เข้าสู่ระบบเมื่อถึงบ้าน ไป๋หลานให้หลงฉีก่อไฟในเตาดินที่นางเพิ่งก่อเองได้ไม่นาน วันนี้ถึงเวลาที่ต้องใช้สักที นางเคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์จีน พบว่าคนสมัยก่อนใช้เตาไฟจากการก่อด้วยดินเหนียวขึ้นมา นางจึงเสริมความแข็งแรงด้วยไม้ไผ่ดัดแล้วใช้เถาวัลย์ผูกให้แน่นเป็นโครงก่อน จากนั้นนำดินเหนียวสีเหลืองผสมกับแกลบและใบไผ่นวดผสมน้ำ จากนั้นก็เอามาก่อตามโครงทั้งด้านนอกด้านใน
นางทำอยู่สองวันก็ได้เตาที่ใหญ่และสวยงามมีช่องให้วางหม้อถึงสองช่อง สามารถต้มน้ำหรือทำอาหารพร้อมกันได้และจะได้ไม่เปลืองไฟ ท่านแม่ทิ้งเครื่องครัวไว้พร้อมสรรพ นางจึงไม่ต้องซื้อหาใหม่ เพียงแต่ใช้ของเก่าที่มีอย่างถนอมเท่านั้น
ไป๋หลานยกคนเจ็บขึ้นบนแคร่อย่างง่ายดาย ทำเอาเยียนอ๋องอดทึ่งในพละกำลังของเด็กอย่างนาง เขาถูกแก้มัดแล้ว และลูกธนูยังไม่ถูกชักออก ทำให้เขายิ่งร้อนใจ
“ช่วยข้าอีกหน่อย ลูกธนูนั่น...”
“ไม่ต้องรีบร้อน ข้าต้องผ่ามันออก หากชักออกทำให้เป็นแผลฉกรรจ์” คนที่ทำสารพัดลูกดอกอย่างนางเป็นมีหรือจะไม่รู้จักลูกธนูอันนี้ คนรีบร้อนดึงก็เท่ากับหาเรื่องเจ็บตัว
นางเข้าไปในครัวจากนั้นต้มน้ำให้เดือด ก่อนจะสั่ง หลงฉีให้จัดการปอกเปลือกหน่อไม้
“หลงฉี ปอกให้หมดเลยนะ ข้าจะต้มให้เจ้ากินยันพรุ่งนี้เลย”
“ขอรับพี่ไป๋หลาน” หลงฉีเป็นเด็กดีเชื่อฟังคำพี่สาวข้างบ้านอย่างดี เขาปอกเปลือกหน่อไม้อย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนไป๋หลานนั้นต้มน้ำร้อนใส่ถังเอาไว้หนึ่งถังแล้วก็ต้มน้ำลวกกระดูกที่นางหั่นแล้วไล่ความคาว จากนั้นก็ต้มน้ำใส่กระดูกที่ลวกลงไป ใส่เกลือตุ๋นเอาไว้ก่อน จากนั้นมาจัดการคนด้านนอก
นางชักมีดปลายแหลมที่ให้ช่างตีเหล็กทำให้และลับจนแหลมคม กับยกตะเกียงน้ำมันมาจุด เอามีดรนไฟฆ่าเชื้อ จากนั้นก็จะเริ่มผ่า
“ข้าไม่มียาชา เจ้ากัดเจ้านี่อดทนหน่อยแล้วกัน” นางไม่เก่งการแพทย์ แต่ก็พอรู้ว่าจะเอาธนูออกยังไงไม่ให้มันเกิดแผลที่รักษายาก
เยียนอ๋องเข้าใจดีนางหมายถึงอะไร เขาเป็นคนที่อดทนเก่ง ดังนั้นเรื่องแค่นี้เขาย่อมอดทนได้ และรับผ้าจากนางมาใส่ปาก
เมื่อนางเริ่มเอามีดกรีด จากนั้นเขาก็เกร็งกล้ามเนื้อทันที แต่ทว่าปลายมีดที่กรีดลงมาทำให้เขาเจ็บปวดแทบขาดใจ แต่ก็อดทนไม่ร้องออกมา เมื่อนางดึงธนูออกแล้วเขาถึงกับสลบลงไป
ไป๋หลานเอาผ้ากดห้ามเลือดแล้วก็มองสีหน้าคนที่ช่วยเหลือ พบว่าเขาไม่มีสติแล้วจึงทำแผลเขาได้ง่ายหน่อย
นางเก็บสมุนไพรข้างบ้านจากที่ได้รับการเล่าจากปากท่านลุงหลงซ่ง สมุนไพรชนิดใดรักษาบาดแผลได้ นางก็นำมาปลูกเอาไว้ ไม่คิดว่าวันนี้จะได้ใช้
“พี่ไป๋หลานเสร็จแล้วขอรับ”
เมื่อนางกำลังทำแผลเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้อยู่ หลงฉีก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับบอกว่าเขาปอกหน่อไม้เสร็จแล้ว นางจึงพยักหน้าให้ จากนั้นก็ทิ้งเขาไว้ตรงแคร่หน้าบ้าน แล้วเข้าครัวไปหุงข้าวกับต้มหน่อไม้ให้สุก
ไป๋หลานอยู่ที่นี่มาสามปีแล้วหลังจากเกิดใหม่ เริ่มแรกนางหุงข้าวไม่เป็น ลองผิดลองถูกอยู่นาน จากนั้นก็หุงเป็นและอร่อยอีกด้วย อีกเตานางใช้ต้มหน่อไม้ให้สุกเพราะกระดูกหมูก็ตุ๋นไปแล้ว เพียงเอาหน่อไม้ต้มสุกใส่ปล่อยให้น้ำเดือดอีกรอบก็อร่อยใช้ได้
เครื่องปรุงของนางมีพร้อม เพราะท่านลุงหลงซ่งซื้อมาฝากทุกครั้งที่ไปขายเนื้อสัตว์ในเมือง ดังนั้นอาหารของนางจึงอร่อยล้ำเลิศที่สุด สังเกตจากคนชิมอย่างหลงฉีตัวอวบอ้วนของนาง
กลิ่นหอมของข้าวสุกใหม่กับกลิ่นเนื้อหมูตุ๋นลอยขึ้นไปบนอากาศ ชาวบ้านที่เดินผ่านหน้าบ้านของไป๋หลานยกจมูกขึ้นสูดดม พร้อมกับพูดคุยว่าพรานหลงซ่งเอาเนื้อมาฝากแม่หนูน้อยอีกแล้ว ทำให้พวกเขารู้สึกท้องร้องจริง ๆ
“พี่ไป๋หลานหอมมากเลยขอรับ” หลงฉีเฝ้าอย่างใจจดใจจ่อเพื่อจะรอกินอาหารจากฝีมือพี่ไป๋หลาน เขาได้กลิ่นหอมต้มกระดูก กับข้าวสวยทำให้ท้องร้องออกมาน่าเกลียด
โครกZzzzz
เสียงนั้นสร้างความขบขันให้กับไป๋หลานอย่างยิ่ง นางจึงสั่งเจ้าหนูน้อยให้ไปเตรียมตัวกินข้าว
“หลงฉีไปอาบน้ำให้สะอาดเดี๋ยวมากินข้าว”
หลงฉีรีบวิ่งหายวับเข้าไปที่ห้องอาบน้ำด้านหลังบ้านทันที เพราะเขามาค้างที่นี่บ่อยจึงมีเสื้อผ้าอยู่ที่บ้านพี่ไป๋หลานสองชุด เนื่องจากช่วงนี้เป็นหน้าร้อนไม่ต้องต้มน้ำอาบ เขาจึงอาบได้อย่างสบาย โดยใช้สบู่ที่พี่ไป๋หลานเป็นคนคิดทำขึ้นมาถูตัว
ไป๋หลานรู้ว่ามาอยู่ที่นี่ลำบาก นางจึงใช้ความรู้ที่มีจากโลกเดิมมาทำเครื่องอำนวยความสะดวกให้ตนเอง ตอนนางเรียนเป็นคนชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ ดังนั้นคนสมัยก่อนใช้ไขมันสัตว์กับขี้เถ้าผสมกันทำให้เกิดเป็นสบู่ นางจึงทำขึ้นมาและพบว่ามันใช้ได้ดี และซักเสื้อผ้าสะอาดด้วย
และหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ นำพวกไม้หอมน้ำมันจากดอกไม้ป่าที่มีกลิ่นผสมลงไป เกิดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ติดตัว และหลงฉีชอบมาอาบน้ำบ้านนางเพราะกลิ่นกายเขาหอมฉุยนั่นเอง
หลังจากหลงฉีอาบน้ำเสร็จแล้ว ไป๋หลานก็ทำอาหารเสร็จพอดี นางจึงให้หลงฉีจัดโต๊ะรอนาง เพราะนางก็จะไปอาบน้ำเช่นกัน
หลงฉีนั้นดีอกดีใจที่จะได้กินต้มกระดูกหมูกับหน่อไม้หวาน ๆ จึงใช้ถ้วยใหญ่ตักให้พี่ไป๋หลานและตนเองคนละถ้วย จากนั้นตักข้าว เขาเหลือบตามองไปยังแคร่หน้าบ้าน เห็นคนที่พวกเขาช่วยกลับมานอนนิ่งไม่ไหวติง พลันในใจหลงฉีนึกสงสารจึงตักข้าวเพิ่มอีกถ้วย
เมื่อตักทุกอย่างพร้อมแล้วเขาก็เอามาตั้งโต๊ะรอพี่ไป๋หลานอาบน้ำจะได้กินพร้อมกัน เขาไม่ยอมกินก่อนเพราะอยากกินพร้อมกับพี่สาว
รอเพียงไม่นานไป๋หลานก็อาบน้ำออกมา จากนั้นเมื่อเห็นถ้วยข้าวสามถ้วยก็อมยิ้ม
‘เจ้าเด็กปากแข็งนี่ก็ห่วงคนอื่นเป็น’
นางคิดในใจเพราะเจ้านี่ร้อยไม่แบ่งพันก็ไม่แบ่งกระดูกหมูของเขา แต่ตักข้าวให้เจ้าคนแปลกหน้านั่นแล้ว
“นั่งขอรับ” หลงฉีลากเก้าอี้ตัวเล็กให้พี่ไป๋หลานส่วนเขานั่งฝั่งตรงข้าม เพราะเป็นบ้านหลังเล็ก จึงนั่งกินข้าวในโต๊ะที่ไม่สูงนัก กับม้านั่งพอดีตัวของพวกเขา
“นั่นจะแบ่งให้เจ้านั่นรึ” ไป๋หลานชี้ไปที่ถ้วยข้าวอีกถ้วย แต่ทว่าไร้ถ้วยต้มหน่อไม้
“ข้าก็ไม่อยากแบ่ง เห็นแก่ที่เขาเจ็บจะให้กินข้าวกับน้ำต้มก็แล้วกัน และให้หน่อไม้กับกระดูกหมูแค่ชิ้นเดียว”
ไป๋หลานถึงกับหัวเราะเจ้าอ้วนหลงฉี ขี้งกจริง ๆ แม้ว่าต้มหน่อไม้เขากินยันถึงพรุ่งนี้ก็ยังแบ่งให้คนอื่นนิดหน่อย แต่เอาเถอะคนยุคนี้ไม่ได้มีของกินดี ๆ มาก แบ่งมากแบ่งน้อยก็แบ่งให้
หลงฉีตักต้มกระดูกเข้าปากคำแรกเขาก็พริ้มตาหลับเคี้ยวหมูชิ้นใหญ่ซึมซับความอร่อย จนรู้สึกไม่อยากกลืนเพราะมันอร่อยเหลือเกิน
ช่วงหลังมานี้ท่านพ่อจับหมูป่าได้เดือนละสามตัวเกือบทุกเดือน เขาจึงได้กินเนื้ออร่อย ๆ อย่างนี้บ่อยกว่าแต่ก่อน ที่ได้กินเนื้อไก่และเนื้อกระต่ายเป็นส่วนมาก
“ดูทำเข้า กินดี ๆ” ไป๋หลานเห็นท่าทางกินของเจ้าหลงฉีแล้วอยากบิดแก้มจริง ๆ ท่าทางดูน่าหมั่นไส้สุด ๆ แต่ก็น่าเอ็นดูอยู่ในที
“ข้าไม่อยากกลืนเลย กว่าจะได้กินอีกครั้งต้องรออีกหลายวัน”
“รีบกินจะได้ไปป้อนเขาด้วย” ไป๋หลานยกหน้าที่ป้อนข้าวให้เจ้านั่นที่ยังลุกไม่ได้ให้กับหลงฉี แม้เขาจะแบะปากน้อย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ทำให้นางค่อยสบายใจหน่อย
“พอเขาหายแล้วเราจะให้เขากลับไปเลยหรือไม่ขอรับ” หลงฉีถาม
“หากเขาจะกลับก็ย่อมได้ คงต้องรอให้หายดีก่อน” ไป๋หลานดูจากเสื้อผ้าและรัดเกล้าที่หัวของเขาน่าจะเป็นคนมียศศักดิ์ ให้เขาอยู่กับนางไปตลอดคงไม่ได้
“ก็ดีขอรับ ท่านเลี้ยงข้าแค่คนเดียวก็พอแล้ว”
ไป๋หลานส่ายหน้า แต่เอาเถอะเอาไว้เป็นเรื่องหลังจากนี้
หลงฉีกินข้าวไปสามถ้วยกับต้มหน่อไม้อีกสองถ้วย เขานับว่าคิดดีแล้วที่แบ่งข้าวไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นเจ้าคนอวดดีข้างนอกไม่ได้กินแน่นอน
เมื่อเขาล้างถ้วยเสร็จแล้วจึงมาป้อนข้าวเขา และก็ตบแก้มเขาเรียกสติให้ตื่นเสียก่อน
“นี่...ตื่นมากินข้าวก่อน เดี๋ยวก็ตายพอดี” แน่นอนว่าการปลุกของเขาพร้อมคำสาปแช่งได้ผล เพราะเจ้าหน้าหล่อนั่นลืมตาขึ้นพร้อมกับแววตาอาฆาตทันที
“กินข้าวอย่าเอาแต่มอง” หลงฉีใช้ช้อนตักข้าวขึ้นคำเล็ก ๆ กับน้ำต้มกระดูกและหน่อไม้ป้อนเขา โดยมีไป๋หลานนั่งจิบชามองดูอยู่ห่าง ๆ
หลัวอวิ๋นไม่เคยคิดว่าตัวเองต้องพึ่งเจ้าตัวกระเปี๊ยกนี่เลยให้ตายเถอะ แต่ทว่าจะเรื่องมากก็ไม่ได้ เอาไว้คิดบัญชีตอนที่ตัวเองหายดีก็แล้วกัน
“เป็นยังไงอร่อยหรือไม่ พี่ไป๋หลานของข้าทำอาหารอร่อยที่สุดเชียวล่ะ ข้าน่ะกินข้าวตั้งสามถ้วย กินต้มอีกสองถ้วย” หลงฉียังไม่ทันฟังเจ้าคนแปลกหน้าตอบก็ชมเปาะแล้ว นั่นทำให้ไป๋หลานส่ายหน้า กับความช่างเอาอกเอาใจของเจ้าตัวแสบของนาง
“ไม่มีหมูเลยรึ” หลัวอวิ๋นถามพร้อมขมวดคิ้ว จากเคยกินดีอยู่ดี เนื้อไม่เคยขาดสักมื้อกลับต้องมากินข้าวกับหน่อไม้ต้มที่ไร้เนื้อเลยสักนิดมันทำให้เขาดูน่าสมเพชนัก
หลงฉีทำหน้าไม่พอใจ เขาให้กระดูกหมูเจ้านี่หนึ่งชิ้น ของอร่อยแบบนี้ต้องเก็บไว้กินทีหลังสิ จะเรียกร้องตั้งแต่คำแรกได้อย่างไร ไม่รู้จักเสียดายของ
“เจ้าคนไม่รู้จักของดี ของแบบนั้นจะต้องกินทีหลัง กินเข้าไปก่อน คำสุดท้ายข้าจะตักหมูให้เจ้า”
หลัวอวิ๋นเชื่อเลยเจ้าตัวแสบนี่ขี้งกชะมัด เขาได้ยินว่ามีกระดูกหมู แต่ทว่าเจ้านี่แบ่งให้เขาชิ้นเดียวไม่พอยังจะให้เขากินคำสุดท้าย
หากนี่ไม่เรียกพ่อไก่เหล็กขนสักเส้นไม่ยอมถอน จะให้เรียกคำไหนได้อีก
“ต้มหน่อไม้ของข้านะ เจ้ากินให้มีความสุขหน่อยไม่ได้หรือ กว่าข้าจะได้กินต้มกระดูกนี้ยากเย็นเพียงใดรู้หรือไม่”
หลงฉีป้อนไปก็บ่นไป แต่กลับทำให้ไป๋หลานรู้สึกสนุกสนานอย่างบอกไม่ถูก แต่ขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้นนางกลับได้ยินเสียงสัญญาณเตือนว่ามีคนผ่านมา และนั่นทำให้นางระแวดระวังมากขึ้น เพราะกลางคืนชาวบ้านไม่เข้าป่า
“มีคนตามหาเจ้ารึ” ไป๋หลานกระซิบถามพร้อมกับจับเชือกที่เป็นกลไกป้องกันตัว
“ไม่...ไม่น่าจะใช่ น่าจะตามฆ่า” หลัวอวิ๋นที่สีหน้าดีขึ้นเล็กน้อยจากตอนแรกที่ซีดเผือด ตอนนี้กลับขรึมและเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทว่าเขายังลุกไม่ขึ้น
“หลงฉีไปเอาผ้ามาคลุมตัวเขาเอาฟางมาทับ”
หลงฉีไม่โอ้เอ้จัดการตามที่พี่ไป๋หลานสั่ง และทำตัวไม่ให้มีพิรุธ แต่ทว่าข้าวคำสุดท้ายนั้นเขารีบจัดการกินเสียก่อน เพราะกระดูกหมูนั้นน่าเสียดาย จนเมื่อเสียงด้านนอกดังขึ้น “มีใครอยู่ในบ้านหรือไม่”
ในตำหนักรับรองราชทูตต่างแคว้น แม้ว่าองค์ชายใหญ่ของแคว้นไห่หยางที่มีตำแหน่งเป็นถึงไท่จื่อหรือองค์รัชทายาทคนต่อไป แต่ทว่ายังไม่ได้อภิเษกกับผู้ใดจึงสนอกสนใจเป่ยหนิงเป็นพิเศษ แต่เท่าที่รู้ข่าวคือเขารับรู้ว่าองค์หญิงของแคว้นเป่ยหนิงแทบสิ้นไปเมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ไปแล้ว จึงได้แต่เศร้าใจที่ไม่อาจคิดเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานได้ จึงยกเรื่องการค้าขึ้นมาถก ส่วนองค์หญิงสามน้องสาวของเขานั้นชื่นชอบขนมและได้ยินขนมร้านหลานฉีมาช้านานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มรส จึงขอร้องผ่านจดหมายว่าอยากให้เถ้าแก่ของร้านเป็นผู้ทำให้จึงรีบเข้าไปในวังโดยไม่แวะเที่ยวเล่นในเมืองหลวงเลยสักนิดเดียว และทำให้องค์ชายใหญ่ระอาใจกับอาการเห็นแก่กินของน้องสาวผู้นี้นัก “เฝิงผิง เจ้าสำรวมกิริยาหน่อยรู้หรือไม่ อับอายขายหน้าแคว้นไห่หยางหมดแล้ว” เฝิงเหล่ยองค์ชายใหญ่แห่งไห่หยางปรามน้องสาว “ข้ามองหาองค์ชายรองจี้เฟิงแห่งเป่ยเหลียงต่างหากพี่ใหญ่ ท่านไม่สงสัยบ้างหรือ เขาให้พวกเราเข้ามาก่อน แต่ทว่าขบวนขององค์ชายรองเงียบเชียบราวกับไม่มีคน” เฝิงผิงเดิมก็ไม่อยากรออยู่หน้าประตูเมือง เมื่อรับรู้ว่าอ
หลังจากเดาได้ราง ๆ ว่าพี่ไป๋หลานยืมมือเขาเพื่อกระตุ้นให้เหล่าขุนนางที่มีอันจะกินออกมาบริจาคทานบ้าง แจกของบ้าง แจกอาหารบ้างเพื่อช่วยเหลือเหล่าคนยากไร้ที่กำลังจะถูกจัดระเบียบในอีกไม่ช้า และด้วยการดำเนินการที่ต้องมีหลายขั้นตอนทำให้ไม่อาจรีรอได้ เพราะท้องของคนเหล่านี้ยังคงหิวอยู่ทุกวัน และไม่แปลกที่ระยะนี้จะมีป้ายชื่นชมเหล่าขุนนางแต่ละจวนไปติดประกาศ และนั่นก็ยิ่งทำให้เหล่าขุนนางทำดีแข่งกัน เพื่อหวังให้อยู่ในสายพระเนตรฝ่าบาท และนำมาซึ่งความขุ่นเคืองใจ เพราะทำให้หลงฉีเดือดร้อนหิวข้าวเป็นวัน จนหลงฉีงอนทั้งพี่สาวและพี่เขยไม่ยอมเข้าวังไปเล่นด้วย และเขาก็เดินทางออกนอกเมืองหลวงเป็นว่าเล่น เพราะต้องไปเสาะหาวัตถุดิบใหม่ ๆ มาทำขนม และหาของขึ้นชื่อแต่ละท้องถิ่นทั่วหนิงโจวมาทำเป็นขนมในร้านของหลงฉี แต่เขานั้นไม่รู้เลยว่าร้านขนมของเขาที่มีจุดเริ่มต้นจากการชอบกินขนมที่ชายแดน จะนำพามาซึ่งความมีชื่อเสียงจนราชทูตต่างแคว้นที่มาเยี่ยมเยือนล้วนอยากลิ้มลอง และคนเหล่านั้นก็เป็นถึงเหล่าองค์หญิงองค์ชายอีกด้วย ระหว่างทางที่กลับเมืองหลวงของหลงฉีกับกู่เจิ้งฮวาที่ออกไปรับลูกท้อจักรพรรดิของเมืองข้าง
ร้านเปิดได้สองวันก็เป็นที่นิยม ไม่แม้แต่คนชนชั้นสูง กระทั่งชาวบ้านทั่วไปก็มาต่อแถวซื้อขนมของร้านหลานฉี ขนมที่กระทั่งฝ่าบาทและฮองเฮายังโปรดเสวย แน่นอนว่ามันย่อมมีรสชาติดีทั้งหอมและหวานเป็นอย่างยิ่ง และข่าวลือนั้นก็มาพร้อมกับอีกข่าวลือของเถ้าแก่ใหญ่ร้านขนมหลานฉี “เถ้าแก่ใหญ่มีน้ำใจจริง ๆ เด็กตัวเล็ก ๆ อยากกินขนมก็ไม่คิดสักอีแปะ ขนมนี่ใช้น้ำตาลน้อยเมื่อไหร่ และของดีราคาแพงทั้งนั้น แต่ขายให้พวกเราราคาถูกเหลือเกิน เช่นนั้นต้องอุดหนุนเถ้าแก่ใหญ่กันให้มาก ๆ” เสียงเล่าลือของชาวบ้านจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่และทบทวีไปเรื่อย ๆ จนทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว โดยที่เถ้าแก่ใหญ่ตัวน้อยไม่รู้เลยสักนิดว่าตนเองมีชื่อเสียงแล้ว “กู่เจิ้งฮวานั่นเจ้าทำอะไร” “ช่วยยกน้ำชาเจ้าค่ะ” กู่เจิ้งฮวาหันมาตอบด้วยสีหน้าเรียบ แต่ทว่าสีหน้าของคุณชายน้อยฉีกลับทำให้นางแปลกใจ “มีอะไรหรือไม่เจ้าคะ เหตุใดคุณชายสีหน้าเช่นนั้น” “ไม่มีอะไรข้าแค่อยากปรึกษาเจ้า จะเอาขนมไปให้ขอทานในอารามหย่งเล่อ” หลงฉีเมื่อได้ให้ขนมแก่เด็กวันก่อนภายในใจเขามีความสุขมาก ทำให้เขาอยากแจกขนมอีกครั้ง และครั้ง
ผ่านไปเจ็ดวันร้านขนมของเถ้าแก่ใหญ่หลงฉีก็กลับมาสวยงามดังเดิม พร้อมกับสาขาเซิ่งตูที่กำลังจะเปิดอีกไม่นานสำหรับนั่งรับประทานด้านในร้านอีกด้วย แน่นอนว่าต้องมีน้ำชาตำรับในวังหลวงด้วย แต่ทว่าสูตรลับนี้มาจากพี่ไป๋หลานนั่นเอง “ชาพุทธาแดงบำรุงโลหิต, ชาลำไยแห้งบำรุงกำลังและหัวใจ , ชากุหลาบบำรุงลมปราณช่วยใจสงบ” หลงฉีจดตามที่พี่ไป๋หลานบอกแล้วก็จะจ้างคนที่ลายมืองดงามเขียนพร้อมกับวาดรูปชาตกแต่งไว้ในร้าน คนที่มาจะได้อ่านข้อความจนเกิดการอยากสั่งชามาชิม “นั่นเจ้าเขียนถึงไหนล่ะ” ไป๋หลานที่วันนี้หนีออกจากวังมาร้านหลานฉี เพื่อจะตรวจดูด้วยตนเองว่าเพิ่มเติมในส่วนไหนได้บ้าง “ก็เขียนถึงชากุหลาบขอรับ” หลงฉีกล่าว “เจ้าคิดว่าเพิ่มชาอื่นอีกดีหรือไม่” หลงฉีครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่ามี ‘ชาโม่ลี่ฮวา’ กลิ่นหอมเด่นชัดช่วยในร่างกายสดชื่นอีกหนึ่งอย่าง เขาเคยดื่มที่ร้านในโรงเตี๊ยมเส้นทางมาเมืองหลวง “ชาโม่ลี่ฮวาขอรับ” ไป๋หลานเห็นด้วยทันที ชานี้ขึ้นชื่อเรื่องหอมยิ่งนักคู่กับชาหอมหมื่นลี้ทีเดียว ตอนนี้ขนมก็พร้อมแล้วชาก็พร้อมแล้วเช่นกันเหล
ฝีเท้าที่เร่งตึกตักพร้อมกับหัวใจดวงน้อยที่สั่นระรัวส่งผลให้เท้าของเขาก้าวอย่างรวดเร็วเพื่อไปให้ถึงต้นตอของเหตุเพลิงไหม้ และเมื่อถึงด้านหน้ามองอาคารที่หลงฉีเคยยืนมองอย่างภาคภูมิใจโหมด้วยเพลิงไฟเข่าแทบทรุด “คุณชาย...คุณชายน้อย” กู่เจิ้งฮวาซอยเท้าเล็ก ๆ ตามมาจนถึงตัวคุณชาย เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าทำให้นางตกใจยิ่งนัก ไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่องกับร้านขนมหลานฉีของคุณชายน้อย “ระร้าน...ร้านขนมของข้า!!” หลงฉีแทบใจสลาย นี่เป็นร้านแรกในเมืองหลวงที่เขาปั้นมาเองกับมือ และเป็นร้านที่ขายดีที่สุดไม่นึกว่าวันนี้จะเกิดเรื่องขึ้นได้ เขารีบลุกขึ้นแล้วไปคว้าถังน้ำไปช่วยชาวบ้านดับไฟ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างขะมักเขม้นเร่งดับไฟ จนเมื่อคนของทางการมาถึงแล้วกำลังทหารที่แข็งแรงกว่าดับไฟกันอย่างรวดเร็วทำให้เพลิงสงบลง แต่ใจของหลงฉีร้อนยิ่งกว่าไฟที่มอดไหม้ร้านของเขาในตอนนี้นัก “ใต้เท้า...ใต้เท้า...เป็นการวางเพลิงขอรับ ถังน้ำมันนี่คือหลักฐาน” หลงฉีคิดว่าไม่มีผู้ใดทำได้นอกเสียจากโกวเต๋อจื้ออีกแล้ว การที่เขาไปจัดการมันจนอยู่หมัดในวันนี้ไม่นึกว่ามันจะตลบหลังเขาอย่างเจ็บแสบแม้อย
เสียงนั้นทำให้เหล่าทหารเข้ามาเพื่อปกป้องฝ่าบาท เพราะไม่รู้ว่าชาวบ้านเหล่านี้มาก่อกวนหวังปองร้ายฝ่าบาทหรือไม่จึงเข้ามาขวางเอาไว้ “นี่พวกเจ้า!” หลงฉีเปิดหน้าต่างมองไปยังคนเหล่านั้น และมักเป็นคนที่เขาเห็นว่าเป็นชาวบ้านริมชายแดน แต่ไม่ใช่หมู่บ้านของพวกเขาแต่เขาจำหน้าได้เพราะเคยไปวิ่งเล่นหมู่บ้านข้าง ๆ บ้างตอนที่ยังไม่โดนรังแก “หลงฉีรู้จักพวกเขารึ” ไป๋หลานไม่แน่ใจว่าคนพวกนี้คือใคร ปกตินางอยู่ชายแดนก็ไม่ค่อยสมาคมกับผู้ใดนัก กระทั่งสหายสักคนยังไม่มี ไม่แปลกที่จะไม่รู้จัก “พี่ไป๋หลานคนในหมู่บ้านข้าง ๆ ที่เราไปขึ้นเกวียนวัวไปตลาดม่อยวนอย่างไรขอรับ” หลงฉีพูดแล้วก็เจ็บใจ เหตุใดคนเหล่านี้ถึงมาด่าว่าพี่เขยของเขาเป็นทรราช ทั้ง ๆ ที่พี่เขยของเขาออกจะใจดีมีเมตตาไม่พอ ยังเห็นแก่ประชาเป็นหลัก ฮ่องเต้มากคุณธรรมเช่นนี้จะหาจากที่ใดได้อีก “ข้าว่าแปลกประหลาด ฝ่าบาทจับชาวบ้านเหล่านี้ไปสอบสวนเถิด แต่ข้าจะสอบสวนเอง” ไป๋หลานไม่ไว้ใจคนของทางการ ไม่รู้ว่าปิดหูปิดตาพวกนางบ้างหรือไม่ และเขาก็ราชกิจมากมาย อาจดูแลไม่ทั่วถึงดังนั้นนางจะจัดการเอง หลงฉีเห็นด้วย คนชาย







