Se connecterหนังสือหย่าถูกยื่นอย่างเป็นทางการ ฉู่อวี่หนิงทำการกราบคารวะลาพ่อแม่ของอดีตสามีแต่กลับถูกเมินเฉย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้นางดูแลปรนนิบัติพวกเขาด้วยดีเสมอมา
รถม้าสกุลฉู่มาจอดเทียบที่หน้าจวนหลังใหม่ที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่บิดาส่งมารับและสาวใช้คนสนิทช่วยขนข้าวของและสินเดิมกลับไปที่เมืองหนานอัน จากนี้จะไม่กลับมาเหยียบที่เมืองอี้โจวอีกเด็ดขาด
นางขึ้นรถม้าไปพร้อมกับเสี่ยวชิ่งสาวใช้ที่ติดตามมาตั้งแต่แรก สามปีที่เป็นภรรยาของแม่ทัพหลี่จบลงเพียงแค่เขามัวเมาในสตรี รักเดียวใจเดียวเช่นนั้นหรือ ไม่มีบุรุษหน้าไหนรักเดียวใจเดียวอย่างที่ปากพูดหรอก นางไม่น่าหลงเชื่อคารมนั้นตั้งแต่แรก
“นายหญิง… เอ่อ คุณหนู ท่านอย่าได้เศร้าไป เป็นม่ายแล้วอย่างไร สตรีม่ายออกเรือนไปก็มีอีกเยอะแยะ ท่านงดงามทั้งกายและใจ ฉลาดหลักแหลม เก่งงานบ้านงานเรือนทุกอย่าง มีแต่คนจะต่อแถวสู่ขอท่านสิไม่ว่า” เสี่ยวชิ่งพยายามพูดเอาใจ
“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น เพียงแต่ว่าทุกอย่างมันดูง่ายเกินไป ก่อนหน้านี้ที่รอยื่นหนังสือหย่าพวกนั้นระรานข้าแทบทุกวัน” พูดไม่ทันขาดคำ รถม้าก็หยุดชะงัก คนในรถม้าเกือบจะตกจากที่นั่ง
“เดี๋ยวข้าออกไปดูเอง” เสี่ยวชิ่งออกจากตู้นั่งบนรถม้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นก็เงียบไปพักใหญ่
ฉู่อวี่หนิงเห็นท่าไม่ดีจึงตามออกไปดู ภาพที่เห็นคือหลี่โม่เทียนเอามืออุดปากเสี่ยวชิ่งจากด้านหลัง มืออีกข้างถือดาบจ่อที่คอของนางเอาไว้ ด้านหลังคือทหารคนสนิทอีกสองนายที่ถือดาบเปื้อนเลือดด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
“หลี่โม่เทียน นั้นท่านจะทำอะไร” นางถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว มองดูร่างที่โชกเลือดของคนจากสกุลฉู่ที่บิดาส่งมารับตัวก็เอามือปิดปากด้วยความตกใจ
ร่างอรชรลงมาจากรถม้าไปเขย่าตัวคนเทียมรถม้าและบ่าวอีกสองนาย เห็นว่าทั้งสามแน่นิ่งไปแล้วก็กรีดร้องออกมา มองไปที่เสี่ยวชิ่งที่กำลังจ้องมองกลับมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ปล่อยนางไป ได้โปรด” สิ้นเสียงอ้อนวอนโลหิตสีแดงฉานก็พวยพุ่งจากคอของสาวใช้วัยยี่สิบ
“เสี่ยวชิ่ง” ฉู่อวี่หนิงเรียกชื่อนางเสียงดัง วิ่งเข้าไปรับร่างเล็กที่กำลังร่วงลงไปนอนกับพื้น พยายามเอามือปิดบาดแผลที่คอแต่ก็ไร้ผล เลือดทะลักออกตามซอกนิ้วพร้อม ๆ กับเปลือกตาที่ค่อย ๆ ปิดลงไปอย่างช้า ๆ กลิ่นโลหิตคาวคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาเงยขึ้นจ้องมองอดีตสามีที่เพิ่งหย่าร้าง แววตาคู่นั้นเหี้ยมโหดไร้ความปรานี ความรักไม่หลงเหลือไม่เป็นไร แต่เหตุใดต้องทำกับนางราวกับมีความแค้นต่อกัน ทั้งที่ยอมหย่าให้แต่โดยดีแล้ว
“อย่าโทษใครเลย โทษที่เจ้าขวางหูขวางตาเหม่ยหรงของข้า”
“ท่านถึงกับตามมาสังหารข้าเพียงเพราะเอาใจนาง หึ นี่หรือแม่ทัพปราบอุดรผู้ที่ผู้คนต่างก็ยกย่อง ในสนามรบท่านคือผู้กล้า แต่ในความเป็นจริงท่านยิ่งกว่าเดรัจฉาน ฆ่าคนเป็นผักปลา เพียงเพราะสตรีนางเดียว” ไม่รู้จะใช้คำไหนด่าทอ เพราะคนหยาบช้าคงไม่สำนึก
“จินหง หลงเป่า ขนข้าวของในรถม้าสกุลฉู่กลับไปที่จวน ปล่อยข่าวออกไปว่ารถม้าถูกโจรป่าปล้นฆ่า คนจากสกุลฉู่และอดีตฮูหยิน…ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต!” สิ้นคำสั่งนั้นหลี่โม่เทียนก็ยื่นปลายดาบมาจ่อที่คอของภรรยา
“เหม่ยหรงกลัวว่าข้าจะปล่อยเจ้าไป นางต้องการหัวของเจ้า” น้ำเสียงนั้นกล่าวอย่างเลือดเย็น
ฉู่อวี่หนิงดวงตาเบิกโพลง มองดาบที่ยกขึ้นแล้วตวัดลงมาที่คอ ภาพหมุนคว้างตามศีรษะที่กลิ้งไปแล้วค่อย ๆ ดับสนิท ศีรษะกลิ้งตกลงข้างปลายเท้าของหลี่โม่เทียน เขามองดูร่างที่ไร้หัวกระตุกเกร็งและแน่นิ่งไป ผ่อนลมหายใจออกมาเมื่อทุกอย่างจบสิ้น
หลี่โม่เทียนเอามือคว้ากลุ่มผมที่มวยอยู่บนศีรษะเพื่อจะนำใส่กล่องไม้ ปิ่นที่เคยซื้อให้อดีตภรรยาตกลงมาที่พื้น สายตาที่ไร้ความปรานีจ้องมองมันชั่วขณะ
ความทรงจำที่ยังหวานชื่นเมื่อหลายปีก่อนหลั่งไหลเข้ามาในความทรงจำ แต่หัวใจที่ด้านชานั้นไม่ได้รู้สึกผิดต่อนางแม้แต่น้อย ยกเท้ากระทืบปิ่นหยกจนแตกหัก นำศีรษะของนางกลับไปเพื่อเอาใจอันเหม่ยหรง เตรียมตัวแต่งตั้งนางเป็นฮูหยินสกุลหลี่อย่างเป็นทางการแทนที่ภรรยาที่หมดรัก
************************
“ไม่นะ ไม่!” ร่างอรชรสะดุ้งตื่นขึ้นมาในยามไห่ พร้อมกับเสียงฟ้าที่ผ่าดังเปรี้ยงจนห้องสะเทือน
ภาพในความฝันนั้นดูเหมือนจริงจนร่างของนางสั่นเทาไปทั้งตัว เอามือจับที่ลำคอของตัวเองเอาไว้ว่ายังอยู่ดีหรือไม่ ไหล่เล็กสั่นเทาไม่หยุด กลิ่นคาวของเลือดของเสี่ยวชิ่งยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ยังคงรู้สึกถึงคมดาบที่ตัดผ่านเส้นเลือดและกระดูกต้นคอของตน ความเจ็บปวดเพียงพริบตานั้นราวกับว่ามันเกิดขึ้นจริง
“นี่ข้า…ฝันไปหรือ” นางพึมพำกับตนเอง ค่อย ๆ ลดความหวาดกลัวลงไป เสียงฟ้าคะนองและเสียงฝนที่ตกหนักด้านนอกคงกลบเสียงกรีดร้องจากฝันร้ายเมื่อครู่ ไม่เช่นนั้นคงทำให้จวนสกุลหลี่วุ่นวายและไม่วายถูกสามีและอันเหม่ยหรงพูดกระทบกระทั่งให้เจ็บปวดหัวใจ
เมื่อตั้งสติได้ก็เดินไปจุดเทียนเพื่อให้ห้องดูสว่างขึ้น แต่ดูเหมือนว่าการจัดวางข้าวของในห้องจะต่างจากเดิม ทำให้นางสะดุดเก้าอี้จนเกือบล้ม พอจุดไฟติดดวงตาคู่เรียวก็เบิกกว้าง
“นี่มัน…” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เมื่อห้องที่อยู่ในตอนนี้คือห้องนอนเดิมของนางที่สกุลฉู่ หรือว่านางเผลอหลับบนรถม้า พอกลับมาถึงสกุลฉู่จึงมีคนพามานอนที่ห้องเช่นนั้นหรือ
“ใช่ ต้องใช่แน่ ๆ” น้ำเสียงนั้นกล่าวปลอบใจตนเอง ไม่รู้ว่าอันไหนคือความจริง อันไหนคือความฝัน
หรือนางตายไปแล้ว ก่อนไปปรโลกวิญญาณจึงกลับมาที่นี่อย่างนั้นหรือ ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านจนต้องสะบัดหัวไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป
สักพักประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมด้วยเสี่ยวชิ่งในวัยสิบหกที่เดินเข้ามาดูคุณหนูของตน
“เสียงฟ้าผ่าเมื่อครู่ดังมาก ข้าเกรงว่าคุณหนูจะตกใจจึงรีบเข้ามาดู คืนนี้จะให้ข้านอนเป็นเพื่อนหรือไม่” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย
ฉู่อวี่หนิงมองใบหน้าที่อ่อนเยาว์นั้น จากนั้นนางก็เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ภาพตรงหน้าคือตนในวัยสิบห้า ชุดที่จะใส่ในพิธีปักปิ่นพรุ่งนี้แขวนอยู่ที่ฉากกั้นพร้อมกับเครื่องประดับและเครื่องประทินโฉมที่จะใช้ในวันพรุ่งนี้
“ตื่นเต้นกับพิธีปักปิ่นหรือเจ้าคะ” เสี่ยวชิ่งถามแล้วเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส
“พิธีปักปิ่น...” ริมฝีปากพึมพำออกมา
“รีบเข้านอนเถอะเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ต้องตื่นมาแต่งตัวและทำผมทรงใหม่ คุณหนูของข้าจะต้องงดงามที่สุดในหนานอัน” เสี่ยวชิ่งบอกแล้วดันแผ่นหลังนางให้กลับไปที่ตั่งนอน
ฉู่อวี่หนิงไม่รู้ว่ากำลังฝันหรือว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดทุกอย่างถึงย้อนกลับมาเมื่อสี่ปีที่แล้ว
หากเป็นเช่นนั้นไม่ใช่ว่าสวรรค์ส่งนางให้กลับมาแก้ไขอดีตหรอกหรือ ถ้าเป็นเช่นนี้จริงนางจะใช้ชีวิตในชาตินี้ให้ดีที่สุด และไม่พลาดที่จะเอาคืนบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นอย่างแน่นอน
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







