LOGIN
เสียงนกหวีดดังก้องกังวานสลับกับเสียงตะโกนสั่งการที่ดุดันของเหล่ารุ่นพี่ว้าก มันคือท่วงทำนองแห่งความกดดันที่ครอบคลุมไปทั่วลานเกียร์กว้าง นลินยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางแถวเฟรชชี่นับร้อย แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าจนหยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม หยดน้ำอุ่นๆ นั้นค่อยๆ ไหลผ่านแก้มเนียนคล้ายกับหยดน้ำตาที่เธอเพิ่งจะเช็ดมันทิ้งไปเมื่อเช้ามืด
‘จำไว้นะลิน... เพื่อบริษัทของพ่อ เพื่อลมหายใจสุดท้ายของครอบครัวเรา ลูกต้องทำตามที่เขาสั่งทุกอย่าง’
เสียงสั่นเครือของพ่อยังคงก้องอยู่ในหัว ยิ่งตอกย้ำว่าอิสรภาพของเธอนั้นไม่มีอยู่จริงตั้งแต่วินาทีที่ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษสัญญาฉบับนั้น สัญญาที่เปลี่ยนสถานะของเธอจาก ‘ลูกสาวประธานบริษัท’ ให้กลายเป็นเพียง ‘หมากตัวหนึ่ง’ ใน เกมรักของผู้ชายที่ชื่อว่า เตโช
“ยืดหลังตรง! ถ้าแค่นี้ยืนไม่ได้ ก็ไม่ต้องหวังว่าจะเรียนจบวิศวะไปทำอะไรกิน!”
เสียงตะคอกนั้นทำให้นลินสะดุ้งสุดตัว เธอพยายามบังคับขาสองข้างที่ไร้เรี่ยวแรงให้มั่นคงที่สุด ท่ามกลางรุ่นพี่นับสิบในชุดเสื้อช็อปสีกรมท่าที่ดูน่าเกรงขาม มีเพียงคนเดียวที่นั่งนิ่งอยู่บนแท่นไม้สูงราวกับพญาอินทรีที่กำลังจ้องมองเหยื่อจากเบื้องบน
เตโช... เฮดว้ากปีสี่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในคณะ
เขาไม่ได้ตะโกนสั่งเหมือนคนอื่น แต่รังสีบางอย่างที่แผ่ออกมากลับทำให้ลานเกียร์ทั้งลานเงียบกริบเพียงแค่เขาขยับตัว เตโชในวันนี้ดูแตกต่างจาก ‘ปีศาจ’ ที่เธอเจอในคลับเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิง เขาดูสุขุม นิ่งลึก และหล่อเหลาจนสาวๆ หลายคนลอบมองด้วยสายตาเคลิ้มฝัน แต่สำหรับนลิน... เธอรู้ดีว่าภายใต้หน้ากากเทพบุตรนั้นซ่อนซาตานที่เลือดเย็นไว้แค่ไหน
ร่างสูงโปร่งค่อยๆ ก้าวลงจากแท่นไม้ช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาดูหนักแน่นและมั่นคง สายตาคมปลาบคู่นั้นกวาดมองรุ่นน้องอย่างเฉื่อยชา จนกระทั่ง... มันมาหยุดนิ่งที่นลิน
วินาทีนั้น ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากกลับไปสู่ค่ำคืนที่แสนยุ่งเหยิงนั่นอีกครั้ง
[ค่ำคืนแห่งพันธะ]
ในคลับหรูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันบุหรี่และเสียงเพลงบีบคั้นอารมณ์ นลินนั่งตัวลีบอยู่ข้างกายพ่อที่กำลังก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ต่อหน้าชายหนุ่มรุ่นลูกอย่างเตโช เขาไม่ได้ดูเหมือนนักศึกษาทั่วไป แต่ดูเหมือนนักธุรกิจที่เจนจัดในเกมสกปรก
“ผมไม่ได้ต้องการเงินคืนทั้งหมดในตอนนี้หรอกครับคุณธนา...” เตโชเอ่ยพลางหมุนแก้วเหล้ารัมในมือช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นที่แฝงความร้อนแรงของมันลอยมาแตะจมูกนลินเป็นระยะ “แต่ผมต้องการ ‘หลักประกัน’ ที่มีค่าพอจะทำให้ผมมั่นใจว่าท่านจะไม่หนีไปไหน”
สายตาคมกริบของเขาตวัดมามองนลินที่สวมชุดเดรสเรียบง่ายแต่กลับขับเน้นความบริสุทธิ์ของเธอให้โดดเด่นท่ามกลางความฟอนเฟะของสถานที่แห่งนี้
“ลูกสาวท่าน... ให้เธอมาอยู่ในความดูแลของผม จนกว่าหนี้ทั้งหมดจะถูกชำระ”
คำพูดนั้นเรียบเฉยแต่หนักแน่นดุจคำพิพากษา นลินจำได้ว่ามือของเธอเย็นเฉียบเพียงใดในวินาทีนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของนรกที่เคลือบด้วยน้ำตาล...
กลิ่นเหล้ารัมที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ ณ ลานเกียร์กว้าง ไม่ใช่สิ่งที่นลินคิดไปเอง มันคือความจริงที่คอยย้ำเตือนว่าผู้ชายที่กำลังยืนค้ำหัวเธออยู่นี้ คือคนเดียวกับ ‘เจ้าหนี้’ ที่เพิ่งตบหน้าเธอด้วยสัญญาอัปยศเมื่อคืน
เตโชโน้มตัวลงมาจนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงไม่กี่คืบ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความสนุกสนานที่ได้เห็นเหยื่อตัวน้อยสั่นเทา มือหนาที่เอื้อมมาเชยคางมนขึ้นนั้นไม่ได้นุ่มนวลเลยสักนิด แต่มันกลับบีบเน้นจนนลินรู้สึกเจ็บแปลบ
“มองหน้าพี่สิครับ... น้องลิน” เขาเน้นคำว่า ‘น้องลิน’ ด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าที่ฟังดูอ่อนโยนสำหรับคนนอก แต่สำหรับเธอมันคือคำสั่งประหาร “ในฐานะเฮดว้าก พี่มีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพของรุ่นน้องทุกคน... โดยเฉพาะรุ่นน้องที่ ‘พิเศษ’ แบบเรา”
“พี่เต... ปล่อยลินเถอะค่ะ เพื่อนมองหมดแล้ว” นลินกระซิบเสียงเครือ พยายามขืนใบหน้าออกแต่แรงบีบที่ปลายคางกลับเพิ่มขึ้น
“กลัวเพื่อนรู้เหรอ? ว่า เธอเป็น "หลักประกัน" ของพี่ และพี่ต้องใส่ใจเธอเป็นพิเศษ ”
คำพูดร้ายกาจนั้นทำให้นลินหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงเผาะลงบนหลังมือหนา เตโชนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่อุ่นจัด แววตาคมปลาบคู่นั้นไหววูบไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเหมือนเดิม เขาสะบัดมือออกราวกับรังเกียจสัมผัสจากน้ำตาของเธอ
“จำไว้... พี่เกลียดคนขี้แพ้ที่เอะอะก็ร้องไห้” เขาขยับเข้ามากระซิบชิดใบหูจนลมหายใจอุ่นจัดรดผิวแก้ม “เย็นนี้ไปรอพี่ที่รถหลังตึกคณะ อย่าให้พี่ต้องตาม... เพราะถ้าพี่ต้องไปลากตัวเราออกมาจากห้องเรียน ‘บทลงโทษ’ ในคอนโดคืนนี้มันจะไม่จบแค่การนอนมองหน้ากันแน่”
เตโชยืดตัวตรงแล้วหันไปสั่งการรุ่นพี่คนอื่นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ทิ้งให้นลินยืนคว้างอยู่กลางฝูงชนที่เริ่มซุบซิบด้วยสายตาอิจฉาระคนสงสัย เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้ง ความอึดอัดใจทวีคูณจนแทบหายใจไม่ออก
“ลิน... แกโอเคไหม? พี่เตโชเขาดุแกเรื่องอะไรเหรอ?” มีนา เพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆ กระซิบถามด้วยความเป็นห่วง
นลินทำได้เพียงปั้นหน้ายิ้มที่ขมขื่นที่สุด “ไม่มีอะไรหรอกมีนา... พี่เขาแค่ดุเรื่องระเบียบวินัยน่ะ”
โกหก... เธอต้องเริ่มใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยคำโกหกตั้งแต่วันแรก นลินก้มมองมือตัวเองที่สั่นระริก เธอสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของเหรียญเกียร์สีเงินหม่นที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อนักศึกษา มันเย็นเยียบและหนักอึ้งราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
เธอหลับตาลงพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แต่มันกลับเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำหอมที่ยังตกค้างอยู่ในโสตประสาท ย้ำเตือนว่าชีวิตต่อจากนี้ของเธอเปรียบเสมือนหมากใน เกมรักวิศวะร้าย ที่เตโชเป็นคนคุมกระดาน และเขาก็ดูจะไม่มีวันปล่อยให้หมากตัวนี้รอดพ้นไปจากกรงขังของเขาได้เลย
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ถาโถมเข้าใส่ตระกูลของเตโชราวกับพายุบ้า บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่เคยรุ่งเรืองกลับสั่นคลอนจนถึงรากฐานเมื่อถูกอำนาจของตระกูล วรโชติโภคิน สั่งระงับธุรกรรมทุกอย่าง ภายในห้องทำงานของพ่อเตโช บัดนี้เหลือเพียงควันบุหรี่จางๆ และความเงียบงันที่น่าอึดอัด แต่ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยการปรากฏตัวของหญิงสาวที่ดูเพียบพร้อมไปทุกระเบียดนิ้วพิมมาดา หรือ พิม ทายาทเพียงคนเดียวของ เจ้าสัวชูชัย เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามราวกับนางพญา เธอคือไพ่ใบสุดท้ายที่พ่อของเตโชดึงมาเพื่อกอบกู้สถานะที่กำลังจะล่มสลาย โดยมีข้อตกลงลับๆ คือ "การเกี่ยวดองของสองตระกูล"[POV: นลิน – ความนิ่งเฉยที่ซ่อนความบ้าคลั่ง]บ่ายวันนั้นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ แสงแดดรำไรส่องกระทบโถงทางเดินกว้าง นลินในชุดนักศึกษาที่เนี้ยบกริบเดินเคียงข้างมากับมีนา ทั้งคู่กำลังคุยเรื่องโปรเจกต์ที่ต้องส่งในสัปดาห์หน้า แต่แล้วฝีเท้าของนลินก็ต้องชะงักลงเมื่อสายตาปะทะเข้ากับภาพที่อยู่เบื้องหน้าที่ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นจามจุรีใหญ่ เตโช กำลังยืนอยู่กับผู้หญิงสาวสวยแปลกหน้าคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นดู "แพง" ตั้งแต่หัวจดเท้า ชุดเดรสแบรนด
บรรยากาศภายในโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ช่วงพักเที่ยงเต็มไปด้วยเสียงจอแจ แต่ทว่าโต๊ะหินอ่อนที่นลินและมีนานั่งอยู่กลับดูเป็นจุดสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพียงเพราะความสวยระดับดาวคณะของทั้งคู่ แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของ "เอก" รุ่นพี่ปี 4 ภาคเครื่องกลที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้และโปรไฟล์ที่เพอร์เฟกต์จนน่าสงสัยเอกเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มทรงเสน่ห์ ในมือถือถุงขนมราคาแพงและเอกสารสรุปบทเรียนที่ดูเป็นระเบียบ เขาจงใจวางมันลงตรงหน้าหญิงสาวทั้งสองคนด้วยท่าทางที่ดูเป็นสุภาพบุรุษที่สุด"พี่เห็นว่าช่วงนี้ทั้งนลินและมีนาเรียนหนัก เลยเอาของอร่อยมาบำรุงครับ" เอกเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาจดจ้องที่ใบหน้าสวยของนลินอย่างสื่อความหมาย "โดยเฉพาะนลิน... ถ้าติดขัดเรื่องโครงสร้างเครื่องกลส่วนไหน ปรึกษาพี่ได้ตลอดนะ พี่เต็มใจช่วยเสมอ""ขอบคุณค่ะพี่เอก แต่ลินมีคนช่วยดูให้แล้วค่ะ" นลินตอบสั้นๆ ตัดบทอย่างเย็นชาตามสไตล์คุณหนูวรโชติโภคินที่เริ่มวางตัวสูงส่งเอกไม่ได้ดูสลด เขายังคงยิ้มรับก่อนจะหันไปทางมีนาที่นั่งอยู่ข้างๆ "ส่วนน้องมีนา... เรื่องโปรเจกต์โยธาที่ติดขัดอยู่ พี่มีตัวอย่างงานวิจัยที่หาอ่านยากมากอยู่ที่ห้อง... เอ้ย อยู่ที่โน
เย็นวันศุกร์ที่ห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมือง บรรยากาศอบอวลไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ ผู้คนพลุกพล่านตามประสาเลิกงาน แต่สำหรับ ภีม วันนี้คือวันที่สำคัญกว่าการปิดโปรเจกต์ใดๆ เขาเดินวนเวียนอยู่หน้าร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นอย่างลามกใจ กางเกงสแล็คสีดำเนี้ยบกริบ แววตาคมคายคอยชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือราคาแพงทุกๆ สองนาทีภีมพรูลมหายใจออกมาเบาๆ เขาไม่เคยรู้สึกประหม่าขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตอนพรีเซนต์งานหน้าคณบดีเขายังนิ่งได้มากกว่านี้ มือหนาแอบลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ เพราะความรู้สึก "มวนท้อง" ที่แปลกประหลาด"แค่เดทกับมีนา... ทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนี้วะภีม" เขาตำหนิตัวเองในใจ แต่ภาพใบหน้าหวานของรุ่นน้องที่เริ่มวางตัวห่างเหินจากเขาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับทำให้เขาอยากจะทำทุกอย่างให้เธอกลับมาส่งยิ้มกว้างๆ ให้เขาเหมือนเดิม"พี่ภีมคะ... รอนานไหม?" เสียงใสๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังภีมหันกลับไปมองและแทบจะหยุดหายใจ มีนาในชุดมินิเดรสสีพาสเทลน่ารัก ผมม้าที่เคยปรกหน้าถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะเผยใบหน้าจิ้มลิ้มที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางๆ ดูสะอาดตาและมีเสน่ห์จนเขาไม่อาจละสายตาได้"ไม่
บรรยากาศยามเย็นหลังเลิกเรียนที่ห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์เงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ มีนานั่งจดสรุปวิชาการคำนวณโครงสร้างอยู่ที่โต๊ะมุมอับสายตา เธอพยายามจดจ่อกับเนื้อหาตรงหน้าเพื่อไม่ให้ความคิดฟุ้งซ่านลอยไปหา "ใครบางคน" ที่เธอเพิ่งประกาศตัดใจไปเมื่อวาน[POV: มีนา – ท้องฟ้าที่เริ่มสดใสด้วยตัวเอง]มีนาวางปากกาลงแล้วบิดขี้เกียจเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เคยแบกไว้ตลอดสี่ปีเริ่มเบาบางลงอย่างน่าประหลาด เมื่อเธอไม่ต้องคอยชะเง้อคอมองว่าพี่ภีมจะเดินผ่านไปทางไหน หรือไม่ต้องคอยปั้นหน้ายิ้มเพื่อให้เขาหันมามอง"มันก็ไม่ได้แย่นี่นา... การอยู่แบบไม่มีพี่น่ะ" เธอคิดพลางอมยิ้มบางๆแต่แล้วกลิ่นน้ำหอมแนว Woody ที่แสนคุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ถูกเลื่อนออกช้าๆ มีนาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนมาใหม่ภีม ในชุดนักศึกษาที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลามกใจ จ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก บนโต๊ะของเขามีแก้วชานมไข่มุกเจ้าดังที่เธอเคยบ่นว่าอยากกินแต่ไม่เคยได้กินเพราะเขาไม่เคยพาไปภีมพยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุด ทั้งที่ข้างในใจสั่นรัวอย่างกั
บรรยากาศที่ลานเกียร์ในบ่ายวันอังคารดูจะระอุไปด้วยไอร้อนของแดดเมืองไทย ทว่าความร้อนนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่รอบโต๊ะหินอ่อนประจำกลุ่มวิศวะโยธา นลินในลุคคุณหนูที่ดูสะอาดสะอ้านนั่งทบทวนบทเรียนอยู่ข้างๆ มีนา โดยมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ พอประมาณเพื่อไม่ให้รบกวนความเป็นส่วนตัว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ใครบางคนไม่สามารถบุกจู่โจมเข้ามาได้ง่ายๆมีนาก้มหน้าจดเลคเชอร์ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ เธอไม่ได้เหลือบมองนาฬิกาเพื่อรอเวลาที่ ภีม จะเดินผ่านเหมือนที่เคยทำมาตลอดมา ความเจ็บปวดจากการถูกปัดมือทิ้งในวันนั้น และความละอายใจที่เกือบจะทำลายเพื่อนรักเพราะความหลงผิด มันกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูกดำ'ถ้าการรักพี่มันทำให้ฉันกลายเป็นคนเลว... ฉันก็ควรเลิกรัก' มีนาคิดพลางเม้มปากแน่น เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนที่จ้องมองมาจากทางเดินตึก แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เงยหน้าขึ้นไปมอง เพราะรู้ดีว่าถ้าสบตาเพียงนิด กำแพงความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นอาจพังทลายลง[POV: ภีม – ช่องว่างที่ตะโกนก้อง]ภีมยืนกำสายกระเป๋าเป้อยู่ตรงหัวมุมตึก สายตาของเขาจดจ้องไปที่ร่างเล็กของมีนาที่
แสงแดดจัดจ้าในยามเช้าสาดส่องลงบนพื้นถนนยางมะตอยหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศที่เคยดูธรรมดาในทุกวันจันทร์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อขบวนรถยุโรปคันหรูสีดำขลับประทับตราโลโก้สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล วรโชติโภคิน เลี้ยวเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าอาคารเรียน นิสิตหลายร้อยคนที่กำลังเดินเข้าตึกต่างหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังชายฉกรรจ์ในชุดสูทสากลสีดำสี่คนที่ก้าวลงมาประจำตำแหน่งรอบตัวรถอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบทันทีที่ประตูรถถูกเปิดออก ร่างระหงของ นลิน ก้าวลงมาพร้อมกับ ภีม พี่ชายที่แต่งกายด้วยชุดนักศึกษาเนี้ยบกริบทว่าแผ่ซ่านไปด้วยรังสีความดุดันและปกป้อง นลินในวันนี้ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวบัดนี้ดูผุดผ่องไร้ที่ติภายใต้การดูแลอย่างดี เธอสวมชุดนักศึกษาที่ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าชั้นดี เครื่องประดับเพชรเม็ดเล็กบนใบหูส่งประกายวับวาวล้อแสงแดด และที่สำคัญที่สุดคือ "แววตา" ของเธอที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือเศร้าสร้อยหลงเหลืออยู่เลย[POV: เตโช]ห่างออกไปหลังเสาต้นใหญ่หน้าคณะ เตโช ยืนกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ สภาพของอดีตเฮดว้ากปี 4 ผู้ยิ่งใหญ่ในตอนนี้ดูทรุดโทรมลงอย่างเ







