดดีกว่า”

         หลัวอวิ๋นฟังไปไม่รู้จะกลัวหรือขำเจ้านี่ดี กลัวจนตดแตกสุดท้ายก็เก็บกลั้นเอาไว้ไม่ไหวจึงหัวเราะออกมา

         ฮ่า ฮ่า ฮ่า...!

         หลงฉีที่อุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดีเริ่มโกรธเขาแล้วที่หัวเราะ นี่เขาเล่าเรื่องผีที่น่ากลัวนะ

         “ช่างเถอะ เจ้าก็นอนไปคนเดียวแล้วกัน บ้านนี้มีห้องนอนสองห้อง ต่อให้ข้าอยากใจดีให้เจ้านอนด้วยก็ไม่ได้ มันอึดอัด ข้าไปแล้ว”

         เมื่อเจ้าอ้วนกลมนั้นเดินเอามือไพล่หลังพุงล้ำหน้าไปแล้ว ก็ปรากฏเสียงดังกุ๊ก ๆ กู๋ จริง ๆ จากเยียนอ๋องที่ไม่เกรงกลัวผู้ใดก็เริ่มขนกายลุกชันด้วยความกลัวเสียแล้ว

         ตับ ตับ ตับ ตั๊บแก!

         “เย้ย...เจ้าอ้วนหลงฉีกลับมาก่อน”

         เมื่อเสียงตุ๊กแกร้องพร้อมกับเสียงลมหวิวพัดมา ส่งให้ประตูดังกึก ๆ แล้วก็มีเสียงสารพัดเสียงดังขึ้นทำให้หลัวอวิ๋นตะโกนเรียกหลงฉี แต่เขากลับไม่ออกมา ทำให้คนเจ็บที่ขยับไม่ได้แบบเขาต้องนอนหวาดกลัวฉี่เกือบราด และเข้าใจแล้วว่ากลัวจนตดแตกอาการเป็นอย่างไร

         แต่เช้าวันรุ่งขึ้นเสียงคนที่มาเรียกนั้นปลุกให้ทั้งบ้านตื่น รวมทั้งคนที่เพิ่งนอนไปเมื่อเช้าได้ลืมตาขึ้น

         “แย่แล้ว แย่แล้ว ไป๋หลานตื่นหรือยัง เร็วเข้า เร็ว ๆ”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 10 สองพี่น้องแสดงฝีมือ

    ในตำหนักรับรองราชทูตต่างแคว้น แม้ว่าองค์ชายใหญ่ของแคว้นไห่หยางที่มีตำแหน่งเป็นถึงไท่จื่อหรือองค์รัชทายาทคนต่อไป แต่ทว่ายังไม่ได้อภิเษกกับผู้ใดจึงสนอกสนใจเป่ยหนิงเป็นพิเศษ แต่เท่าที่รู้ข่าวคือเขารับรู้ว่าองค์หญิงของแคว้นเป่ยหนิงแทบสิ้นไปเมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ไปแล้ว จึงได้แต่เศร้าใจที่ไม่อาจคิดเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานได้ จึงยกเรื่องการค้าขึ้นมาถก ส่วนองค์หญิงสามน้องสาวของเขานั้นชื่นชอบขนมและได้ยินขนมร้านหลานฉีมาช้านานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มรส จึงขอร้องผ่านจดหมายว่าอยากให้เถ้าแก่ของร้านเป็นผู้ทำให้จึงรีบเข้าไปในวังโดยไม่แวะเที่ยวเล่นในเมืองหลวงเลยสักนิดเดียว และทำให้องค์ชายใหญ่ระอาใจกับอาการเห็นแก่กินของน้องสาวผู้นี้นัก “เฝิงผิง เจ้าสำรวมกิริยาหน่อยรู้หรือไม่ อับอายขายหน้าแคว้นไห่หยางหมดแล้ว” เฝิงเหล่ยองค์ชายใหญ่แห่งไห่หยางปรามน้องสาว “ข้ามองหาองค์ชายรองจี้เฟิงแห่งเป่ยเหลียงต่างหากพี่ใหญ่ ท่านไม่สงสัยบ้างหรือ เขาให้พวกเราเข้ามาก่อน แต่ทว่าขบวนขององค์ชายรองเงียบเชียบราวกับไม่มีคน” เฝิงผิงเดิมก็ไม่อยากรออยู่หน้าประตูเมือง เมื่อรับรู้ว่าอ

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 9 ดังไกลถึงสามแคว้น

    หลังจากเดาได้ราง ๆ ว่าพี่ไป๋หลานยืมมือเขาเพื่อกระตุ้นให้เหล่าขุนนางที่มีอันจะกินออกมาบริจาคทานบ้าง แจกของบ้าง แจกอาหารบ้างเพื่อช่วยเหลือเหล่าคนยากไร้ที่กำลังจะถูกจัดระเบียบในอีกไม่ช้า และด้วยการดำเนินการที่ต้องมีหลายขั้นตอนทำให้ไม่อาจรีรอได้ เพราะท้องของคนเหล่านี้ยังคงหิวอยู่ทุกวัน และไม่แปลกที่ระยะนี้จะมีป้ายชื่นชมเหล่าขุนนางแต่ละจวนไปติดประกาศ และนั่นก็ยิ่งทำให้เหล่าขุนนางทำดีแข่งกัน เพื่อหวังให้อยู่ในสายพระเนตรฝ่าบาท และนำมาซึ่งความขุ่นเคืองใจ เพราะทำให้หลงฉีเดือดร้อนหิวข้าวเป็นวัน จนหลงฉีงอนทั้งพี่สาวและพี่เขยไม่ยอมเข้าวังไปเล่นด้วย และเขาก็เดินทางออกนอกเมืองหลวงเป็นว่าเล่น เพราะต้องไปเสาะหาวัตถุดิบใหม่ ๆ มาทำขนม และหาของขึ้นชื่อแต่ละท้องถิ่นทั่วหนิงโจวมาทำเป็นขนมในร้านของหลงฉี แต่เขานั้นไม่รู้เลยว่าร้านขนมของเขาที่มีจุดเริ่มต้นจากการชอบกินขนมที่ชายแดน จะนำพามาซึ่งความมีชื่อเสียงจนราชทูตต่างแคว้นที่มาเยี่ยมเยือนล้วนอยากลิ้มลอง และคนเหล่านั้นก็เป็นถึงเหล่าองค์หญิงองค์ชายอีกด้วย ระหว่างทางที่กลับเมืองหลวงของหลงฉีกับกู่เจิ้งฮวาที่ออกไปรับลูกท้อจักรพรรดิของเมืองข้าง

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 8 เถ้าแก่ใหญ่ใจดีมาก

    ร้านเปิดได้สองวันก็เป็นที่นิยม ไม่แม้แต่คนชนชั้นสูง กระทั่งชาวบ้านทั่วไปก็มาต่อแถวซื้อขนมของร้านหลานฉี ขนมที่กระทั่งฝ่าบาทและฮองเฮายังโปรดเสวย แน่นอนว่ามันย่อมมีรสชาติดีทั้งหอมและหวานเป็นอย่างยิ่ง และข่าวลือนั้นก็มาพร้อมกับอีกข่าวลือของเถ้าแก่ใหญ่ร้านขนมหลานฉี “เถ้าแก่ใหญ่มีน้ำใจจริง ๆ เด็กตัวเล็ก ๆ อยากกินขนมก็ไม่คิดสักอีแปะ ขนมนี่ใช้น้ำตาลน้อยเมื่อไหร่ และของดีราคาแพงทั้งนั้น แต่ขายให้พวกเราราคาถูกเหลือเกิน เช่นนั้นต้องอุดหนุนเถ้าแก่ใหญ่กันให้มาก ๆ” เสียงเล่าลือของชาวบ้านจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่และทบทวีไปเรื่อย ๆ จนทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว โดยที่เถ้าแก่ใหญ่ตัวน้อยไม่รู้เลยสักนิดว่าตนเองมีชื่อเสียงแล้ว “กู่เจิ้งฮวานั่นเจ้าทำอะไร” “ช่วยยกน้ำชาเจ้าค่ะ” กู่เจิ้งฮวาหันมาตอบด้วยสีหน้าเรียบ แต่ทว่าสีหน้าของคุณชายน้อยฉีกลับทำให้นางแปลกใจ “มีอะไรหรือไม่เจ้าคะ เหตุใดคุณชายสีหน้าเช่นนั้น” “ไม่มีอะไรข้าแค่อยากปรึกษาเจ้า จะเอาขนมไปให้ขอทานในอารามหย่งเล่อ” หลงฉีเมื่อได้ให้ขนมแก่เด็กวันก่อนภายในใจเขามีความสุขมาก ทำให้เขาอยากแจกขนมอีกครั้ง และครั้ง

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 7 ฟื้นฟูร้านกับเมนูขนมใหม่

    ผ่านไปเจ็ดวันร้านขนมของเถ้าแก่ใหญ่หลงฉีก็กลับมาสวยงามดังเดิม พร้อมกับสาขาเซิ่งตูที่กำลังจะเปิดอีกไม่นานสำหรับนั่งรับประทานด้านในร้านอีกด้วย แน่นอนว่าต้องมีน้ำชาตำรับในวังหลวงด้วย แต่ทว่าสูตรลับนี้มาจากพี่ไป๋หลานนั่นเอง “ชาพุทธาแดงบำรุงโลหิต, ชาลำไยแห้งบำรุงกำลังและหัวใจ , ชากุหลาบบำรุงลมปราณช่วยใจสงบ” หลงฉีจดตามที่พี่ไป๋หลานบอกแล้วก็จะจ้างคนที่ลายมืองดงามเขียนพร้อมกับวาดรูปชาตกแต่งไว้ในร้าน คนที่มาจะได้อ่านข้อความจนเกิดการอยากสั่งชามาชิม “นั่นเจ้าเขียนถึงไหนล่ะ” ไป๋หลานที่วันนี้หนีออกจากวังมาร้านหลานฉี เพื่อจะตรวจดูด้วยตนเองว่าเพิ่มเติมในส่วนไหนได้บ้าง “ก็เขียนถึงชากุหลาบขอรับ” หลงฉีกล่าว “เจ้าคิดว่าเพิ่มชาอื่นอีกดีหรือไม่” หลงฉีครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่ามี ‘ชาโม่ลี่ฮวา’ กลิ่นหอมเด่นชัดช่วยในร่างกายสดชื่นอีกหนึ่งอย่าง เขาเคยดื่มที่ร้านในโรงเตี๊ยมเส้นทางมาเมืองหลวง “ชาโม่ลี่ฮวาขอรับ” ไป๋หลานเห็นด้วยทันที ชานี้ขึ้นชื่อเรื่องหอมยิ่งนักคู่กับชาหอมหมื่นลี้ทีเดียว ตอนนี้ขนมก็พร้อมแล้วชาก็พร้อมแล้วเช่นกันเหล

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 6 ร้านถูกวางเพลิง

    ฝีเท้าที่เร่งตึกตักพร้อมกับหัวใจดวงน้อยที่สั่นระรัวส่งผลให้เท้าของเขาก้าวอย่างรวดเร็วเพื่อไปให้ถึงต้นตอของเหตุเพลิงไหม้ และเมื่อถึงด้านหน้ามองอาคารที่หลงฉีเคยยืนมองอย่างภาคภูมิใจโหมด้วยเพลิงไฟเข่าแทบทรุด “คุณชาย...คุณชายน้อย” กู่เจิ้งฮวาซอยเท้าเล็ก ๆ ตามมาจนถึงตัวคุณชาย เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าทำให้นางตกใจยิ่งนัก ไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่องกับร้านขนมหลานฉีของคุณชายน้อย “ระร้าน...ร้านขนมของข้า!!” หลงฉีแทบใจสลาย นี่เป็นร้านแรกในเมืองหลวงที่เขาปั้นมาเองกับมือ และเป็นร้านที่ขายดีที่สุดไม่นึกว่าวันนี้จะเกิดเรื่องขึ้นได้ เขารีบลุกขึ้นแล้วไปคว้าถังน้ำไปช่วยชาวบ้านดับไฟ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างขะมักเขม้นเร่งดับไฟ จนเมื่อคนของทางการมาถึงแล้วกำลังทหารที่แข็งแรงกว่าดับไฟกันอย่างรวดเร็วทำให้เพลิงสงบลง แต่ใจของหลงฉีร้อนยิ่งกว่าไฟที่มอดไหม้ร้านของเขาในตอนนี้นัก “ใต้เท้า...ใต้เท้า...เป็นการวางเพลิงขอรับ ถังน้ำมันนี่คือหลักฐาน” หลงฉีคิดว่าไม่มีผู้ใดทำได้นอกเสียจากโกวเต๋อจื้ออีกแล้ว การที่เขาไปจัดการมันจนอยู่หมัดในวันนี้ไม่นึกว่ามันจะตลบหลังเขาอย่างเจ็บแสบแม้อย

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 5 เถ้าแก่เท้าพิฆาต

    เสียงนั้นทำให้เหล่าทหารเข้ามาเพื่อปกป้องฝ่าบาท เพราะไม่รู้ว่าชาวบ้านเหล่านี้มาก่อกวนหวังปองร้ายฝ่าบาทหรือไม่จึงเข้ามาขวางเอาไว้ “นี่พวกเจ้า!” หลงฉีเปิดหน้าต่างมองไปยังคนเหล่านั้น และมักเป็นคนที่เขาเห็นว่าเป็นชาวบ้านริมชายแดน แต่ไม่ใช่หมู่บ้านของพวกเขาแต่เขาจำหน้าได้เพราะเคยไปวิ่งเล่นหมู่บ้านข้าง ๆ บ้างตอนที่ยังไม่โดนรังแก “หลงฉีรู้จักพวกเขารึ” ไป๋หลานไม่แน่ใจว่าคนพวกนี้คือใคร ปกตินางอยู่ชายแดนก็ไม่ค่อยสมาคมกับผู้ใดนัก กระทั่งสหายสักคนยังไม่มี ไม่แปลกที่จะไม่รู้จัก “พี่ไป๋หลานคนในหมู่บ้านข้าง ๆ ที่เราไปขึ้นเกวียนวัวไปตลาดม่อยวนอย่างไรขอรับ” หลงฉีพูดแล้วก็เจ็บใจ เหตุใดคนเหล่านี้ถึงมาด่าว่าพี่เขยของเขาเป็นทรราช ทั้ง ๆ ที่พี่เขยของเขาออกจะใจดีมีเมตตาไม่พอ ยังเห็นแก่ประชาเป็นหลัก ฮ่องเต้มากคุณธรรมเช่นนี้จะหาจากที่ใดได้อีก “ข้าว่าแปลกประหลาด ฝ่าบาทจับชาวบ้านเหล่านี้ไปสอบสวนเถิด แต่ข้าจะสอบสวนเอง” ไป๋หลานไม่ไว้ใจคนของทางการ ไม่รู้ว่าปิดหูปิดตาพวกนางบ้างหรือไม่ และเขาก็ราชกิจมากมาย อาจดูแลไม่ทั่วถึงดังนั้นนางจะจัดการเอง หลงฉีเห็นด้วย คนชาย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status