Se connecter
ณ จวนหลังใหม่ของแม่ทัพหลี่ เมืองอี้โจว ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักอย่างรุนแรงจนได้ยินเสียงกระทบบนหลังคา ฉู่อวี่หนิงในวัยสิบเก้านั่งคุกเข่าอยู่หน้าห้องหอตามคำสั่งสามีที่กำลังเข้าหอหญิงอื่นที่เพิ่งแต่งงานเข้าสกุลหลี่
น้ำตาที่ไหลอาบแก้มถูกกลบด้วยหยาดฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน แม้อยากจะลุกหนีไปให้พ้นแต่ก็ถูกทหารในจวนใช้ไม้พองกดไหล่เอาไว้ทั้งสองข้าง
“ฮูหยิน พวกข้าทำตามคำสั่ง อย่าได้โกรธเคืองเลย” น้ำเสียงที่ฟังดูรู้สึกผิดนั้นไม่ได้ทำให้คนที่คุกเข่ามาครึ่งชั่วยามรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย
ฮูหยินของแม่ทัพปราบอุดรต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าสังเวช เมื่อสามีเสร็จการศึกแล้วพาบุตรีเจ้าเมืองต่างแคว้นกลับมาแต่งงาน รับเป็นฮูหยินรอง สวมชุดแต่งงานสีแดงที่หรูหราเข้าทางประตูหน้าเรือนอย่างเอิกเกริก
ทั้งที่ยังไม่ได้รับคำยินยอมจากฮูหยินอย่างตน ทว่าก็รับสตรีนางอื่นเข้าบ้านอย่างเปิดเผยและจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ พ่อแม่สามีก็เห็นดีเห็นงาม ต้อนรับลูกสะใภ้ที่เป็นถึงบุตรีเจ้าเมืองของแคว้นหานอย่างออกหน้าออกตา และที่เจ็บปวดคือหลี่โม่เทียนสามีของนางบังคับให้อยู่หน้าห้องหอ เป็นพยานในการเข้าหอที่แสนหวานชื่นของเขาและอันเหม่ยหรง
หลายปีก่อนใครกันที่พร่ำบอกรักนาง ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้นางมาเป็นภรรยา บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นคนไร้หัวใจ
“ข้าหลี่โม่เทียนขอสัญญาว่าจะมีเพียงเจ้าผู้เดียว ไม่คิดมีอนุให้ต้องช้ำใจ จะไม่มีหญิงใดในใจนอกจากเจ้า” คำสัญญานั้นนางไม่ได้บีบให้เขาพูดเสียเมื่อไหร่ เป็นเขาเองที่เอ่ยวาจาสัตย์นั้นออกมา และทำลายมันลงด้วยการกลืนน้ำลายตัวเอง
นับจากประตูห้องหอปิดลงและมีเงาของคนสองคนตระกองกอดกันผ่านแสงจากเทียนที่สว่างจ้าออกมาทางหน้าต่าง บัดนี้ผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้วและประตูก็ถูกเปิดออก แม่ทัพวัยยี่สิบหกและเจ้าสาวที่โอบกอดแนบกายเดินมาที่หน้าประตู สายฝนที่ตกหนักกำลังซาลงไป เหลือเพียงละอองฝนที่ยังคงโปรยปรายเล็กน้อยเหมือนน้ำตาของฉู่อวี่หนิงที่กำลังเหือดแห้ง
สายตาคมกริบมองภรรยาที่เนื้อตัวเปียกโชกด้วยความเย็นชา หากแต่มือโอบเอวอรชรของฮูหยินรองเอาไว้อย่างทะนุถนอม
“เสียดายที่ฝนตกหนัก เจ้าจึงไม่ได้ยินเสียงของข้ากับเหม่ยหรงว่ามีความสุขกันแค่ไหน”
“ท่านพี่ เหตุใดจึงใจร้ายกับข้าเยี่ยงนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“ข้าอยากให้เจ้าเห็นว่าข้ารักเหม่ยหรงมากเพียงใด และต้องการให้เจ้าหย่ากับข้า” น้ำเสียงนั้นเย็นชาและไร้ซึ่งความรัก
“ข้าทำผิดต่อท่านหรือไม่ ข้าดูแลท่านพ่อท่านแม่ท่านไม่เคยบกพร่องแม้แต่น้อย ช่วงที่ท่านออกรบข้าดูแลบ่าวไพร่และเรือนสกุลหลี่ให้สงบร่มเย็นเสมอมา บอกข้าสิว่าท่านจะหย่ากับข้าด้วยเหตุผลอันใดกัน” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ มองสามีด้วยความเจ็บปวด แต่หากจะให้คุกเข่าอ้อนวอนทั้งที่ไม่ใช่ความผิดนางไม่สามารถทิ้งศักดิ์ศรีสกุลฉู่ลงได้
“เพราะข้าไม่รักเจ้าแล้ว และไม่ต้องการเห็นหน้าเจ้าอีก ทั้งชีวิตข้าจะมีเพียงเหม่ยหรงผู้เดียว ไม่มีสตรีนางใดให้นางต้องช้ำใจ รวมถึงเจ้าที่ข้าจำใจต้องแต่งงานตั้งแต่แรกเพราะเจ้าใช้มารยายั่วยวนข้า ข้าหาได้มีใจให้เจ้าตั้งแต่แรกไม่” คำพูดที่เห็นแก่ตัว เอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้ผู้อื่นนั้นทำให้หัวใจฉู่อวี่หนิงแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี
ไม่รักกับไม่เคยรักความหมายต่างกันแต่เจ็บปวดไม่ต่างกัน ในเมื่อสิ่งที่เขาต้องการคือการหย่าเพื่อยกย่องสตรีนางอื่นมาแทนที่ แล้วเหตุใดนางจะต้องอ้อนวอนให้ตนเองต้องเสียศักดิ์ศรี
ร่างอรชรลุกขึ้นด้วยขาที่สั่นเทา เสี่ยวชิ่งที่ยืนร้องไห้อยู่ไกล ๆ รีบวิ่งมาประคองนายหญิงของตน
“ได้ ข้าจะหย่ากับท่าน และไปจากจวนนี้พร้อมกับสินเดิมของข้า” นางกล่าวเสียงเบา สินเดิมที่นางมีใช้เลี้ยงดูสกุลหลี่ช่วงที่เขาออกรบ หากไม่ได้นางมีหรือว่าสกุลหลี่จะลืมตาอ้าปากได้จนถึงทุกวันนี้
พอสร้างคุณงามความดีได้รับจวนหลังใหม่และบ่าวรับใช้ที่มากขึ้น ข้ามแม่น้ำสำเร็จคิดจะรื้อสะพานทิ้ง พอนางหมดประโยชน์แล้วก็คิดผลักไส
“สินเดิมเพียงหยิบมือของเจ้า ขนกลับไปสกุลฉู่ให้หมด ข้าไม่ได้อยากได้สักนิด… ฮูหยิน เราเข้าห้องหอต่อเถิด” น้ำเสียงกร้าวพูดอย่างเย็นชา ก่อนจะหันไปพูดเสียงนุ่มกับอันเหม่ยหรงที่ยืนยิ้มร่า แล้วประคองกันเข้าไปในห้อง
“กลับห้องเถิดเจ้าคะ” เสี่ยวชิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ประคองผู้เป็นนายกลับไปเปลี่ยนอาภรณ์ที่ห้องพัก แล้วออกไปต้มยามาให้แก้อาการหนาวและป้องกันหวัด
“ข้าจะหย่า” เมื่อเสี่ยวชิ่งกลับมาก็พูดในสิ่งที่ตัดสินใจดีแล้ว
“ท่านเป็นฮูหยินตราตั้ง หากจะเอาเรื่องท่านแม่ทัพที่แต่งอนุโดยไม่ยินยอมก็ย่อมได้ เหตุใดจึงยอมหย่าด้วยเจ้าคะ” เสี่ยวชิ่งถามด้วยความโมโหแทน
“หน้าต่างมีรู ประตูมีช่อง อันเหม่ยหรงมิใช่อนุ นางคือฮูหยินรองและเป็นว่าที่ฮูหยินคนใหม่ จะพูดสิ่งใดเจ้าต้องระวังอย่าให้ภัยมาถึงตัว” น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความประชดประชันถึงสถานะของเจ้าสาวในวันนี้
“ท่านจะปล่อยวางจริงหรือเจ้าคะ”
“ดั่งคำกล่าวที่ว่า วิกาลยาวนาน ฝันยุ่งเหยิง…ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อต่อไปอาจเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นได้ ในเมื่อเขาต้องการหย่าข้าก็จะหย่าให้ เจ้าส่งข่าวบอกท่านพ่อให้ส่งรถม้ามารับข้า หากจะไปจากที่นี่ข้าไม่ต้องการให้คนของจวนสกุลหลี่ไปส่ง ข้ากลับเองได้” น้ำเสียงนั้นสงบลง ในเมื่อสุดจะสอยก็ต้องยอมปล่อยมือไป
ความรักที่ผ่านมาแม้จะเสียดาย แต่นางไม่ใช่สตรีที่อ่อนแอจนต้องยอมอ้อนวอนขอความเมตตาจากสามีที่จิตใจอำมหิตผู้นี้ อันเหม่ยหรงก็เหลือทน รู้ทั้งรู้ว่าหลี่โม่เทียนมีภรรยา แต่ก็ยังอุตส่าห์ติดตามมาแต่งงานถึงแคว้นฉี
ทั้งเมืองอี้โจวต่างรู้ว่านางทำหน้าที่ภรรยาที่เฝ้ารอการกลับมาของสามีที่ออกรบได้ดีเพียงใด แม้ไม่มีใครกล้าพูดให้ร้ายบุตรีเจ้าเมืองแคว้นหานผู้นี้ แต่ก็รู้แก่ใจว่าอันเหม่ยหรงก็ไม่ต่างจากอนุผู้หนึ่ง เพียงแต่ได้รับความรักจากหลี่โม่เทียนจนได้เป็นฮูหยินรอง และกำลังจะขึ้นมาแทนที่นางในไม่ช้านี้ ช่างหน้าหนาเกินทน
ในขณะเดียวกันในห้องหอของบ่าวสาว ร่างอรชรโยกกายบดเบียดสะโพกลงหาสะโพกสอบพร้อมครางเสียงหวานกระเส่า พร่ำร้องถึงความสุขสมที่ได้รับ
หลี่โม่เทียนเพลิดเพลินไปกับลีลาร่อนสวาทที่แสนเย้ายวน ราวกับว่านางขนท่วงท่าจากตำราวสันต์มาใช้กับเขาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เสียงหายใจหอบกระเส่าและเสียงครางผสานกันไม่นานฝ่ายเจ้าสาวก็ส่งเสียงหวีดแหลมขึ้น พร้อมกับเจ้าบ่าวที่ส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำ สองร่างกระตุกเกร็งเข้าหากันแล้วกอดรัดด้วยความรักใคร่
“ข้าไม่อยากให้นางมีชีวิตอยู่เป็นหนามตำใจข้า” น้ำเสียงนั้นเอาแต่ใจ มือวางลูบที่หน้าอกของสามี
“หย่าแล้วนางก็จะไปจากที่นี่ ไม่ให้รบกวนสายตาเจ้าอีกแน่” หลี่โม่เทียนพูดเอาใจ
“ไม่ มีข้าต้องไม่มีนาง ไม่ว่าเมืองนี้ แคว้นนี้ หรือชาตินี้ ข้าไม่ต้องการอยู่ร่วมกับนาง” น้ำเสียงนั้นกล่าวจริงจัง หลี่โม่เทียนพยักหน้ารับกอดเจ้าสาวแสนงามไว้ในอ้อมแขน นางจะให้ทำอะไรเขาก็ยอมทั้งนั้น
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







