Masukท่ามกลางวิหารทองคำหุ้มเมฆา ณ ใจกลางสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เหล่าเทพเซียนชั้นสูงต่างมารวมตัวกันเพื่อประชุมหารือเรื่องสมดุลของโลกธาตุ บรรยากาศเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม โดยมีมหาเทพเฉิงหลัน นั่งประทับอยู่ในตำแหน่งประธานฝ่ายสงคราม
ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งทว่าเปี่ยมด้วยแรงกดดัน ผมสีดำสนิทรวบไว้อย่างประณีต อาภรณ์ขาวสะอาดปราศจากรอยยับ สื่อถึงความเป็นระเบียบและวินัยอันสูงสุด
หลังจากเสร็จสิ้นวาระเรื่องการปราบอสูรตามชายแดน บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็เริ่มผ่อนคลายลง แต่นั่นกลับเป็นช่วงเวลาที่เฉิงหลันอึดอัดที่สุด
"มหาเทพเฉิงหลัน" เทพธิดาผู้ดูแลบุปผาสวรรค์เยื้องกรายเข้ามาพร้อมถาดน้ำค้างเซียน "วังหิมะโปรยของท่านหนาวเหน็บนัก หากท่านไม่รังเกียจ ข้าขอส่งเทพธิดาในสังกัดไปคอยดูแลปรนนิบัติ อุ่นเตียงและชงชาให้ท่านเพื่อคลายความเหนื่อยล้าดีหรือไม่เจ้าคะ?"
ยังไม่ทันที่มหาเทพจะเอ่ยปาก เทพธิดาจากตำหนักอื่นต่างก็รีบเสนอตัวตาม
"ตำหนักของข้ามีเซียนรับใช้ที่เชี่ยวชาญการนวดเฟ้นจิตวิญญาณนะเจ้าคะ" "ข้าเองก็อยากส่งคนไปช่วยดูแลป่าเหมยที่เงียบเหงาของท่าน..."
เฉิงหลันวางจอกชาลงบนโต๊ะเพียงเบาๆ ทว่ากลับทำให้เทพธิดาทุกองค์หยุดชะงัก สายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งกวาดมองไปรอบวิหาร
"หัวใจของข้ามีไว้เพื่อปกป้องสวรรค์ มิใช่เพื่อฝักใฝ่ในนารี" น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบแต่ทรงพลัง "ความรักคือรากเหง้าแห่งความฟุ้งซ่าน เป็นมลทินที่ทำให้จิตสมาธิสั่นคลอน มหาเทพสงครามที่ไร้ซึ่งความเด็ดขาดเพราะบ่วงรัก ก็ไม่ต่างจากคมดาบที่ทู่ทื่อ...ข้าขอปฏิเสธน้ำใจของพวกท่าน"
คำพูดของเขานั้นเด็ดขาดและเย็นชาเสียจนไม่มีใครกล้าเอ่ยปากต่อ มหาเทพเฉิงหลันคือแบบอย่างของเทพผู้ไร้หัวใจ เขาตัดขาดจากกิเลสทั้งปวงและท่องจำกฎข้อนี้ขึ้นใจมานับหมื่นปี
ขณะที่มหาเทพเดินออกจากวิหารประชุมเพื่อกลับไปยังเพียวเสวี่ยกง เขาก็พบกับร่างเล็กบอบบางที่กำลังแอบยืนเมียงมองอยู่หลังเสาต้นใหญ่
เสี่ยวเถานั่นเอง...
นางไม่ได้มาร่วมประชุมกับเขาหรอก แต่นางแอบเอาอสูรดอกท้อมาขโมยทิพย์โอสถที่วางเหลืออยู่ในถาดรับรองข้างนอก
"เสี่ยวเถา! เจ้ามาทำอะไรลับๆ ล่อๆ ที่นี่" เฉิงหลันขมวดคิ้ว มือหนาคว้าคอเสื้อด้านหลังของร่างเล็กไว้ได้ทันก่อนที่นางจะชิ่งหนี
"แหะๆ มหาเทพ ประชุมเสร็จไวจังเลยนะเจ้าคะ" เสี่ยวเถาหันมายิ้มแหย ในอ้อมกอดมีขวดหยกเล็กๆ ที่แอบจิ๊กมา "ข้าแค่ผ่านมา จริงๆ นะเจ้าคะ"
"ผ่านมาถึงวิหารกลางเนี่ยนะ" เฉิงหลันมองยัยตัวแสบที่หุ่นดีสมส่วนแต่ดันมีนิสัยเหมือนแมวขโมย "เมื่อครู่เจ้าได้ยินสิ่งที่ข้าพูดในที่ประชุมหรือไม่?"
"ได้ยินเจ้าค่ะ ความรักคือมลทิน ความฟุ้งซ่าน อะไรนั่นน่ะ" เสี่ยวเถาเบะปากเล็กน้อย "ท่านนี่มันช่างจืดชืดจริงๆ เลยนะเจ้าคะ ชีวิตที่ไม่มีความรัก มันก็เหมือนป่าเหมยที่ไม่มีดอกท้อสีชมพูของข้าไปแซมนั่นแหละ ขาวโพลนจนน่าเบื่อ!"
"เจ้า!" เฉิงหลันชะงักไปกับคำเปรียบเทียบนั้น "เจ้ามันแค่เทพผู้น้อย จะไปเข้าใจวิถีแห่งมหาเทพได้อย่างไร ไปเสีย! กลับไปที่ป่าเหมยของเจ้า อย่าให้ข้าจับได้ว่าเจ้าขโมยโอสถอีก"
เขาสะบัดมือปล่อยนาง เสี่ยวเถารีบวิ่งแจ๋วหายไปพร้อมเสียงหัวเราะใสๆ ทิ้งให้มหาเทพสงครามยืนนิ่งอยู่กลางทางเดินเพียงลำพัง
เฉิงหลันขมวดคิ้วพลางพึมพำกับตัวเอง "ป่าเหมยที่มีดอกท้อไปแซมงั้นหรือ...ไร้สาระสิ้นดี"
แต่แปลกนัก...ทั้งที่เขาเพิ่งปฏิเสธเทพธิดาสาวงามนับสิบองค์ไปอย่างไม่ใยดี ทว่าภาพของยัยตัวแสบที่ทำหน้าทะเล้นใส่กลับวนเวียนอยู่ในหัวเขาไม่เลิก
หลังจากที่เสี่ยวเถาถูกมหาเทพสะบัดชายเสื้อไล่ออกมาพ้นเขตตำหนักเพียวเสวี่ยกง นางไม่ได้เดินคอตกกลับไปเฉยๆ อย่างที่เขาคิด ร่างเล็กบอบบางหันกลับไปมองยอดตำหนักที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบพลางเม้มปากแน่น
"ไล่ข้าดีนักนะมหาเทพ... ท่านรู้ไหมว่าที่ป่าเหมยของท่านยังงามอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะอสูรดอกท้อของข้าช่วยพรวนดินหรอก!"
นางวางอสูรน้อยลงแล้วหยิบพู่กันไม้อันเล็กออกมาจากอกเสื้อ นัยน์ตากลมโตฉายแววแน่วแน่ "ในเมื่อท่านบอกว่าข้าไร้ประโยชน์ ข้าจะทำให้ท่านเห็นว่า 'ธุลีท้อ' อย่างข้าทำอะไรได้บ้าง"
******************
ณ ลานศึกษาเซียนหลิงถาน สถานที่ซึ่งรวบรวมเหล่าเทพฝึกหัดและเซียนน้อยจากทั่วทุกสารทิศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเสียงท่องตำรา
เสี่ยวเถา ในชุดเครื่องแบบเซียนฝึกหัดสีขาวขลิบชมพู กำลังนั่งหลังขดหลังแข็งคัดลอกอักขระเวทลงบนม้วนหยก ร่างเล็กบอบบางแต่หุ่นดีสมส่วนของนางดูโดดเด่นท่ามกลางหมู่เซียน ทว่าใต้ตากลมโตนั้นกลับดำคล้ำจากการอดหลับอดนอนมาหลายราตรี
เหตุผลง่ายๆ นางต้องการสอบเลื่อนขั้นเป็น ‘เทพชั้นสูง’ ให้จงได้!
เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดเขาเหมยสวรรค์ บรรยากาศในตำหนักเพียวเสวี่ยกงก็กลับมาหนาวเหน็บและหนักอึ้งอีกครั้ง พิษอสูรฝันกลืนจิตที่ถูกระงับไว้ในตอนกลางวัน เริ่มปะทุขึ้นมาตามวัฏจักรของมันเสี่ยวเถาในชุดสีชมพูตัวเก่งที่ซักจนสะอาดสะอ้าน ก้าวเดินเข้ามาในห้องบรรทมอย่างเงียบเชียบ นางลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของมหาเทพเฉิงหลันที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงหยก คิ้วเข้มของเขาขมวดแน่น เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก เส้นเลือดสีดำเริ่มลามขึ้นมาตามลำคออีกครั้ง"กลางวันหน้าตึงใส่ข้า กลางคืนกลับมานอนหมดสภาพ ท่านนี่มันภาระของธุลีท้อจริงๆ เลยนะเจ้าคะ" นางพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจแม้ปากจะบ่น แต่มือน้อยๆ กลับเอื้อมไปหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาซับหน้าให้เขาอย่างเบามือ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนผิวแก้มที่เย็นเฉียบ ร่างสูงใหญ่ก็กระตุกเกร็ง พลังเวทสีดำเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศในห้องบิดเบี้ยว"เวลาหมดแล้วสินะ..." เสี่ยวเถากลืนน้ำลาย รวบรวมความกล้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงหยกนางพยายามขยับแขนขวาที่ยังคงปวดหนึบจากรอยอักขระเส้นแรกอย่างระมัดระวัง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกพลังจากหัวใจบรรพกาล ทาบสองมือลงบนแผ่นอกกว้าง แล้วร่ายอาค
แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักเพียวเสวี่ยกง กระทบเปลือกตาของบุรุษผู้หลับใหลมหาเทพเฉิงหลันค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือความเบาสบายในจุดตันเถียน ความเจ็บปวดเจียนตายจากพิษอสูรฝันบรรพกาลเมื่อคืนมลายหายไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับเป็น 'รสหวาน' จางๆ ที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น และความรู้สึกโหยหาบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ในอกเขายันตัวลุกขึ้นนั่ง พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กๆ ในชุดสีชมพูที่นอนฟุบสลบไสลอยู่ข้างเตียงหยก"เสี่ยวเถา?"เฉิงหลันขมวดคิ้วมุ่น ยัยม้าดีดกะโหลกผู้นี้เข้ามาในห้องบรรทมของเขาตั้งแต่เมื่อใด? ทว่าเมื่อเพ่งมองชัดๆ เขากลับต้องชะงัก ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยกวนประสาทเขาบัดนี้ซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามกรอบหน้า แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง มันทั้งแดงช้ำและเจ่อบวม ราวกับเพิ่งถูกบดขยี้มาอย่างหนักหน่วง!หัวใจของเกล็ดหิมะผู้สูงส่งกระตุกวูบอย่างประหลาด เขาเอื้อมมือหมายจะปลุกนาง ทว่าเสียงฝีเท้าของเซียนรับใช้และเทพโอสถก็ดังขึ้นเสียก่อน"มหาเทพ! ทรงฟื้นแล้ว!" เซียนรับใช้รีบกรูเข้ามาพร้อมกับถาดหยกที่มีถ้วยยาโอสถควันฉุยสองถ้วย"เกิดอะไร
"มหาเทพ! ท่านอยู่ที่ใด!" นางตะโกนฝ่าพายุ ทว่าเสียงกลับกลืนหายไปในอากาศทันใดนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ก็พุ่งทะยานลงมาจากกิ่งเหมยบรรพกาล ความเร็วนั้นเหนือชั้นจนเสี่ยวเถาตั้งตัวไม่ติด ร่างบอบบางของนางถูกกระชากอย่างแรงจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่!"อ๊ะ!"นางครางด้วยความจุก ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น สองตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงบุรุษที่ตรึงร่างนางไว้กับต้นไม้คือ เฉิงหลัน ทว่าเขาไม่ใช่เทพสงครามผู้เคร่งขรึมเจ้าระเบียบอีกต่อไป อาภรณ์สีขาวหลุดลุ่ยเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เส้นผมสีดำสนิทสยายไปตามสายลม ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งเขาหอบหายใจหนักหน่วง โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องของนางทันที!"ดะ...เดี๋ยว! มหาเทพ! นี่ข้าเอง เสี่ยวเถา!" นางพยายามใช้สองมือเล็กๆ ดันแผงอกเขาออก แต่อีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งดั่งภูผาหินเฉิงหลันไม่ฟังเสียงประท้วงใดๆ พิษอสูรฝันได้ทำลายสติสัมปชัญญะและกำแพงน้ำแข็งในใจเขาจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความปรารถนาลึกล้ำ จมูกโด่งสันสูดดมกลิ่นหอมหวานของดอกท้อที่แผ่ออกมาจากกายเนื้อของนางราวกับคนเสพติด"หอมเหลือเกิ
เสียงทรงอำนาจและแหบพร่าดังก้องมาจากหน้าประตู เหล่าเทพชั้นสูงต่างแหวกทางและคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมื่อร่างของท่านย่าเทพมารดรจินหมู่ มารดาแห่งเทพชั้นฟ้าก้าวเดินเข้ามาท่านย่าจินหมู่คือเทพสตรีที่อาวุโสที่สุดในสวรรค์ แม้เส้นผมจะขาวโพลน แต่ดวงตากลับเฉียบคมและทรงพลัง นางเดินตรงไปที่เตียงหยก ปรายตามองรอยอักขระพิษบนร่างเฉิงหลันเพียงแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้า"เทพโอสถพูดถูก พิษนี้ไม่มียาถอน" ท่านย่าจินหมู่เอ่ยเสียงเรียบ "แต่มิใช่ว่าจะไม่มี 'ผู้รักษาสมดุล' ที่สามารถชำระล้างมันได้""ผู้รักษาสมดุลหรือพ่ะย่ะค่ะ? ใครกันที่มีตบะแก่กล้าพอจะรับพิษบรรพกาลแทนมหาเทพได้โดยไม่ตายเสียก่อน?" เทพโอสถถามอย่างตื่นเต้นท่านย่าจินหมู่ไม่ตอบคำถามนั้น ทว่าสายตาเฉียบคมของนางกลับตวัดวูบฝ่าฝูงชน ไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง... ตรงที่สตรีร่างเล็กในชุดสีชมพูเปื้อนเลือดดำกำลังยืนกอดอสูรดอกท้อตัวสั่นงันงกอยู่"เสี่ยวเถา...ก้าวออกมานี่"เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือก นางชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆ "ขะ... ข้าหรือเจ้าคะท่านย่า?""ใช่ เจ้าคือกุญแจเพียงดอกเดียว" ท่านย่าจินหมู่ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เทพธิดาจากสวนท้อผู้นี้ มีแกนเซีย
ร่างของราชันย์อสูรพองออกและระเบิดตูม กลายเป็นเข็มหมอกสีดำสนิทนับพันเล่ม พุ่งทะลวงฝ่ากำแพงน้ำแข็งของเฉิงหลันเข้ามาทุกทิศทาง มันคือ 'พิษอสูรฝันกลืนจิต' คำสาปบรรพกาลที่ไร้ซึ่งยารักษา!เฉิงหลันตวัดกระบี่ปัดป้องด้วยความเร็วสูงสุด ทว่ามีเข็มหมอกเพียงเล่มเดียวที่รอดพ้นคมกระบี่...มันพุ่งเสียบเข้าที่หัวไหล่ขวาของเขาอย่างจัง!ฉึก!"อึก!" เฉิงหลันกัดฟันกรอด คิ้วเข้มกระตุกเข้าหากัน พิษร้ายนั้นไม่ได้สร้างบาดแผลทางกาย แต่มันแทรกซึมผ่านเกราะเงิน ทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรและแกนเซียนโดยตรง ความเจ็บปวดราวกับถูกไฟนรกแผดเผาแล่นปราดไปทั่วร่างแม้จะถูกพิษ แต่มหาเทพสงครามหาได้ทรุดลงไม่ เขากัดข่มความเจ็บปวด รวบรวมตบะเฮือกสุดท้ายฟาดฟันกระบี่หานเหมย ปลดปล่อยพลัง 'ศูนย์องศาสัมบูรณ์' แช่แข็งรอยแยกมิติและปิดผนึกแดนกลืนดาราได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อการศึกสงบลง แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องลงมา ทว่าร่างสูงสง่าที่ยืนตระหง่านอยู่บนกองซากศพอสูรกลับโซเซเล็กน้อยเฉิงหลันใช้กระบี่ยันพื้นดินไว้เพื่อพยุงตัว เขากระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต หยดเลือดเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์จนดูน่ากลัว พิษอสูรฝันเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เขามองปลายนิ้วตัวเองด้วยความสับสน...เหตุใดสัมผัสจากธุลีท้อนางนี้ ถึงมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของเขาถึงเพียงนี้ทว่ายังไม่ทันที่มหาเทพจะได้หาคำตอบให้หัวใจตนเอง ท้องฟ้าเหนือตำหนักเพียวเสวี่ยกงพลันปรากฏแสงสีชาดสาดส่อง ระฆังสวรรค์ดังกังวานสิบสองกริ่ง สัญญาณแห่งวิกฤตการณ์ขั้นสูงสุด!มหาเทพเฉิงหลันผุดลุกขึ้น แววตาสับสนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเด็ดขาดแห่งเทพสงครามทันที"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เขาตวาดถามเซียนรับใช้ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา"เรียนมหาเทพ! ผนึกที่ 'แดนหุบเหวกลืนดารา' แตกออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชันย์อสูรบรรพกาลกำลังนำทัพทะลวงขึ้นมา มหาเทพองค์อื่นๆ ขอให้ท่านรีบนำทัพสวรรค์ไปยับยั้งด่วนที่สุด!"หุบเหวกลืนดารา... สถานที่ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยมลพิษอสูรที่ร้ายกาจที่สุดในสามภพ!เฉิงหลันสะบัดชายเสื้อ เกราะสงครามสีเงินยวงปรากฏขึ้นทาบทับสรีระสูงใหญ่ เขากลายร่างเป็นแสงสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา หายลับไปในความมืดมิดของรัตติกาลทันที โดยทิ้งกล่องขนมที่ว่างเปล่าไว้บนโต๊ะหยก****************เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วังหิมะโปรย"เมื่อวานข้าอาจจะเล่นผิดบทไปหน่อย วันนี้ข้าจะกลับมาเป็นตัวเองแล้ว! กำแพ







