Masuk
วังหิมะโปรยตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาเหมยสวรรค์ ที่นี่ขาวโพลนไปด้วยหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสายดั่งชื่อตำหนัก บรรยากาศเงียบสงัดและสูงส่งจนเทพผู้น้อยแทบไม่กล้าหายใจแรง ทว่าวันนี้...ความสงบเงียบที่ดำรงมาหมื่นปีกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่วิ่งตึกตัก
“หยุดนะเจ้าพวกก้อนขน! อย่าเข้าไปในห้องบรรทมของมหาเทพเชียวนะ!”
เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบจนแก้มยุ้ยๆ แดงปลั่ง ชุดสีชมพูกลีบท้อของนางดูขัดกับความขาวสะอาดของสถานที่อย่างสิ้นเชิง แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว อสูรดอกท้อตัวแสบพุ่งทะยานเข้าไปในห้องบรรทมมหาเทพจนแจกันหยกขาวโบราณแตกเป็นเสี่ยงๆ
“ทำอะไรของเจ้า...”
น้ำเสียงเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นทางด้านหลัง มหาเทพเฉิงหลันในชุดเซียนสีขาวบริสุทธิ์ยืนกอดอก สายตาคมกริบจ้องมองเศษแจกันที่พื้น แล้วเลื่อนมามองหน้าจิ้มลิ้มที่เปื้อนฝุ่นของนาง
“เสี่ยว-เถา! ข้าเคยบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่าพาสิ่งมีชีวิตที่ไร้สติปัญญาพวกนี้เข้ามาในตำหนักเพียวเสวี่ยกงของข้า!”
“แจกันนี้มีอายุหมื่นปี แลกกับชีวิตเจ้าได้สักกี่ร้อยชาติกันเชียว” มหาเทพก้าวเข้ามาประชิดตัว กลิ่นอายเซียนที่หนาวเหน็บทำให้เสี่ยวเถาต้องถอยหลังจนติดผนัง “ไปเสีย! แล้วอย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าในตำหนักนี้อีกสามวัน!”
เฉิงหลันสะบัดชายเสื้ออย่างรังเกียจ พลังเซียนมหาศาลผลักร่างเล็กให้กระเด็นออกไปพ้นเขตตำหนักหิมะโปรยทันที...
หลังจากที่เสี่ยวเถาถูกมหาเทพสะบัดชายเสื้อไล่ออกมาพ้นเขตตำหนักเพียวเสวี่ยกง นางไม่ได้เดินคอตกกลับไปเฉยๆ อย่างที่เขาคิด ร่างเล็กบอบบางหันกลับไปมองยอดตำหนักที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบพลางเม้มปากแน่น
"ไล่ข้าดีนักนะมหาเทพ... ท่านรู้ไหมว่าที่ป่าเหมยของท่านยังงามอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะอสูรดอกท้อของข้าช่วยพรวนดินหรอก!"
นางวางอสูรน้อยลงแล้วหยิบพู่กันไม้อันเล็กออกมาจากอกเสื้อ นัยน์ตากลมโตฉายแววแน่วแน่ "ในเมื่อท่านบอกว่าข้าไร้ประโยชน์ ข้าจะทำให้ท่านเห็นว่า 'ธุลีท้อ' อย่างข้าทำอะไรได้บ้าง"
เสี่ยวเถาหลับตาลง รวบรวมสมาธิเรียกพลังจากภายในที่ซ่อนเร้นอยู่ในกาย จู่ๆ กลิ่นหอมละมุนของดอกท้อสวรรค์ที่รัญจวนใจกว่าปกติก็อบอวลไปทั่วบริเวณ พลังธาตุไม้สีชมพูอ่อนจางแผ่ออกจากร่างเล็กๆ ของนาง ลามไปตามพื้นดินที่เย็นเฉียบ
ขณะเดียวกัน ภายในตำหนักเพียวเสวี่ยกง มหาเทพเฉิงหลันที่กำลังจะนั่งบำเพ็ญตบะกลับต้องลืมตาขึ้น เพราะเขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพลังงานบางอย่างที่บริสุทธิ์และเข้มข้นอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในรอบหมื่นปี
"พลังนี่มัน..." เฉิงหลันขมวดคิ้ว เขาลุกขึ้นแล้วเดินออกไปที่ระเบียงตำหนัก
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เกล็ดหิมะผู้เยือกเย็นถึงกับยืนตะลึง!
หิมะที่เคยทับถมจนกิ่งเหมยแทบหักกลับค่อยๆ ละลายหายไปอย่างรวดเร็ว ต้นเหมยบรรพกาลที่ปกติจะออกดอกเพียงปีละครั้ง กลับพากันชูช่อผลิบานสะพรั่งพร้อมกันทั้งขุนเขาภายในชั่วอึดใจ แต่ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ 'อักขระสีทอง' เล็กๆ ที่สลักอยู่บนกลีบดอกเหมยทุกดอก ซึ่งเป็นอาคมชั้นสูงที่แม้แต่เทพอาวุโสยังทำได้ยาก
ท่ามกลางดงดอกเหมยที่บานสะพรั่ง เสี่ยวเถายืนอยู่กึ่งกลาง ร่างเล็กๆ ของนางดูสง่างามขึ้นมาอย่างประหลาด แสงสีชมพูจางๆ โอบล้อมรอบตัวนางไว้ อสูรดอกท้อตัวน้อยนับสิบตัวพากันเต้นระบำอยู่รอบเท้า
เฉิงหลันพุ่งตัวลงจากตำหนักมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของนาง สายตาคมกริบที่เคยดูแคลนบัดนี้สั่นไหวด้วยความสับสน
"เจ้าทำได้อย่างไรเสี่ยวเถา แม้แต่ข้ายังมิอาจเร่งเร้าพลังธาตุไม้ให้ปลุกต้นเหมยบรรพกาลได้ทั้งป่าเพียงลำพัง"
เสี่ยวเถาลืมตาขึ้น แววตาซุกซนกลับมาอีกครั้ง นางยักไหล่เล็กน้อยพลางเก็บพู่กัน "ก็แค่ปัดฝุ่นป่าเหมยให้ท่านไงเจ้าคะมหาเทพ เห็นท่านชอบด่านักว่าข้าทำตำหนักพัง เลยคิดว่าทำให้ป่าเหมยบานสะพรั่งแบบนี้... ท่านน่าจะเลิกโมโหข้าได้แล้ว"
"นี่มันไม่ใช่แค่การปลุกต้นไม้..." เฉิงหลันก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นกายของนางที่หอมหวานขึ้นอย่างประหลาดทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ "อักขระทองคำบนกลีบเหมยพวกนี้... เจ้าเรียนรู้มาจากที่ใด?"
"อ๋อ... ข้าก็แค่ขีดเขียนไปตามที่ใจสั่งเจ้าค่ะ ไม่คิดว่าท่านจะตื่นเต้นขนาดนี้" นางยิ้มร่าอย่างใสซื่อ โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทำไปคือการเผยพลังของเร้นลับยออกมาให้มหาเทพสงครามได้เห็นเป็นขวัญตา
เฉิงหลันนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เขามองร่างเล็กที่หุ่นดีสมส่วนในชุดสีชมพูพริ้วไหว ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของดวงจิต ความรังเกียจที่เคยมีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสงสัยและความพิศวง
"มหาเทพเจ้าคะ ตกลงข้ายังต้องถูกกักบริเวณไหม" นางเอียงคอถามอย่างน่ารัก
เฉิงหลันกระแอมไอเบาๆ พยายามรักษามาดนิ่งขรึม "ในเมื่อเจ้าทำประโยชน์ชดเชยแจกันหยก... ข้าจะยกเลิกโทษกักบริเวณให้ แต่ห้ามพาก้อนขนพวกนี้เข้าไปในห้องนอนข้าอีกเด็ดขาด!"
"รับทราบเจ้าค่ะ!" เสี่ยวเถาฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี
ในขณะที่นางหันไปเล่นกับอสูรน้อย เฉิงหลันกลับลอบมองแผ่นหลังเล็กๆ นั้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป...เทพผู้น้อยนางนี้ เป็นใครกันแน่?
เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดเขาเหมยสวรรค์ บรรยากาศในตำหนักเพียวเสวี่ยกงก็กลับมาหนาวเหน็บและหนักอึ้งอีกครั้ง พิษอสูรฝันกลืนจิตที่ถูกระงับไว้ในตอนกลางวัน เริ่มปะทุขึ้นมาตามวัฏจักรของมันเสี่ยวเถาในชุดสีชมพูตัวเก่งที่ซักจนสะอาดสะอ้าน ก้าวเดินเข้ามาในห้องบรรทมอย่างเงียบเชียบ นางลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของมหาเทพเฉิงหลันที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงหยก คิ้วเข้มของเขาขมวดแน่น เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก เส้นเลือดสีดำเริ่มลามขึ้นมาตามลำคออีกครั้ง"กลางวันหน้าตึงใส่ข้า กลางคืนกลับมานอนหมดสภาพ ท่านนี่มันภาระของธุลีท้อจริงๆ เลยนะเจ้าคะ" นางพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจแม้ปากจะบ่น แต่มือน้อยๆ กลับเอื้อมไปหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาซับหน้าให้เขาอย่างเบามือ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนผิวแก้มที่เย็นเฉียบ ร่างสูงใหญ่ก็กระตุกเกร็ง พลังเวทสีดำเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศในห้องบิดเบี้ยว"เวลาหมดแล้วสินะ..." เสี่ยวเถากลืนน้ำลาย รวบรวมความกล้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงหยกนางพยายามขยับแขนขวาที่ยังคงปวดหนึบจากรอยอักขระเส้นแรกอย่างระมัดระวัง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกพลังจากหัวใจบรรพกาล ทาบสองมือลงบนแผ่นอกกว้าง แล้วร่ายอาค
แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักเพียวเสวี่ยกง กระทบเปลือกตาของบุรุษผู้หลับใหลมหาเทพเฉิงหลันค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือความเบาสบายในจุดตันเถียน ความเจ็บปวดเจียนตายจากพิษอสูรฝันบรรพกาลเมื่อคืนมลายหายไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับเป็น 'รสหวาน' จางๆ ที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น และความรู้สึกโหยหาบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ในอกเขายันตัวลุกขึ้นนั่ง พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กๆ ในชุดสีชมพูที่นอนฟุบสลบไสลอยู่ข้างเตียงหยก"เสี่ยวเถา?"เฉิงหลันขมวดคิ้วมุ่น ยัยม้าดีดกะโหลกผู้นี้เข้ามาในห้องบรรทมของเขาตั้งแต่เมื่อใด? ทว่าเมื่อเพ่งมองชัดๆ เขากลับต้องชะงัก ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยกวนประสาทเขาบัดนี้ซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามกรอบหน้า แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง มันทั้งแดงช้ำและเจ่อบวม ราวกับเพิ่งถูกบดขยี้มาอย่างหนักหน่วง!หัวใจของเกล็ดหิมะผู้สูงส่งกระตุกวูบอย่างประหลาด เขาเอื้อมมือหมายจะปลุกนาง ทว่าเสียงฝีเท้าของเซียนรับใช้และเทพโอสถก็ดังขึ้นเสียก่อน"มหาเทพ! ทรงฟื้นแล้ว!" เซียนรับใช้รีบกรูเข้ามาพร้อมกับถาดหยกที่มีถ้วยยาโอสถควันฉุยสองถ้วย"เกิดอะไร
"มหาเทพ! ท่านอยู่ที่ใด!" นางตะโกนฝ่าพายุ ทว่าเสียงกลับกลืนหายไปในอากาศทันใดนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ก็พุ่งทะยานลงมาจากกิ่งเหมยบรรพกาล ความเร็วนั้นเหนือชั้นจนเสี่ยวเถาตั้งตัวไม่ติด ร่างบอบบางของนางถูกกระชากอย่างแรงจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่!"อ๊ะ!"นางครางด้วยความจุก ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น สองตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงบุรุษที่ตรึงร่างนางไว้กับต้นไม้คือ เฉิงหลัน ทว่าเขาไม่ใช่เทพสงครามผู้เคร่งขรึมเจ้าระเบียบอีกต่อไป อาภรณ์สีขาวหลุดลุ่ยเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เส้นผมสีดำสนิทสยายไปตามสายลม ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งเขาหอบหายใจหนักหน่วง โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องของนางทันที!"ดะ...เดี๋ยว! มหาเทพ! นี่ข้าเอง เสี่ยวเถา!" นางพยายามใช้สองมือเล็กๆ ดันแผงอกเขาออก แต่อีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งดั่งภูผาหินเฉิงหลันไม่ฟังเสียงประท้วงใดๆ พิษอสูรฝันได้ทำลายสติสัมปชัญญะและกำแพงน้ำแข็งในใจเขาจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความปรารถนาลึกล้ำ จมูกโด่งสันสูดดมกลิ่นหอมหวานของดอกท้อที่แผ่ออกมาจากกายเนื้อของนางราวกับคนเสพติด"หอมเหลือเกิ
เสียงทรงอำนาจและแหบพร่าดังก้องมาจากหน้าประตู เหล่าเทพชั้นสูงต่างแหวกทางและคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมื่อร่างของท่านย่าเทพมารดรจินหมู่ มารดาแห่งเทพชั้นฟ้าก้าวเดินเข้ามาท่านย่าจินหมู่คือเทพสตรีที่อาวุโสที่สุดในสวรรค์ แม้เส้นผมจะขาวโพลน แต่ดวงตากลับเฉียบคมและทรงพลัง นางเดินตรงไปที่เตียงหยก ปรายตามองรอยอักขระพิษบนร่างเฉิงหลันเพียงแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้า"เทพโอสถพูดถูก พิษนี้ไม่มียาถอน" ท่านย่าจินหมู่เอ่ยเสียงเรียบ "แต่มิใช่ว่าจะไม่มี 'ผู้รักษาสมดุล' ที่สามารถชำระล้างมันได้""ผู้รักษาสมดุลหรือพ่ะย่ะค่ะ? ใครกันที่มีตบะแก่กล้าพอจะรับพิษบรรพกาลแทนมหาเทพได้โดยไม่ตายเสียก่อน?" เทพโอสถถามอย่างตื่นเต้นท่านย่าจินหมู่ไม่ตอบคำถามนั้น ทว่าสายตาเฉียบคมของนางกลับตวัดวูบฝ่าฝูงชน ไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง... ตรงที่สตรีร่างเล็กในชุดสีชมพูเปื้อนเลือดดำกำลังยืนกอดอสูรดอกท้อตัวสั่นงันงกอยู่"เสี่ยวเถา...ก้าวออกมานี่"เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือก นางชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆ "ขะ... ข้าหรือเจ้าคะท่านย่า?""ใช่ เจ้าคือกุญแจเพียงดอกเดียว" ท่านย่าจินหมู่ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เทพธิดาจากสวนท้อผู้นี้ มีแกนเซีย
ร่างของราชันย์อสูรพองออกและระเบิดตูม กลายเป็นเข็มหมอกสีดำสนิทนับพันเล่ม พุ่งทะลวงฝ่ากำแพงน้ำแข็งของเฉิงหลันเข้ามาทุกทิศทาง มันคือ 'พิษอสูรฝันกลืนจิต' คำสาปบรรพกาลที่ไร้ซึ่งยารักษา!เฉิงหลันตวัดกระบี่ปัดป้องด้วยความเร็วสูงสุด ทว่ามีเข็มหมอกเพียงเล่มเดียวที่รอดพ้นคมกระบี่...มันพุ่งเสียบเข้าที่หัวไหล่ขวาของเขาอย่างจัง!ฉึก!"อึก!" เฉิงหลันกัดฟันกรอด คิ้วเข้มกระตุกเข้าหากัน พิษร้ายนั้นไม่ได้สร้างบาดแผลทางกาย แต่มันแทรกซึมผ่านเกราะเงิน ทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรและแกนเซียนโดยตรง ความเจ็บปวดราวกับถูกไฟนรกแผดเผาแล่นปราดไปทั่วร่างแม้จะถูกพิษ แต่มหาเทพสงครามหาได้ทรุดลงไม่ เขากัดข่มความเจ็บปวด รวบรวมตบะเฮือกสุดท้ายฟาดฟันกระบี่หานเหมย ปลดปล่อยพลัง 'ศูนย์องศาสัมบูรณ์' แช่แข็งรอยแยกมิติและปิดผนึกแดนกลืนดาราได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อการศึกสงบลง แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องลงมา ทว่าร่างสูงสง่าที่ยืนตระหง่านอยู่บนกองซากศพอสูรกลับโซเซเล็กน้อยเฉิงหลันใช้กระบี่ยันพื้นดินไว้เพื่อพยุงตัว เขากระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต หยดเลือดเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์จนดูน่ากลัว พิษอสูรฝันเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เขามองปลายนิ้วตัวเองด้วยความสับสน...เหตุใดสัมผัสจากธุลีท้อนางนี้ ถึงมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของเขาถึงเพียงนี้ทว่ายังไม่ทันที่มหาเทพจะได้หาคำตอบให้หัวใจตนเอง ท้องฟ้าเหนือตำหนักเพียวเสวี่ยกงพลันปรากฏแสงสีชาดสาดส่อง ระฆังสวรรค์ดังกังวานสิบสองกริ่ง สัญญาณแห่งวิกฤตการณ์ขั้นสูงสุด!มหาเทพเฉิงหลันผุดลุกขึ้น แววตาสับสนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเด็ดขาดแห่งเทพสงครามทันที"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เขาตวาดถามเซียนรับใช้ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา"เรียนมหาเทพ! ผนึกที่ 'แดนหุบเหวกลืนดารา' แตกออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชันย์อสูรบรรพกาลกำลังนำทัพทะลวงขึ้นมา มหาเทพองค์อื่นๆ ขอให้ท่านรีบนำทัพสวรรค์ไปยับยั้งด่วนที่สุด!"หุบเหวกลืนดารา... สถานที่ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยมลพิษอสูรที่ร้ายกาจที่สุดในสามภพ!เฉิงหลันสะบัดชายเสื้อ เกราะสงครามสีเงินยวงปรากฏขึ้นทาบทับสรีระสูงใหญ่ เขากลายร่างเป็นแสงสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา หายลับไปในความมืดมิดของรัตติกาลทันที โดยทิ้งกล่องขนมที่ว่างเปล่าไว้บนโต๊ะหยก****************เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วังหิมะโปรย"เมื่อวานข้าอาจจะเล่นผิดบทไปหน่อย วันนี้ข้าจะกลับมาเป็นตัวเองแล้ว! กำแพ







