Masukแสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านราคาแพงเข้ามาทาบทับเปลือกตาที่บวมช้ำของนลิน เธอขยับกายอย่างยากลำบาก ความรู้สึกปวดร้าวแล่นปราดไปทั่วร่างราวกับถูกรถบรรทุกทับ แผ่นหลังบางสัมผัสกับที่นอนนุ่มที่ยังคงอุ่นจัดด้วยอุณหภูมิร่างกายของคนที่เพิ่งลุกออกไปไม่นาน
นลินค่อยๆ ยันตัวขึ้นพิงหัวเตียง พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างสูงของเตโชที่ยืนอยู่หน้ากระจกบานยักษ์ เขาอยู่ในชุดนักศึกษาครึ่งท่อน กางเกงยีนส์สีเข้มขับเน้นช่วงขายาวดูดีจนน่าใจหาย เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ยังไม่ได้ติดกระดุมเผยให้เห็นแผงอกกว้างที่มีรอยข่วนจางๆ จากฝีมือของเธอเมื่อคืน
เขาหันมาสบตาเธอผ่านกระจก แววตาคมปลาบคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยอ่อน มีเพียงความเย็นชาที่พาดผ่าน
“ตื่นแล้วก็รีบไปอาบน้ำ อย่าให้พี่ต้องรอนาน... วันนี้มีเข้าเชียร์เช้า ถ้าเธอไปสาย ฉันจะสั่งซ่อมเธอต่อหน้าคนทั้งคณะ”
คำพูดที่ไร้เยื่อใยนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดที่สาดรดหัวใจ นลินเม้มปากแน่น เธอพยายามพยุงตัวลุกขึ้น ขาสองข้างสั่นพะเยิบจนเกือบจะทรุดลงกับพื้น เตโชมองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย เขาไม่ได้ยื่นมือมาช่วย แต่กลับเดินเข้ามาใกล้แล้วเชยคางเธอขึ้น
“จำไว้นะนลิน... เมื่อคืนมันแค่การ ‘มัดจำ’ อย่าทำหน้าเหมือนจะตายแบบนั้น เพราะหน้าที่ของเธอคือทำให้ฉันพอใจ ไม่ใช่มานั่งบีบน้ำตาเรียกความสงสาร”
เขาผละออกไปทิ้งให้เธอเผชิญกับความเงียบ นลินพาตัวเองเข้าไปในห้องน้ำหรูหรา เธอชะงักกึกเมื่อเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก... รอยสีกุหลาบเข้มหลายจุดกระจายอยู่ตามลำคอระหงและไหปลาร้า มันชัดเจนจนความหวาดกลัวเริ่มจู่โจมหัวใจ เธอจะปิดมันได้ยังไงในเมื่อเสื้อนักศึกษามันบางขนาดนี้!
1 ชั่วโมงต่อมา ณ ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์
เสียงเซ็งแซ่ของนักศึกษาปีหนึ่งดังไปทั่วใต้ตึก นลินพยายามดึงคอเสื้อนักศึกษาขึ้นมาให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางเอาผมยาวสลวยมาปิดบังลำคอไว้ ความประหม่าทำให้เธอเดินก้มหน้าไม่กล้าสบตาใคร
“ลิน! ทางนี้!” เสียงของ มีนา ดังขึ้นพร้อมกับมือที่เอื้อมมาสะกิดไหล่
นลินสะดุ้งสุดตัวจนเพื่อนสนิทขมวดคิ้ว “เป็นอะไรไปลิน? ทำไมหน้าซีดแบบนั้น แล้วนี่ทำไมต้องใส่เสื้อคลุมทับล่ะ แดดเมืองไทยร้อนจะตาย”
“เอ่อ... ลินรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้น่ะมีนา เลยหนาวนิดหน่อย” นลินโกหกคำโต หัวใจเต้นรัวด้วยความกังวล
“จริงเหรอ? ไหนดูซิ...” มีนาทำท่าจะเอื้อมมือมาแตะหน้าผาก แต่นลินกลับเบี่ยงตัวหนีอย่างรวดเร็ว จังหวะนั้นเองที่คอเสื้อเลื่อนหลุดออกมาเพียงนิด
“นั่นรอยอะไรน่ะลิน? แดงๆ ตรงคอน่ะ...”
คำถามของมีนาทำให้นลินตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เธอพยายามจะเอ่ยปากแก้ตัว แต่ทว่าเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินตรงเข้ามากลับทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงทันที
เตโช ยืนอยู่ตรงนั้น... ในชุดเสื้อช็อปสีกรมท่าที่ดูน่าเกรงขาม สายตาของเขาจ้องตรงมาที่นลินด้วยความหมายบางอย่างที่ทำให้เธอแทบจะหยุดหายใจ กลิ่นเหล้ารัมจางๆ ที่ติดตัวเขามามันช่างย้ำเตือนถึงเรื่องราวเมื่อคืนได้ดีเยี่ยม
“รุ่นน้องคนไหนที่แต่งกายไม่เรียบร้อย หรือใส่เสื้อคลุมทับเครื่องแบบโดยไม่มีเหตุผลอันควร... เดินออกมาพบผมหน้าแถวเดี๋ยวนี้!”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเขาประกาศก้อง นลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า... เขารู้ว่าเธอพยายามปกปิดรอยนั่น และเขากำลังจะประจานเธอต่อหน้าทุกคนอย่างนั้นเหรอ?
เสียงซุบซิบของเพื่อนร่วมรุ่นดังเซ็งแซ่เมื่อนลินค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาหน้าแถวอย่างสั่นเทา เธอรู้สึกเหมือนถูกแก้ผ้าประจานกลางลานเกียร์ สายตานับร้อยคู่จ้องมองมาที่เสื้อกันหนาวไหมพรมสีครีมที่เธอกดทับลำคอไว้แน่น
เตโชยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าคมคายเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แต่ในดวงตาคมปลาบคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยความสนุกที่ได้ต้อนเหยื่อให้จนมุม กลิ่นเหล้ารัมจางๆ ที่ลอยมาจากตัวเขาทำให้สติของนลินเริ่มพร่าเลือน ความทรงจำเรื่องสัมผัสอันเร่าร้อนเมื่อคืนย้อนกลับมาทำร้ายเธอในวินาทีที่วิกฤตที่สุด
“ระเบียบของคณะวิศวะคืออะไร... ตอบผมมาสิครับรุ่นน้อง” เสียงทุ้มต่ำของเตโชดังกดดัน
“ต้อง... ต้องแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบของมหาวิทยาลัยค่ะ” นลินตอบเสียงแผ่ว พยายามก้มหน้าจนคางชิดอก
“แล้วที่เธอใส่อยู่นี่... เรียกว่าถูกต้องงั้นเหรอ?” เตโชก้าวเท้าเข้ามาหาช้าๆ จนเงาของเขาทาบทับร่างเล็กจนมิด “ถอดเสื้อคลุมออกเดี๋ยวนี้”
“พี่เต... ลินไม่สบายจริงๆ ค่ะ ขอลินใส่ไว้นะคะ” เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยสายตาอ้อนวอน หยาดน้ำตาใสเริ่มคลอที่หน่วยตา แต่เขากลับแค่นยิ้มเย็นชาที่มุมปาก
“ไม่สบายก็ไปห้องพยาบาล แต่ถ้าจะยืนอยู่ในลานเกียร์นี้... ต้องทำตามกฎ” มือหนาเอื้อมาคว้าซิปเสื้อคลุมของเธอไว้ “หรือจะให้พี่ ‘ถอด’ ให้ตรงนี้เลยดีไหม?”
นลินสะดุ้งสุดตัว มือบางคว้ามือเขาไว้โดยสัญชาตญาณ สัมผัสจากฝ่ามือที่อุ่นจัดและหยาบกร้านของเตโชทำให้เธอชาวาบไปทั้งตัว ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างลุ้นว่าเฮดว้ากสุดโหดจะทำอย่างไรต่อ
“ลิน... ถอดเองค่ะ”
เธอค่อยๆ รูดซิปลงช้าๆ ราวกับกำลังลอกผิวหนังตัวเองออก เมื่อเสื้อคลุมแยกออกจากกัน ความลับที่พยายามปกปิดก็เริ่มปรากฏสู่สายตาคนรอบข้าง แม้นลินจะพยายามดึงปกเสื้อนักศึกษาขึ้นปกปิด แต่มันกลับยิ่งทำให้รอย ‘สีกุหลาบเข้ม’ ที่ซอกคอเด่นชัดขึ้นท่ามกลางผิวขาวจัดของเธอ
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที มีนาที่ยืนอยู่แถวหน้าถึงกับอ้าปากค้าง แววตาของเพื่อนๆ เปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความช็อกและดูถูกในชั่วพริบตา
“นั่นรอย... รอยจูบนี่นา” เสียงกระซิบจากเพื่อนในแถวดังแว่วเข้าหู ทำให้นลินอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
เตโชโน้มตัวลงมาจนริมฝีปากเกือบจะชิดใบหูที่แดงซ่านของเธอ เขาจ้องมองผลงานของตัวเองด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะแสร้งทำเป็นตรวจตราความเรียบร้อยของปกเสื้อเธออย่างเชื่องช้า นิ้วเรียวยาวลากผ่านรอยรักนั้นอย่างจงใจจนนลินเผลอกลั้นหายใจ
“รอยแดงนี่... ไปโดนอะไรมาเหรอครับ? หรือว่า ‘มด’ ที่ห้องมันดุ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงกึ่งขันกึ่งสมเพช แต่นัยน์ตาเขากลับวาวโรจน์ “คราวหลังก็ระวังหน่อยนะนลิน... เพราะถ้ามดมันดุขนาดนี้ วันหลังพี่อาจจะแนะนำให้เปลี่ยนที่นอน”
เขาผละออกไปทิ้งให้นลินยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าแถว ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันและคำนินทาที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เธอรู้ดีว่าความร้ายกาจของเตโชไม่มีที่สิ้นสุด เขาไม่ได้ต้องการแค่ตัวเธอ... แต่เขาต้องการทำลายศักดิ์ศรีของเธอให้ย่อยยับคามือ เพื่อชดใช้ให้กับความแค้นในอดีตที่เธอไม่ได้เป็นคนก่อ
เกมรักครั้งนี้... นลินเพิ่งเข้าใจว่ากรงขังที่แท้จริงไม่ใช่ห้องหรูในคอนโด แต่มันคือสายตาของคนทั้งโลกที่เขากำลังใช้มันจองจำเธอให้ตายทั้งเป็น
แสงทองยามเช้าทอประกายอาบไล้ไปทั่วคฤหาสน์วรโชติโภคิน บรรยากาศในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุหลาบสีขาวนับหมื่นดอกที่ถูกส่งตรงมาจากเนเธอร์แลนด์ ประดับประดาเรียงร้อยไปตามราวบันไดวนและโถงจัดเลี้ยงอย่างวิจิตรบรรจง วันนี้คือวันที่ "ฟันเฟืองสองดวง" ที่ผ่านการขบเคี้ยวและบททดสอบจากพายุลมแรงมาอย่างโชกโชน จะถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบในฐานะคู่ชีวิต[POV: นลิน – รัศมีแห่งหงส์ขาวผู้สง่างาม]ภายในห้องแต่งตัวชั้นบน นลิน นั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ทรงซูเปอร์โมเดลที่สั่งตัดพิเศษจากปารีส ลูกไม้ปักมืออย่างประณีตเน้นส่วนโค้งเว้าของร่างกายที่ดูสะพรั่งขึ้นตามวัยสาว ผมสีน้ำตาลเข้มถูกรวบขึ้นอย่างสง่างามเผยให้เห็นต้นคอระหงที่สวม 'เกียร์ทองคำขาวล้อมเพชร' แทนสร้อยคอเจ้าสาวทั่วไป สัญลักษณ์แห่งความรักที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง"ลิน... สวยมากๆ เลย" มีนา เดินเข้ามาสะกิดไหล่เพื่อนสาวเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความตื้นตัน "พี่เตโชเห็นแล้วต้องหัวใจหยุดเต้นแน่ๆ"นลินอมยิ้มบางๆ ทว่าแววตาซ่อนความประหม่าไว้เล็กน้อย "ลินตื่นเต้นจังมีนา... ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมาถึงเร็วแบบนี้""นั่นเพราะเกีย
ท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมงานวิวาห์ที่ถูกยกย่องว่าเป็น "งานแห่งทศวรรษ" ของแวดวงสังคมชั้นสูงและวงการวิศวกรรมระดับประเทศ นลิน ในวัย 21 ปีที่กำลังจะก้าวข้ามสถานะจากนิสิตชั้นปีสุดท้ายสู่บทบาทภรรยาอย่างเต็มตัว กลับต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหม่ที่มาในคราบของ "ความโด่งดัง" และ "อำนาจ" ของว่าที่สามี เตโช ในฐานะประธานบริหารหนุ่มเนื้อหอมที่นิตยสารธุรกิจทุกฉบับต้องจองตัวไปขึ้นปก ยิ่งวันสำคัญใกล้เข้ามาเท่าไหร่ กระแสความอิจฉาและพฤติกรรมพยายาม "ลองดี" จากผู้หญิงที่ยังไม่ยอมถอดใจจากชายหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบคนนี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น[ห้องเสื้อแบรนด์หรู: รัศมีที่ไม่อาจถูกบดบัง]ภายในห้องเสื้อแบรนด์ดังใจกลางสุขุมวิท กลิ่นหอมจางๆ ของดอกลิลลี่สีขาวอบอวลไปทั่วพื้นที่ที่ตกแต่งด้วยโทนสีครีมและทอง นลินยืนนิ่งอยู่บนแท่นไม้โอ๊คเพื่อให้ช่างทำชุดเจ้าสาวบรรจงปักลูกไม้ฝรั่งเศสลงบนโครงชุดราตรีทรงหางปลาสีขาวออฟไวท์ ชุดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อขับเน้นทรวดทรงระหงของเธอให้ดูสง่างามทว่าเย้ายวนในที แสงไฟวอร์มไวท์ตกกระทบลงบนผิวขาวเนียนละเอียดของเธอจนดูราวกับหงส์ขาวที่กำลังจะสยายปีก"คุณนลินคะ... ชุดนี้ส่งเสริมคุณมากจริงๆ ค่ะ สวยจนดิฉันแทบ
เช้าวันจันทร์ที่กรุงเทพมหานครเริ่มต้นด้วยความวุ่นวายของการจราจรที่หนาแน่นและแสงแดดที่เริ่มแผดเผาพื้นถนน ทว่าภายในรถ Range Rover สีดำด้านที่มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมืองกลับมีบรรยากาศที่เงียบสงัดทว่าอุ่นซ่านอย่างประหลาด เตโช นั่งกุมพวงมาลัยด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างกุมมือเรียวบางของ นลิน ไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะโผบินหนีไปอีกครั้ง ใบหน้าคมคายของเขาดูสดใสขึ้นแม้จะยังมีร่องรอยของพิษไข้จางๆ จากการตากฝนที่บ้านสวน แต่แววตาที่เขามองนลินนั้นเต็มไปด้วยความเทิดทูนและ "ความยำเกรง" ในกฎเหล็กที่เธอประกาศกร้าวไว้นลินมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เห็นตึกสูงระฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เธอรู้ดีว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การกลับมาอยู่ด้วยกัน แต่คือการกลับมาเพื่อสะสางรอยร้าวที่ค้างคาให้จบสิ้นลงเสียที[POV: เตโช – การคืนถิ่นเพื่อสะสางบัญชีอดีต]ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถของอาคาร วรโชติ คอนสตรัคชั่น เตโชก้าวลงจากรถด้วยมาดประธานบริหารหนุ่มที่น่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม เขาเดินโอบเอวนลินก้าวเข้าสู่โถงล็อบบี้อย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตาพนักงานนับร้อยที่พากันหยุดนิ่งมอง "ว่าที่นายหญิง" ของบริษัทที่กลับมาเคียงข้
แสงแดดอ่อนยามเช้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของบานเฟี้ยมไม้สักเก่าแก่ภายในบ้านสวนริมน้ำ จังหวัดราชบุรี ดูจะนวลตาและอบอุ่นผิดกับพายุฝนที่โหมกระหน่ำเมื่อคืนวาน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกแก้วและดอกมะลิที่บานสะพรั่งหลังได้รับหยาดฝนโชยมาตามลมเย็นๆ พัดเอาความอับชื้นออกไป ทว่าบรรยากาศภายในห้องนอนไม้ที่ เตโช นอนซมอยู่นั้นกลับอบอวลไปด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็นร่างสูงใหญ่ของท่านประธานบริหารหนุ่มที่เคยน่าเกรงขาม บัดนี้กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนฟูกหนาที่ปูอยู่บนพื้นไม้ขัดมัน ใบหน้าคมคายที่เคยเรียบตึงดูซูบเซียวลงไปถนัดตา ริมฝีปากที่เคยออกคำสั่งเฉียบขาดบัดนี้แห้งผากและซีดจางเพราะพิษไข้ที่รุมเร้าจากการนั่งตากฝนข้ามคืนเพื่อพิสูจน์ความสัตย์จริง[POV: นลิน – การกลับมาเป็นผู้คุมเกม]นลิน นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างฟูก มือบางถือถ้วยยาข้าวต้มอุ่นๆ และผ้าชุบน้ำเย็นผืนเล็กที่เธอใช้เช็ดตัวให้เขาตลอดทั้งคืน ดวงตาคู่สวยที่เคยบวมช้ำบัดนี้กลับมานิ่งสงบและเย็นชาจนน่าใจหาย เธอจ้องมองชายหนุ่มที่เพิ่งปรือตาตื่นขึ้นมาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก"ฟื้นแล้วเหรอคะ... พี่เตโช" เสียงของนลินเรียบเนียนแต่บาดลึกเตโชพยายามจะหยัดกายลุกขึ้นนั่ง แต่ควา
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายที่จังหวัดราชบุรี บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นดินชื้นแฉะและเสียงใบไม้ที่ลู่ไปตามลมพัดแรง แสงสลัวยามเย็นที่ลอดผ่านหมู่เมฆทึบทำให้ทางเข้าบ้านสวนริมน้ำดูเงียบเหงาและอ้างว้างกว่าที่เคย ทว่าความเงียบสงัดนั้นกลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงคำรามของเครื่องยนต์รถ Range Rover สีดำด้านที่พุ่งทะยานผ่านถนนลูกรังเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เตโช กำพวงมาลัยไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาพยัคฆ์ที่เคยนิ่งสงบบัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยความร้อนรนและหยาดน้ำตาที่เขาพยายามสะกดกลั้นเอาไว้เขารู้ดีว่าความผิดของเขาครั้งนี้มันใหญ่หลวงนัก ใหญ่หลวงจน "เกียร์" ที่เขาเคยภาคภูมิใจอาจจะไม่สามารถหมุนกลับมาขบกับ "หัวใจ" ของนลินได้อีกต่อไป[POV: เตโช – เมื่อพยัคฆ์ก้าวเท้าเข้าสู่รังลับของหงส์ขาว]เตโชเหยียบเบรกจนตัวรถสะบัดหยุดกึกอยู่ที่หน้าประตูไม้สักบานใหญ่ของบ้านสวน เขาไม่ได้สนใจร่มที่วางอยู่เบาะหลัง เขาเปิดประตูรถแล้ววิ่งฝ่าสายฝนที่สาดซัดลงมาอย่างหนักมุ่งหน้าสู่ชานเรือนไม้ริมน้ำทันที ร่างกายที่เปียกโชกพยุงความเจ็บช้ำในใจก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น ทว่า... ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้พยัคฆ์หนุ่มหยุดชะงักกึก ราวกับถู
แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องผ่านบานกระจกสูงระฟ้าของคอนโดมิเนียมหรูใจกลางสุขุมวิทไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องดูอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับกันมันกลับทำหน้าที่เป็นพยานวัตถุที่ส่องสว่างให้เห็นร่องรอยความแตกสลายที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้อย่างชัดเจน เตโช ก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้วยสภาพที่ดูแทบไม่ได้ ชุดสูทราคาสูงลิ่วที่เขาสวมใส่ไปงานเลี้ยงความสำเร็จของโครงการบัดนี้ยับยู่ยี่ เนคไทถูกปลดออกและห้อยรั้งอยู่ที่คออย่างหมิ่นเหม่ ใบหน้าคมคายที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจบัดนี้กลับซีดเซียวและมีรอยหมองคล้ำใต้ตาจากการไม่ได้นอนทั้งคืนเขารู้สึกผิด... ผิดจนไม่อาจหาคำบรรยายใดมาลบล้างความรู้สึกติดค้างในใจได้ ความผิดพลาดที่เขาปล่อยให้อดีตอย่างพิมพ์ดาวเข้ามามีบทบาทในปัจจุบันนานเกินไป ความผิดพลาดที่เขาเลือกจะประคอง "มารยา" ของผู้หญิงคนหนึ่งจนลืมนึกถึง "หัวใจ" ของผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิต และที่ร้ายกาจที่สุด... คือเขาโกหกเธอในวินาทีที่เธอกำลังสงสัย โกหกเพื่อตัดรำคาญ ทั้งที่ความจริงมันคือการกรีดแทงซ้ำลงบนรอยร้าวที่เขาสร้างขึ้นเอง"ลินครับ... พี่กลับมาแล้ว พี่ซื้อโจ๊กเจ้าอร่อยที่ลินชอบมาฝากด้วยนะ"เตโชส่งเสียงเรียกพลา
เพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกหรูยังคงเงียบสงัดราวกับถูกแช่แข็งในน้ำแข็งดำสนิท แสงไฟนีออนสีน้ำเงินเย็นเฉียบสาดส่องลงมาเพียงพอให้เห็นเงาของร่างบางที่คุกเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นยะเยือก นลินก้มหน้าต่ำ มือเรียวที่เคยสั่นเมื่อต้องเขียนเช็คชำระหนี้พ่อ ตอนนี้กำแน่นจนเล็บจิกเนื้อฝ่ามือแดงฉ่ำ หยาดน้ำตาไหลรินไม่ห
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในเพนต์เฮาส์กลับมาเงียบเชียบอีกครั้งหลังจากพายุเสน่หาที่แสนดุดันผ่านพ้นไป เตโชออกไปตั้งแต่เช้ามืด ทิ้งให้นลินนอนจมอยู่บนเตียงกว้างที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความเอาแต่ใจ เธอขยับตัวลุกขึ้นด้วยความอ่อนเพลีย เสื้อเชิ้ตสีดำของเตโชที่สวมทับกายไว้ดูจะตัวใหญ่กว่าเดิมเมื่อเทียบกับความบอ
เสียงปิดประตูเพนต์เฮาส์ดังสนั่นหวั่นไหวพอๆ กับแรงอารมณ์ของคนที่ลากนลินเข้ามา เตโชเหวี่ยงร่างระหงไปที่โซฟากลางห้องอย่างไร้ความปราณี แรงเหวี่ยงทำให้นลินถลาลงไปกองกับพื้นนุ่ม เธอไม่ได้ร้องออกมาสักคำ มีเพียงดวงตาคู่สวยที่สั่นระริกมองดูชายหนุ่มที่กำลังเดินพล่านอยู่กลางห้องราวกับเสือร้ายที่ติดจารีตเตโชกร
แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่างบานยักษ์ของเพนต์เฮาส์ไม่ได้ทำให้ใจของนลินอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ร่างระหงขยับกายอย่างยากลำบากใต้ผ้าห่มผืนหนา ความปวดร้าวแล่นปราดไปทั่วร่างราวกับจะตอกย้ำเหตุการณ์เมื่อคืนที่ยังคงตราตรึงอยู่ในทุกสัมผัส เธอลุกขึ้นนั่งช้าๆ เสื้อเชิ้ตสีดำตัวโคร่งของเตโชเลื่อนหลุดจากไหล่มน เ







