Masukบรรยากาศหลังเลิกเชียร์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์เต็มไปด้วยความอึดอัด นลินเดินแยกออกมาจากกลุ่มเพื่อนด้วยท่วงท่าที่ยังคงความสง่างาม แม้รอยสีกุหลาบใต้ปกเสื้อจะยังคงเป็นหัวข้อซุบซิบของคนทั้งลานเกียร์ แต่เธอกลับไม่ยอมก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเหมือนหมากที่ไร้ค่า นลินใช้ความนิ่งสงบเป็นเกราะกำบัง ดวงตาคู่สวยที่เคยสั่นไหวบัดนี้กลับเรียบเฉยและเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา สมกับที่เธอถูกฟูมฟักมาในตระกูลที่มั่งคั่ง
เธอยืนรออยู่หลังตึกคณะจุดเดิมตามคำสั่งของ ‘เจ้าชีวิต’ แสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังจะลับขอบฟ้าทาบทับลงบนร่างระหง ส่งให้รัศมีของเธอดูสว่างไสวอย่างน่าประหลาด จนกระทั่งรถซูเปอร์คาร์คันเดิมแล่นเข้ามาจอด
เตโชก้าวลงจากรถพร้อมกับความร้อนแรงที่แผ่ออกมาสะกดทุกสายตา เขาจงใจเดินเข้ามาหานลินช้าๆ มุมปากหยักยกยิ้มเหยียดเมื่อเห็นว่าเธอยังคงยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น
“นึกว่าจะหนีกลับไปฟ้องพ่อซะอีก... ที่โดนพี่ ‘ประจาน’ กลางลานเกียร์” เสียงทุ้มต่ำระคนหยันดังขึ้น กลิ่นเหล้ารัมที่ติดกายเขามาเริ่มจู่โจมโสตประสาทของนลินทันที
นลินไม่ได้หลบสายตา เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเทพพระอาทิตย์จอมเอาแต่ใจด้วยรอยยิ้มละมุนที่คาดเดาความหมายไม่ได้ “ลินไม่ใช่เด็กน้อยที่จะวิ่งไปฟ้องใครหรอกค่ะพี่เต... และลินก็ไม่ได้มองว่าการที่พี่ทำแบบนั้นคือการประจาน แต่มันคือการประกาศให้ลินรู้ว่า ‘วุฒิภาวะ’ ของเฮดว้ากปีสี่... มีอยู่แค่นี้เอง”
คำพูดที่ไพเราะทว่าเชือดเฉือนทำเอาเตโชชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาคมปลาบวาวโรจน์ขึ้นด้วยความกรุ่นโกรธ เขาขยับเข้าประชิดตัวจนนลินสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายเขา
“ปากเก่งขึ้นนี่นลิน... คิดว่าใช้คำพูดสวยๆ แล้วจะทำให้เธอดูสูงส่งกว่าเดิมงั้นเหรอ? อย่าลืมนะว่าตอนนี้เธอคือสินค้าที่ฉันซื้อมา”
“สินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล... พี่เตก็น่าจะดูแลให้ดีกว่านี้หน่อยนะคะ” นลินตอบกลับอย่างไม่ลดละ เธอใช้นิ้วเรียวงามลูบไล้ไปที่ปกเสื้อนักศึกษาเบาๆ “การทำให้สินค้ามีรอยตำหนิกลางที่สาธารณะ มันแสดงถึงรสนิยมของ ‘เจ้าของ’ นะคะ ว่าดิบเถื่อนและขาดความยั้งคิดแค่ไหน”
เตโชบีบข้อมือเล็กแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ ความขี้หึงและเอาแต่ใจเริ่มทำงานเมื่อเห็นว่านลินไม่ยอมจำนนต่อเขาเหมือนคืนก่อน “รสนิยมของพี่... เธอคนเดียวเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบนลิน และถ้าเธอยังไม่หยุดใช้ปากเก่งๆ นั่นย้อนถามพี่... พี่จะเปลี่ยนที่ ‘ตีตรา’ จากคอ ไปเป็นที่อื่นที่เธอไม่มีวันปกปิดมันได้ด้วยเสื้อผ้า!”
กลิ่นรัมที่หอมหวานทว่าอันตรายโอบล้อมทั้งคู่ไว้ท่ามกลางแสงตะวันสุดท้ายของวัน นลินรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวของคนตรงหน้า มันไม่ได้เต้นด้วยความแค้นเพียงอย่างเดียว แต่มันมีความ ‘คลั่งรัก’ ที่ถูกบิดเบือนด้วยทิฐิซ่อนอยู่ลึกๆ
“เชิญค่ะ... ถ้าพี่คิดว่าการข่มขู่คือทางเดียวที่พี่จะเอาชนะลินได้” นลินพึมพำ น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลแต่หนักแน่น “แต่จำไว้นะคะพี่เต... ร่างกายลินพี่อาจจะขังไว้ได้ แต่ ‘หัวใจ’ ของลิน... พี่ไม่มีวันได้มันไปด้วยวิธีสกปรกแบบนี้”
เตโชจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่สะท้อนความสง่างามของเธอเขย่าหัวใจที่แข็งกระด้างของเขาอย่างรุนแรง เขาอยากจะขยี้เธอให้แหลกคามือ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็อยากจะกอดเธอไว้ไม่ให้ใครหน้าไหนได้เห็นความงดงามนี้
“งั้นเรามาดูกัน... ว่าหัวใจของเธอ มันจะทนได้นานแค่ไหนเมื่อต้องเจอกับเกมถัดไปของพี่”
เขากระชากร่างบางให้ขึ้นรถอย่างแรง ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปสู่กรงขังหรูหราที่รอคอยการเริ่มต้นของบทเรียนถัดไป...
ภายในพื้นที่แคบของรถซูเปอร์คาร์ที่พุ่งทะยานไปบนถนนสายหลัก ความเงียบกลับเสียงดังกว่าเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามกึกก้อง นลินนั่งนิ่งขรึม แผ่นหลังบางเหยียดตรงอย่างสง่างาม สายตาของเธอจ้องมองไปข้างหน้าด้วยความสงบที่น่าประหลาด จนคนข้างกายอย่างเตโชเริ่มรู้สึก ‘รุ่มร้อน’ ขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้
เขาลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเธอ... ความนิ่งเฉยของนลินมันช่างท้าทายอำนาจของเขาเหลือเกิน
“เงียบทำไม? หรือว่าคำพูดเก่งๆ เมื่อกี้มันหมดคลังแล้ว” เตโชเอ่ยทำลายความเงียบ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าด้วยแรงอารมณ์ที่เขากำลังกดทับไว้
“ลินแค่กำลังคิดค่ะว่า... การที่พี่ขับรถเร็วขนาดนี้ มันคือการระบายอารมณ์หึง หรือแค่ต้องการเอาชนะความรู้สึกผิดในใจตัวเองกันแน่” นลินตอบโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง น้ำเสียงของเธอยังคงไพเราะและกังวานใส ราวกับกำลังสนทนาเรื่องสัพเพเหระทั่วไป
“หึง? เธอคิดว่าคนอย่างเตโชต้องหึงผู้หญิงที่เอาตัวมาแลกเป็น ‘หลักประกัน’ อย่างเธองั้นเหรอ!” เขาแค่นยิ้มเยาะ พลางเหยียบคันเร่งให้จมลงไปอีก บรรยากาศในรถเริ่มเข้มข้นขึ้นตามอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น
“ถ้าไม่หึง... พี่คงไม่จงใจตีตรารอยพวกนี้ในที่ที่คนอื่นต้องเห็นหรอกค่ะ” นลินหันไปสบตาเขา แววตาของเธอนิ่งลึกและเฉลียวฉลาดจนเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกมองทะลุถึงก้นบึ้ง “พี่แค่อยากจะบอกให้คนอื่น ๆ รู้ว่าลินเป็นผู้หญิงมีตำหนิ ให้ลินได้อับอาย เพราะพี่กลัวว่าถ้าลินมีทางเลือก ลินหาคนอื่นมาช่วยเหลือคุณพ่อได้ พี่จะคุมเกมนี้ไม่อยู่”
เตโชหักพวงมาลัยเข้าข้างทางแล้วเหยียบเบรกจนตัวโก่ง นลินเซไปข้างหน้าตามแรงเหวี่ยงแต่เธอกลับพยุงตัวกลับมานั่งตรงได้อย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มขยับกายเข้าหาเธออย่างคุกคาม มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นคอระหง นิ้วโป้งของเขาจงใจลากผ่านรอยสีกุหลาบที่เขาประทับไว้เมื่อคืนอย่างหนักมือ
“มั่นใจเหลือเกินนะนลิน... ว่าฉัน ‘หึง’ เธอขนาดนั้น” เขาพึมพำชิดริมฝีปาก แววตาคมปลาบวาวโรจน์ด้วยความคลั่งรักที่ถูกห่อหุ้มด้วยความโกรธเกลียด “จำเอาไว้นะว่าเธอเป็น "หลักประกัน" หนี้สินของพ่อเธอ ทำหน้าที่ลูกยอดกตัญญูของเธอให้ดี อย่าทำให้พ่อเธอต้องเดือดร้อน”
“ค่ะ ลินจะทำหน้าที่ของลินให้ดีที่สุด แม้ไม่เต็มใจก็ตาม” นลินไม่ได้หลบตา เธอเอื้อมมือไปแตะที่อกซ้ายของเขาเบาๆ สัมผัสที่นุ่มนวลแต่กลับทำให้เตโชสะท้านไปทั้งร่าง “...ร่างกายลินเป็นหลักประกันของพี่ แต่หัวใจลินไม่ใช่ พี่บังคับไม่ได้”
คำพูดของเธอเหมือนน้ำเย็นที่ราดลงบนกองเพลิง เตโชนิ่งอั้นไปชั่วขณะ เขาโกรธที่เธอไม่ยอมอ่อนแอให้เขา เขาต้องการจะเอาชนะเธอ
เตโชกระชากเธอเข้ามารับจูบที่ดุดันและเอาแต่ใจ รสชาติของเหล้ารัมขมปร่าผสมปนเปไปกับความหอมละมุนของกลิ่นดอกบัวจางๆ จากผิวของเธอ มันคือสงครามประสาทที่ไม่มีใครยอมใคร
นลินไม่ได้ดิ้นรนฟูมฟาย แต่เธอตอบโต้ด้วยการนิ่งสงบจนเขาเป็นฝ่ายที่คลั่งตายไปเอง...
แสงทองยามเช้าทอประกายอาบไล้ไปทั่วคฤหาสน์วรโชติโภคิน บรรยากาศในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุหลาบสีขาวนับหมื่นดอกที่ถูกส่งตรงมาจากเนเธอร์แลนด์ ประดับประดาเรียงร้อยไปตามราวบันไดวนและโถงจัดเลี้ยงอย่างวิจิตรบรรจง วันนี้คือวันที่ "ฟันเฟืองสองดวง" ที่ผ่านการขบเคี้ยวและบททดสอบจากพายุลมแรงมาอย่างโชกโชน จะถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบในฐานะคู่ชีวิต[POV: นลิน – รัศมีแห่งหงส์ขาวผู้สง่างาม]ภายในห้องแต่งตัวชั้นบน นลิน นั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ทรงซูเปอร์โมเดลที่สั่งตัดพิเศษจากปารีส ลูกไม้ปักมืออย่างประณีตเน้นส่วนโค้งเว้าของร่างกายที่ดูสะพรั่งขึ้นตามวัยสาว ผมสีน้ำตาลเข้มถูกรวบขึ้นอย่างสง่างามเผยให้เห็นต้นคอระหงที่สวม 'เกียร์ทองคำขาวล้อมเพชร' แทนสร้อยคอเจ้าสาวทั่วไป สัญลักษณ์แห่งความรักที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง"ลิน... สวยมากๆ เลย" มีนา เดินเข้ามาสะกิดไหล่เพื่อนสาวเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความตื้นตัน "พี่เตโชเห็นแล้วต้องหัวใจหยุดเต้นแน่ๆ"นลินอมยิ้มบางๆ ทว่าแววตาซ่อนความประหม่าไว้เล็กน้อย "ลินตื่นเต้นจังมีนา... ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมาถึงเร็วแบบนี้""นั่นเพราะเกีย
ท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมงานวิวาห์ที่ถูกยกย่องว่าเป็น "งานแห่งทศวรรษ" ของแวดวงสังคมชั้นสูงและวงการวิศวกรรมระดับประเทศ นลิน ในวัย 21 ปีที่กำลังจะก้าวข้ามสถานะจากนิสิตชั้นปีสุดท้ายสู่บทบาทภรรยาอย่างเต็มตัว กลับต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหม่ที่มาในคราบของ "ความโด่งดัง" และ "อำนาจ" ของว่าที่สามี เตโช ในฐานะประธานบริหารหนุ่มเนื้อหอมที่นิตยสารธุรกิจทุกฉบับต้องจองตัวไปขึ้นปก ยิ่งวันสำคัญใกล้เข้ามาเท่าไหร่ กระแสความอิจฉาและพฤติกรรมพยายาม "ลองดี" จากผู้หญิงที่ยังไม่ยอมถอดใจจากชายหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบคนนี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น[ห้องเสื้อแบรนด์หรู: รัศมีที่ไม่อาจถูกบดบัง]ภายในห้องเสื้อแบรนด์ดังใจกลางสุขุมวิท กลิ่นหอมจางๆ ของดอกลิลลี่สีขาวอบอวลไปทั่วพื้นที่ที่ตกแต่งด้วยโทนสีครีมและทอง นลินยืนนิ่งอยู่บนแท่นไม้โอ๊คเพื่อให้ช่างทำชุดเจ้าสาวบรรจงปักลูกไม้ฝรั่งเศสลงบนโครงชุดราตรีทรงหางปลาสีขาวออฟไวท์ ชุดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อขับเน้นทรวดทรงระหงของเธอให้ดูสง่างามทว่าเย้ายวนในที แสงไฟวอร์มไวท์ตกกระทบลงบนผิวขาวเนียนละเอียดของเธอจนดูราวกับหงส์ขาวที่กำลังจะสยายปีก"คุณนลินคะ... ชุดนี้ส่งเสริมคุณมากจริงๆ ค่ะ สวยจนดิฉันแทบ
เช้าวันจันทร์ที่กรุงเทพมหานครเริ่มต้นด้วยความวุ่นวายของการจราจรที่หนาแน่นและแสงแดดที่เริ่มแผดเผาพื้นถนน ทว่าภายในรถ Range Rover สีดำด้านที่มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมืองกลับมีบรรยากาศที่เงียบสงัดทว่าอุ่นซ่านอย่างประหลาด เตโช นั่งกุมพวงมาลัยด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างกุมมือเรียวบางของ นลิน ไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะโผบินหนีไปอีกครั้ง ใบหน้าคมคายของเขาดูสดใสขึ้นแม้จะยังมีร่องรอยของพิษไข้จางๆ จากการตากฝนที่บ้านสวน แต่แววตาที่เขามองนลินนั้นเต็มไปด้วยความเทิดทูนและ "ความยำเกรง" ในกฎเหล็กที่เธอประกาศกร้าวไว้นลินมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เห็นตึกสูงระฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เธอรู้ดีว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การกลับมาอยู่ด้วยกัน แต่คือการกลับมาเพื่อสะสางรอยร้าวที่ค้างคาให้จบสิ้นลงเสียที[POV: เตโช – การคืนถิ่นเพื่อสะสางบัญชีอดีต]ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถของอาคาร วรโชติ คอนสตรัคชั่น เตโชก้าวลงจากรถด้วยมาดประธานบริหารหนุ่มที่น่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม เขาเดินโอบเอวนลินก้าวเข้าสู่โถงล็อบบี้อย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตาพนักงานนับร้อยที่พากันหยุดนิ่งมอง "ว่าที่นายหญิง" ของบริษัทที่กลับมาเคียงข้
แสงแดดอ่อนยามเช้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของบานเฟี้ยมไม้สักเก่าแก่ภายในบ้านสวนริมน้ำ จังหวัดราชบุรี ดูจะนวลตาและอบอุ่นผิดกับพายุฝนที่โหมกระหน่ำเมื่อคืนวาน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกแก้วและดอกมะลิที่บานสะพรั่งหลังได้รับหยาดฝนโชยมาตามลมเย็นๆ พัดเอาความอับชื้นออกไป ทว่าบรรยากาศภายในห้องนอนไม้ที่ เตโช นอนซมอยู่นั้นกลับอบอวลไปด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็นร่างสูงใหญ่ของท่านประธานบริหารหนุ่มที่เคยน่าเกรงขาม บัดนี้กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนฟูกหนาที่ปูอยู่บนพื้นไม้ขัดมัน ใบหน้าคมคายที่เคยเรียบตึงดูซูบเซียวลงไปถนัดตา ริมฝีปากที่เคยออกคำสั่งเฉียบขาดบัดนี้แห้งผากและซีดจางเพราะพิษไข้ที่รุมเร้าจากการนั่งตากฝนข้ามคืนเพื่อพิสูจน์ความสัตย์จริง[POV: นลิน – การกลับมาเป็นผู้คุมเกม]นลิน นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างฟูก มือบางถือถ้วยยาข้าวต้มอุ่นๆ และผ้าชุบน้ำเย็นผืนเล็กที่เธอใช้เช็ดตัวให้เขาตลอดทั้งคืน ดวงตาคู่สวยที่เคยบวมช้ำบัดนี้กลับมานิ่งสงบและเย็นชาจนน่าใจหาย เธอจ้องมองชายหนุ่มที่เพิ่งปรือตาตื่นขึ้นมาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก"ฟื้นแล้วเหรอคะ... พี่เตโช" เสียงของนลินเรียบเนียนแต่บาดลึกเตโชพยายามจะหยัดกายลุกขึ้นนั่ง แต่ควา
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายที่จังหวัดราชบุรี บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นดินชื้นแฉะและเสียงใบไม้ที่ลู่ไปตามลมพัดแรง แสงสลัวยามเย็นที่ลอดผ่านหมู่เมฆทึบทำให้ทางเข้าบ้านสวนริมน้ำดูเงียบเหงาและอ้างว้างกว่าที่เคย ทว่าความเงียบสงัดนั้นกลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงคำรามของเครื่องยนต์รถ Range Rover สีดำด้านที่พุ่งทะยานผ่านถนนลูกรังเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เตโช กำพวงมาลัยไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาพยัคฆ์ที่เคยนิ่งสงบบัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยความร้อนรนและหยาดน้ำตาที่เขาพยายามสะกดกลั้นเอาไว้เขารู้ดีว่าความผิดของเขาครั้งนี้มันใหญ่หลวงนัก ใหญ่หลวงจน "เกียร์" ที่เขาเคยภาคภูมิใจอาจจะไม่สามารถหมุนกลับมาขบกับ "หัวใจ" ของนลินได้อีกต่อไป[POV: เตโช – เมื่อพยัคฆ์ก้าวเท้าเข้าสู่รังลับของหงส์ขาว]เตโชเหยียบเบรกจนตัวรถสะบัดหยุดกึกอยู่ที่หน้าประตูไม้สักบานใหญ่ของบ้านสวน เขาไม่ได้สนใจร่มที่วางอยู่เบาะหลัง เขาเปิดประตูรถแล้ววิ่งฝ่าสายฝนที่สาดซัดลงมาอย่างหนักมุ่งหน้าสู่ชานเรือนไม้ริมน้ำทันที ร่างกายที่เปียกโชกพยุงความเจ็บช้ำในใจก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น ทว่า... ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้พยัคฆ์หนุ่มหยุดชะงักกึก ราวกับถู
แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องผ่านบานกระจกสูงระฟ้าของคอนโดมิเนียมหรูใจกลางสุขุมวิทไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องดูอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับกันมันกลับทำหน้าที่เป็นพยานวัตถุที่ส่องสว่างให้เห็นร่องรอยความแตกสลายที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้อย่างชัดเจน เตโช ก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้วยสภาพที่ดูแทบไม่ได้ ชุดสูทราคาสูงลิ่วที่เขาสวมใส่ไปงานเลี้ยงความสำเร็จของโครงการบัดนี้ยับยู่ยี่ เนคไทถูกปลดออกและห้อยรั้งอยู่ที่คออย่างหมิ่นเหม่ ใบหน้าคมคายที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจบัดนี้กลับซีดเซียวและมีรอยหมองคล้ำใต้ตาจากการไม่ได้นอนทั้งคืนเขารู้สึกผิด... ผิดจนไม่อาจหาคำบรรยายใดมาลบล้างความรู้สึกติดค้างในใจได้ ความผิดพลาดที่เขาปล่อยให้อดีตอย่างพิมพ์ดาวเข้ามามีบทบาทในปัจจุบันนานเกินไป ความผิดพลาดที่เขาเลือกจะประคอง "มารยา" ของผู้หญิงคนหนึ่งจนลืมนึกถึง "หัวใจ" ของผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิต และที่ร้ายกาจที่สุด... คือเขาโกหกเธอในวินาทีที่เธอกำลังสงสัย โกหกเพื่อตัดรำคาญ ทั้งที่ความจริงมันคือการกรีดแทงซ้ำลงบนรอยร้าวที่เขาสร้างขึ้นเอง"ลินครับ... พี่กลับมาแล้ว พี่ซื้อโจ๊กเจ้าอร่อยที่ลินชอบมาฝากด้วยนะ"เตโชส่งเสียงเรียกพลา
หยาดฝนหลงฤดูเริ่มโปรยปรายลงมาทาบทับไอร้อนจากพื้นปูนหลังตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ นลินยืนกอดกระเป๋าเป้แนบอก ร่างเล็กสั่นเทาเล้กน้อยไม่ใช่เพราะความหนาวจากหยดน้ำที่กระทบผิว แต่เพราะความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจทีละนิด สายตาของเธอคอยชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือสลับกับทางเข้าลานจอดรถวีไอพี ทุกวินาทีที่ผ่านไปมันช่างเช
เสียงนกหวีดดังก้องกังวานสลับกับเสียงตะโกนสั่งการที่ดุดันของเหล่ารุ่นพี่ว้าก มันคือท่วงทำนองแห่งความกดดันที่ครอบคลุมไปทั่วลานเกียร์กว้าง นลินยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางแถวเฟรชชี่นับร้อย แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าจนหยาดเหงื่อไหลซึมตามไรผม หยดน้ำอุ่นๆ นั้นค่อยๆ ไหลผ่านแก้มเนียนคล้ายกับหยดน้ำตาที่เธอเพิ่งจ
เพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกหรูยังคงเงียบสงัดราวกับถูกแช่แข็งในน้ำแข็งดำสนิท แสงไฟนีออนสีน้ำเงินเย็นเฉียบสาดส่องลงมาเพียงพอให้เห็นเงาของร่างบางที่คุกเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นยะเยือก นลินก้มหน้าต่ำ มือเรียวที่เคยสั่นเมื่อต้องเขียนเช็คชำระหนี้พ่อ ตอนนี้กำแน่นจนเล็บจิกเนื้อฝ่ามือแดงฉ่ำ หยาดน้ำตาไหลรินไม่ห
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านราคาแพงเข้ามาทาบทับเปลือกตาที่บวมช้ำของนลิน เธอขยับกายอย่างยากลำบาก ความรู้สึกปวดร้าวแล่นปราดไปทั่วร่างราวกับถูกรถบรรทุกทับ แผ่นหลังบางสัมผัสกับที่นอนนุ่มที่ยังคงอุ่นจัดด้วยอุณหภูมิร่างกายของคนที่เพิ่งลุกออกไปไม่นานนลินค่อยๆ ยันตัวขึ้นพิงหัวเตียง พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่







