LOGINแสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านราคาแพงเข้ามาทาบทับเปลือกตาที่บวมช้ำของนลิน เธอขยับกายอย่างยากลำบาก ความรู้สึกปวดร้าวแล่นปราดไปทั่วร่างราวกับถูกรถบรรทุกทับ แผ่นหลังบางสัมผัสกับที่นอนนุ่มที่ยังคงอุ่นจัดด้วยอุณหภูมิร่างกายของคนที่เพิ่งลุกออกไปไม่นาน
นลินค่อยๆ ยันตัวขึ้นพิงหัวเตียง พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างสูงของเตโชที่ยืนอยู่หน้ากระจกบานยักษ์ เขาอยู่ในชุดนักศึกษาครึ่งท่อน กางเกงยีนส์สีเข้มขับเน้นช่วงขายาวดูดีจนน่าใจหาย เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ยังไม่ได้ติดกระดุมเผยให้เห็นแผงอกกว้างที่มีรอยข่วนจางๆ จากฝีมือของเธอเมื่อคืน
เขาหันมาสบตาเธอผ่านกระจก แววตาคมปลาบคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยอ่อน มีเพียงความเย็นชาที่พาดผ่าน
“ตื่นแล้วก็รีบไปอาบน้ำ อย่าให้พี่ต้องรอนาน... วันนี้มีเข้าเชียร์เช้า ถ้าเธอไปสาย ฉันจะสั่งซ่อมเธอต่อหน้าคนทั้งคณะ”
คำพูดที่ไร้เยื่อใยนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดที่สาดรดหัวใจ นลินเม้มปากแน่น เธอพยายามพยุงตัวลุกขึ้น ขาสองข้างสั่นพะเยิบจนเกือบจะทรุดลงกับพื้น เตโชมองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย เขาไม่ได้ยื่นมือมาช่วย แต่กลับเดินเข้ามาใกล้แล้วเชยคางเธอขึ้น
“จำไว้นะนลิน... เมื่อคืนมันแค่การ ‘มัดจำ’ อย่าทำหน้าเหมือนจะตายแบบนั้น เพราะหน้าที่ของเธอคือทำให้ฉันพอใจ ไม่ใช่มานั่งบีบน้ำตาเรียกความสงสาร”
เขาผละออกไปทิ้งให้เธอเผชิญกับความเงียบ นลินพาตัวเองเข้าไปในห้องน้ำหรูหรา เธอชะงักกึกเมื่อเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก... รอยสีกุหลาบเข้มหลายจุดกระจายอยู่ตามลำคอระหงและไหปลาร้า มันชัดเจนจนความหวาดกลัวเริ่มจู่โจมหัวใจ เธอจะปิดมันได้ยังไงในเมื่อเสื้อนักศึกษามันบางขนาดนี้!
1 ชั่วโมงต่อมา ณ ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์
เสียงเซ็งแซ่ของนักศึกษาปีหนึ่งดังไปทั่วใต้ตึก นลินพยายามดึงคอเสื้อนักศึกษาขึ้นมาให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางเอาผมยาวสลวยมาปิดบังลำคอไว้ ความประหม่าทำให้เธอเดินก้มหน้าไม่กล้าสบตาใคร
“ลิน! ทางนี้!” เสียงของ มีนา ดังขึ้นพร้อมกับมือที่เอื้อมมาสะกิดไหล่
นลินสะดุ้งสุดตัวจนเพื่อนสนิทขมวดคิ้ว “เป็นอะไรไปลิน? ทำไมหน้าซีดแบบนั้น แล้วนี่ทำไมต้องใส่เสื้อคลุมทับล่ะ แดดเมืองไทยร้อนจะตาย”
“เอ่อ... ลินรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้น่ะมีนา เลยหนาวนิดหน่อย” นลินโกหกคำโต หัวใจเต้นรัวด้วยความกังวล
“จริงเหรอ? ไหนดูซิ...” มีนาทำท่าจะเอื้อมมือมาแตะหน้าผาก แต่นลินกลับเบี่ยงตัวหนีอย่างรวดเร็ว จังหวะนั้นเองที่คอเสื้อเลื่อนหลุดออกมาเพียงนิด
“นั่นรอยอะไรน่ะลิน? แดงๆ ตรงคอน่ะ...”
คำถามของมีนาทำให้นลินตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เธอพยายามจะเอ่ยปากแก้ตัว แต่ทว่าเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินตรงเข้ามากลับทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงทันที
เตโช ยืนอยู่ตรงนั้น... ในชุดเสื้อช็อปสีกรมท่าที่ดูน่าเกรงขาม สายตาของเขาจ้องตรงมาที่นลินด้วยความหมายบางอย่างที่ทำให้เธอแทบจะหยุดหายใจ กลิ่นเหล้ารัมจางๆ ที่ติดตัวเขามามันช่างย้ำเตือนถึงเรื่องราวเมื่อคืนได้ดีเยี่ยม
“รุ่นน้องคนไหนที่แต่งกายไม่เรียบร้อย หรือใส่เสื้อคลุมทับเครื่องแบบโดยไม่มีเหตุผลอันควร... เดินออกมาพบผมหน้าแถวเดี๋ยวนี้!”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเขาประกาศก้อง นลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า... เขารู้ว่าเธอพยายามปกปิดรอยนั่น และเขากำลังจะประจานเธอต่อหน้าทุกคนอย่างนั้นเหรอ?
เสียงซุบซิบของเพื่อนร่วมรุ่นดังเซ็งแซ่เมื่อนลินค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาหน้าแถวอย่างสั่นเทา เธอรู้สึกเหมือนถูกแก้ผ้าประจานกลางลานเกียร์ สายตานับร้อยคู่จ้องมองมาที่เสื้อกันหนาวไหมพรมสีครีมที่เธอกดทับลำคอไว้แน่น
เตโชยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าคมคายเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แต่ในดวงตาคมปลาบคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยความสนุกที่ได้ต้อนเหยื่อให้จนมุม กลิ่นเหล้ารัมจางๆ ที่ลอยมาจากตัวเขาทำให้สติของนลินเริ่มพร่าเลือน ความทรงจำเรื่องสัมผัสอันเร่าร้อนเมื่อคืนย้อนกลับมาทำร้ายเธอในวินาทีที่วิกฤตที่สุด
“ระเบียบของคณะวิศวะคืออะไร... ตอบผมมาสิครับรุ่นน้อง” เสียงทุ้มต่ำของเตโชดังกดดัน
“ต้อง... ต้องแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบของมหาวิทยาลัยค่ะ” นลินตอบเสียงแผ่ว พยายามก้มหน้าจนคางชิดอก
“แล้วที่เธอใส่อยู่นี่... เรียกว่าถูกต้องงั้นเหรอ?” เตโชก้าวเท้าเข้ามาหาช้าๆ จนเงาของเขาทาบทับร่างเล็กจนมิด “ถอดเสื้อคลุมออกเดี๋ยวนี้”
“พี่เต... ลินไม่สบายจริงๆ ค่ะ ขอลินใส่ไว้นะคะ” เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยสายตาอ้อนวอน หยาดน้ำตาใสเริ่มคลอที่หน่วยตา แต่เขากลับแค่นยิ้มเย็นชาที่มุมปาก
“ไม่สบายก็ไปห้องพยาบาล แต่ถ้าจะยืนอยู่ในลานเกียร์นี้... ต้องทำตามกฎ” มือหนาเอื้อมาคว้าซิปเสื้อคลุมของเธอไว้ “หรือจะให้พี่ ‘ถอด’ ให้ตรงนี้เลยดีไหม?”
นลินสะดุ้งสุดตัว มือบางคว้ามือเขาไว้โดยสัญชาตญาณ สัมผัสจากฝ่ามือที่อุ่นจัดและหยาบกร้านของเตโชทำให้เธอชาวาบไปทั้งตัว ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างลุ้นว่าเฮดว้ากสุดโหดจะทำอย่างไรต่อ
“ลิน... ถอดเองค่ะ”
เธอค่อยๆ รูดซิปลงช้าๆ ราวกับกำลังลอกผิวหนังตัวเองออก เมื่อเสื้อคลุมแยกออกจากกัน ความลับที่พยายามปกปิดก็เริ่มปรากฏสู่สายตาคนรอบข้าง แม้นลินจะพยายามดึงปกเสื้อนักศึกษาขึ้นปกปิด แต่มันกลับยิ่งทำให้รอย ‘สีกุหลาบเข้ม’ ที่ซอกคอเด่นชัดขึ้นท่ามกลางผิวขาวจัดของเธอ
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที มีนาที่ยืนอยู่แถวหน้าถึงกับอ้าปากค้าง แววตาของเพื่อนๆ เปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความช็อกและดูถูกในชั่วพริบตา
“นั่นรอย... รอยจูบนี่นา” เสียงกระซิบจากเพื่อนในแถวดังแว่วเข้าหู ทำให้นลินอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
เตโชโน้มตัวลงมาจนริมฝีปากเกือบจะชิดใบหูที่แดงซ่านของเธอ เขาจ้องมองผลงานของตัวเองด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะแสร้งทำเป็นตรวจตราความเรียบร้อยของปกเสื้อเธออย่างเชื่องช้า นิ้วเรียวยาวลากผ่านรอยรักนั้นอย่างจงใจจนนลินเผลอกลั้นหายใจ
“รอยแดงนี่... ไปโดนอะไรมาเหรอครับ? หรือว่า ‘มด’ ที่ห้องมันดุ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงกึ่งขันกึ่งสมเพช แต่นัยน์ตาเขากลับวาวโรจน์ “คราวหลังก็ระวังหน่อยนะนลิน... เพราะถ้ามดมันดุขนาดนี้ วันหลังพี่อาจจะแนะนำให้เปลี่ยนที่นอน”
เขาผละออกไปทิ้งให้นลินยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าแถว ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันและคำนินทาที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เธอรู้ดีว่าความร้ายกาจของเตโชไม่มีที่สิ้นสุด เขาไม่ได้ต้องการแค่ตัวเธอ... แต่เขาต้องการทำลายศักดิ์ศรีของเธอให้ย่อยยับคามือ เพื่อชดใช้ให้กับความแค้นในอดีตที่เธอไม่ได้เป็นคนก่อ
เกมรักครั้งนี้... นลินเพิ่งเข้าใจว่ากรงขังที่แท้จริงไม่ใช่ห้องหรูในคอนโด แต่มันคือสายตาของคนทั้งโลกที่เขากำลังใช้มันจองจำเธอให้ตายทั้งเป็น
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ถาโถมเข้าใส่ตระกูลของเตโชราวกับพายุบ้า บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่เคยรุ่งเรืองกลับสั่นคลอนจนถึงรากฐานเมื่อถูกอำนาจของตระกูล วรโชติโภคิน สั่งระงับธุรกรรมทุกอย่าง ภายในห้องทำงานของพ่อเตโช บัดนี้เหลือเพียงควันบุหรี่จางๆ และความเงียบงันที่น่าอึดอัด แต่ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยการปรากฏตัวของหญิงสาวที่ดูเพียบพร้อมไปทุกระเบียดนิ้วพิมมาดา หรือ พิม ทายาทเพียงคนเดียวของ เจ้าสัวชูชัย เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามราวกับนางพญา เธอคือไพ่ใบสุดท้ายที่พ่อของเตโชดึงมาเพื่อกอบกู้สถานะที่กำลังจะล่มสลาย โดยมีข้อตกลงลับๆ คือ "การเกี่ยวดองของสองตระกูล"[POV: นลิน – ความนิ่งเฉยที่ซ่อนความบ้าคลั่ง]บ่ายวันนั้นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ แสงแดดรำไรส่องกระทบโถงทางเดินกว้าง นลินในชุดนักศึกษาที่เนี้ยบกริบเดินเคียงข้างมากับมีนา ทั้งคู่กำลังคุยเรื่องโปรเจกต์ที่ต้องส่งในสัปดาห์หน้า แต่แล้วฝีเท้าของนลินก็ต้องชะงักลงเมื่อสายตาปะทะเข้ากับภาพที่อยู่เบื้องหน้าที่ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นจามจุรีใหญ่ เตโช กำลังยืนอยู่กับผู้หญิงสาวสวยแปลกหน้าคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นดู "แพง" ตั้งแต่หัวจดเท้า ชุดเดรสแบรนด
บรรยากาศภายในโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ช่วงพักเที่ยงเต็มไปด้วยเสียงจอแจ แต่ทว่าโต๊ะหินอ่อนที่นลินและมีนานั่งอยู่กลับดูเป็นจุดสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพียงเพราะความสวยระดับดาวคณะของทั้งคู่ แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของ "เอก" รุ่นพี่ปี 4 ภาคเครื่องกลที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้และโปรไฟล์ที่เพอร์เฟกต์จนน่าสงสัยเอกเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มทรงเสน่ห์ ในมือถือถุงขนมราคาแพงและเอกสารสรุปบทเรียนที่ดูเป็นระเบียบ เขาจงใจวางมันลงตรงหน้าหญิงสาวทั้งสองคนด้วยท่าทางที่ดูเป็นสุภาพบุรุษที่สุด"พี่เห็นว่าช่วงนี้ทั้งนลินและมีนาเรียนหนัก เลยเอาของอร่อยมาบำรุงครับ" เอกเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาจดจ้องที่ใบหน้าสวยของนลินอย่างสื่อความหมาย "โดยเฉพาะนลิน... ถ้าติดขัดเรื่องโครงสร้างเครื่องกลส่วนไหน ปรึกษาพี่ได้ตลอดนะ พี่เต็มใจช่วยเสมอ""ขอบคุณค่ะพี่เอก แต่ลินมีคนช่วยดูให้แล้วค่ะ" นลินตอบสั้นๆ ตัดบทอย่างเย็นชาตามสไตล์คุณหนูวรโชติโภคินที่เริ่มวางตัวสูงส่งเอกไม่ได้ดูสลด เขายังคงยิ้มรับก่อนจะหันไปทางมีนาที่นั่งอยู่ข้างๆ "ส่วนน้องมีนา... เรื่องโปรเจกต์โยธาที่ติดขัดอยู่ พี่มีตัวอย่างงานวิจัยที่หาอ่านยากมากอยู่ที่ห้อง... เอ้ย อยู่ที่โน
เย็นวันศุกร์ที่ห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมือง บรรยากาศอบอวลไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ ผู้คนพลุกพล่านตามประสาเลิกงาน แต่สำหรับ ภีม วันนี้คือวันที่สำคัญกว่าการปิดโปรเจกต์ใดๆ เขาเดินวนเวียนอยู่หน้าร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นอย่างลามกใจ กางเกงสแล็คสีดำเนี้ยบกริบ แววตาคมคายคอยชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือราคาแพงทุกๆ สองนาทีภีมพรูลมหายใจออกมาเบาๆ เขาไม่เคยรู้สึกประหม่าขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตอนพรีเซนต์งานหน้าคณบดีเขายังนิ่งได้มากกว่านี้ มือหนาแอบลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ เพราะความรู้สึก "มวนท้อง" ที่แปลกประหลาด"แค่เดทกับมีนา... ทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนี้วะภีม" เขาตำหนิตัวเองในใจ แต่ภาพใบหน้าหวานของรุ่นน้องที่เริ่มวางตัวห่างเหินจากเขาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับทำให้เขาอยากจะทำทุกอย่างให้เธอกลับมาส่งยิ้มกว้างๆ ให้เขาเหมือนเดิม"พี่ภีมคะ... รอนานไหม?" เสียงใสๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังภีมหันกลับไปมองและแทบจะหยุดหายใจ มีนาในชุดมินิเดรสสีพาสเทลน่ารัก ผมม้าที่เคยปรกหน้าถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะเผยใบหน้าจิ้มลิ้มที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางๆ ดูสะอาดตาและมีเสน่ห์จนเขาไม่อาจละสายตาได้"ไม่
บรรยากาศยามเย็นหลังเลิกเรียนที่ห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์เงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ มีนานั่งจดสรุปวิชาการคำนวณโครงสร้างอยู่ที่โต๊ะมุมอับสายตา เธอพยายามจดจ่อกับเนื้อหาตรงหน้าเพื่อไม่ให้ความคิดฟุ้งซ่านลอยไปหา "ใครบางคน" ที่เธอเพิ่งประกาศตัดใจไปเมื่อวาน[POV: มีนา – ท้องฟ้าที่เริ่มสดใสด้วยตัวเอง]มีนาวางปากกาลงแล้วบิดขี้เกียจเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เคยแบกไว้ตลอดสี่ปีเริ่มเบาบางลงอย่างน่าประหลาด เมื่อเธอไม่ต้องคอยชะเง้อคอมองว่าพี่ภีมจะเดินผ่านไปทางไหน หรือไม่ต้องคอยปั้นหน้ายิ้มเพื่อให้เขาหันมามอง"มันก็ไม่ได้แย่นี่นา... การอยู่แบบไม่มีพี่น่ะ" เธอคิดพลางอมยิ้มบางๆแต่แล้วกลิ่นน้ำหอมแนว Woody ที่แสนคุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ถูกเลื่อนออกช้าๆ มีนาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนมาใหม่ภีม ในชุดนักศึกษาที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลามกใจ จ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก บนโต๊ะของเขามีแก้วชานมไข่มุกเจ้าดังที่เธอเคยบ่นว่าอยากกินแต่ไม่เคยได้กินเพราะเขาไม่เคยพาไปภีมพยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุด ทั้งที่ข้างในใจสั่นรัวอย่างกั
บรรยากาศที่ลานเกียร์ในบ่ายวันอังคารดูจะระอุไปด้วยไอร้อนของแดดเมืองไทย ทว่าความร้อนนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่รอบโต๊ะหินอ่อนประจำกลุ่มวิศวะโยธา นลินในลุคคุณหนูที่ดูสะอาดสะอ้านนั่งทบทวนบทเรียนอยู่ข้างๆ มีนา โดยมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ พอประมาณเพื่อไม่ให้รบกวนความเป็นส่วนตัว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ใครบางคนไม่สามารถบุกจู่โจมเข้ามาได้ง่ายๆมีนาก้มหน้าจดเลคเชอร์ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ เธอไม่ได้เหลือบมองนาฬิกาเพื่อรอเวลาที่ ภีม จะเดินผ่านเหมือนที่เคยทำมาตลอดมา ความเจ็บปวดจากการถูกปัดมือทิ้งในวันนั้น และความละอายใจที่เกือบจะทำลายเพื่อนรักเพราะความหลงผิด มันกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูกดำ'ถ้าการรักพี่มันทำให้ฉันกลายเป็นคนเลว... ฉันก็ควรเลิกรัก' มีนาคิดพลางเม้มปากแน่น เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนที่จ้องมองมาจากทางเดินตึก แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เงยหน้าขึ้นไปมอง เพราะรู้ดีว่าถ้าสบตาเพียงนิด กำแพงความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นอาจพังทลายลง[POV: ภีม – ช่องว่างที่ตะโกนก้อง]ภีมยืนกำสายกระเป๋าเป้อยู่ตรงหัวมุมตึก สายตาของเขาจดจ้องไปที่ร่างเล็กของมีนาที่
แสงแดดจัดจ้าในยามเช้าสาดส่องลงบนพื้นถนนยางมะตอยหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศที่เคยดูธรรมดาในทุกวันจันทร์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อขบวนรถยุโรปคันหรูสีดำขลับประทับตราโลโก้สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล วรโชติโภคิน เลี้ยวเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าอาคารเรียน นิสิตหลายร้อยคนที่กำลังเดินเข้าตึกต่างหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังชายฉกรรจ์ในชุดสูทสากลสีดำสี่คนที่ก้าวลงมาประจำตำแหน่งรอบตัวรถอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบทันทีที่ประตูรถถูกเปิดออก ร่างระหงของ นลิน ก้าวลงมาพร้อมกับ ภีม พี่ชายที่แต่งกายด้วยชุดนักศึกษาเนี้ยบกริบทว่าแผ่ซ่านไปด้วยรังสีความดุดันและปกป้อง นลินในวันนี้ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวบัดนี้ดูผุดผ่องไร้ที่ติภายใต้การดูแลอย่างดี เธอสวมชุดนักศึกษาที่ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าชั้นดี เครื่องประดับเพชรเม็ดเล็กบนใบหูส่งประกายวับวาวล้อแสงแดด และที่สำคัญที่สุดคือ "แววตา" ของเธอที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือเศร้าสร้อยหลงเหลืออยู่เลย[POV: เตโช]ห่างออกไปหลังเสาต้นใหญ่หน้าคณะ เตโช ยืนกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ สภาพของอดีตเฮดว้ากปี 4 ผู้ยิ่งใหญ่ในตอนนี้ดูทรุดโทรมลงอย่างเ







