Se connecterตำราม้วนสุดท้ายถูกม้วนเก็บไปหลังจากอ่านจบ จากนั้นหยวนไป๋เยี่ยนก็ลุกขึ้นยืนยืดตัวแล้วบิดตัวเล็กน้อยเพื่อที่จะคลายกล้ามเนื้อที่ตึงอยู่แผ่นหลัง
ฝีเท้าก้าวอย่างนุ่มเบาออกมาหลังฉากกั้น พบว่าบัดนี้ฉู่อวี่หนิงได้หลับไปแล้ว ในมือของนางกำถุงหอมที่ปักเย็บเรียบร้อยเอาไว้
บัณฑิตหนุ่มเดินเข้าไปหยิบถุงหอมนั้นขึ้นมาดูชื่นชมลายปักที่ประณีต มุมปากก็คลี่ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ นี่เป็นถุงหอมชิ้นแรกที่กำลังจะได้รับจากสตรี ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีผู้ใดยื่นให้แต่เขาไม่เคยรับจากใครเลยเสียมากกว่า
เมื่อวางถุงหอมนั้นลงกลับคืนเสี่ยวชิ่งก็รู้สึกตัวแล้วตื่นขึ้นมาก่อน นางกำลังจะปลุกคุณหนูของตนแต่ทว่าบัณฑิตหนุ่มก็ส่ายหน้าห้ามเอาไว้ จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้นางออกไปจากห้อง
เสี่ยวชิ่งจำใจจะออกต้องออกจากห้องไปรออยู่ด้านนอกกับผู้ติดตามของเขาที่รออยู่ พลางคิดว่าคงมีอะไรจะพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว
เมื่อได้ยินเสียงเปิดปิดประตูเปลือกตาสีเปลือกไข่ก็ขยับเบา ๆ ก่อนที่จะลืมตาขึ้นแล้วพบว่าหยวนไป๋เยี่ยนกำลังนั่งอยู่ตรงข้ามแล้วจ้องมองมาที่นาง
ฉู่อวี่หนิงรีบยืดตัวขึ้นยังคงอยู่ในท่านั่งจากนั้นก็มองหาสาวใช้คนสนิทไปรอบ ๆ พบว่านางไม่อยู่แล้ว
“ข้าให้นางออกไปรอข้างนอก” ไม่รอให้นางได้สงสัยนานก็รีบตอบออกไปก่อน
“ท่านอ่านตำราเสร็จแล้วหรือ”
“อืม ตอนนี้ก็ใกล้จะค่ำแล้ว ข้าจะไปส่งเจ้ากลับเรือน” ประโยคที่เน้นย้ำเรื่องเวลาให้นางฉุกคิดเรื่องอาหารมื้อเย็นไม่ได้ทำให้นางใส่ใจสักนิด
“ก็ดีเจ้าค่ะ” ใบหน้างามพยักหน้ารับ จากนั้นก็ยื่นถุงหอมส่งมอบให้แก่ชายคู่หมั้น
“ถุงหอมจากข้า คุณชายหยวนได้โปรดรับเอาไว้” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติไม่ได้มีความเอียงอายอย่างเช่นสตรีที่มอบถุงหอมแทนใจให้บุรุษ เหมือนมอบให้ตามมารยาทเสียมากกว่า
“ปกติแล้วข้าไม่รับถุงหอมจากผู้ใด แต่หากไม่รับเอาไว้ก็คงไม่เป็นผลดีนัก” หยวนไป๋เยี่ยนแสดงถึงไม่เต็มใจก่อนที่ฝ่ามือใหญ่จะเอื้อมมารับถุงหอมไปเก็บไว้ช่องลับในแขนเสื้อ
“ไม่ใช่ว่าอีกสามวันข้าจะเห็นมันถูกทิ้งอยู่ริมถนนนะเจ้าคะ หากคิดจะทิ้งก็เก็บเอาไว้ค่อยคืนให้ข้าจะดีกว่า” น้ำเสียงนั้นกล่าวอย่างเสียดาย มองตามถุงหอมของตนที่ตั้งใจทำมันจริง ๆ หากเขาจะทิ้งสู้เอามาคืนจะไม่ดีกว่าหรือ
“แม้ข้าไม่อยากได้แต่ข้าก็ไม่ทิ้ง จะเก็บเอาไว้อย่างดีก็แล้วกัน” น้ำเสียงนั้นกล่าวอย่างเย็นชาแสดงให้นางรู้ว่าเขาไม่ได้เต็มใจอยากรับ จะให้อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือเขาไม่ได้มีใจให้แก่นาง
“ข้ารู้ว่าเราทั้งสองไม่ได้รู้สึกมีใจให้แก่กันเลยแม้แต่น้อย แต่หากท่านจะพูดดีกับข้าบ้างให้เกียรติในฐานะคู่หมั้นและว่าที่ภรรยาก็คงจะดีไม่น้อย ข้าไม่ถือว่าสิ่งนั้นเป็นการให้ความหวังแก่ข้าหรอก อีกอย่างที่ข้ายังไม่ได้บอกท่าน หลังจากแต่งงานสี่ปีข้าจะหย่าให้แก่ท่าน ถึงตอนนั้นท่านก็จะไม่ต้องเห็นหน้าข้าให้รำคาญใจแล้ว” คำกล่าวของนางทำให้บัณฑิตหนุ่มหัวใจกระตุกเล็กน้อยด้วยความเสียหน้า
“ยังไม่ได้แต่งงานเจ้าก็พูดถึงเรื่องหย่าแล้ว เจ้าเป็นสตรีเช่นใด จิตใจทำด้วยสิ่งใดกัน ถึงข้าไม่ได้รู้สึกต่อเจ้า แต่อย่างน้อยเจ้าก็เป็นสตรี จะพูดจาสิ่งใดก็ควรจะให้เกียรติว่าที่สามีอย่างข้า คนที่จะพูดถึงเรื่องหย่าต้องเป็นเจ้าหรือ” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยโทสะ
“ยังไม่ทันแต่งงานกันก็วางอำนาจใส่ข้าแล้ว จำเอาไว้นะหยวนไป๋เยี่ยน ที่ข้าแต่งงานกับท่านค่ะไม่ได้มีใจให้แก่ท่านเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราตกลงกันตั้งแต่แรก ต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างก็มอบผลประโยชน์ให้แก่กันก็เท่านั้น ท่านไม่ได้รักข้า ข้าก็ไม่ได้รักกันเช่นกัน หากท่านอยากให้ข้าทำดีกับท่าน ท่านก็ต้องทำดีกับข้า ข้าเป็นคนกล้ารักกล้าเกลียด ท่านทำสิ่งใดต่อข้า ข้าก็จะปฏิบัติเช่นนั้นกับท่าน”
ไม่คิดเลยว่านางจะกล้ากล่าวเช่นนี้ออกมา เป็นแค่สตรีตัวเล็ก ๆ แต่อาจหาญต่อฝีปากกับบุรุษ แบบนี้แต่งงานกันไปก็ยากที่จะควบคุม
แต่ก็เข้าใจที่นางพูด ทั้งที่ตกลงแต่งงานกันแล้วเขาก็น่าจะพูดดีและถนอมน้ำใจนางมากกว่านี้ เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วก็พยายามพ่นลมหายใจผ่อนลงเพื่อระงับความโกรธ
“เอาละ ข้าผิดเองที่วางกิริยาไม่ดีต่อเจ้า” เมื่อผู้ใหญ่เป็นฝ่ายที่ยอมรับผิดก่อนนางจึงต้องสงบลง จริงอยู่ว่าหากนับตามประสบการณ์ในชาติก่อนและอายุของนางแล้วมากกว่าเขาหนึ่งปี แต่บัดนี้นางอายุเพียงสิบห้าจึงถือว่าเป็นผู้น้อย
“ข้าก็ต้องขออภัยที่ใช้กิริยาไม่ดีต่อท่าน ต่อไปหวังว่าเราทั้งสองคนจะมีไมตรีที่ดีกว่ากันและร่วมมือส่งเสริมกันและกันต่อไป” ท่าทีที่ดูเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ลดลง จากนั้นก็รินน้ำชาแล้วยกให้เพื่อเป็นการขอโทษ
หยวนไป๋เยี่ยนรับน้ำชาขึ้นมาจิบหนึ่งคำ จากนั้นก็มองหญิงคู่หมั้นด้วยสายตาที่วิเคราะห์ สตรีช่างเป็นเพศที่เข้าใจอารมณ์ได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะคุณหนูใหญ่ฉู่ผู้นี้เป็นสตรีที่เขาไม่เคยเข้าใจความคิดของนางเอาเสียเลย
************************
เมื่อกลับมาถึงเรือนฉู่อวี่หนิงก็รีบสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของแทนใจที่เสี่ยวชิ่งได้รับ จากนั้นก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่เสี่ยวชิ่งจะถามกับเรื่องสร้อยแทนใจที่นางได้รับเช่นกัน
“คุณชายหยวนซื้อของที่มีราคาขนาดนี้ คงกำลังมีใจให้ท่านอยู่แน่”
“ข้าเลือกเองต่างหาก ไหน ๆ ก็จะซื้อให้ทั้งที” ฉู่อวี่หนิงตอบแล้วยิ้มอย่าพอใจ พูดแล้วก็อดนึกถึงหลี่โม่เทียนและจางเยี่ยนฟางที่กำลังปักปิ่นหยกให้แก่ก่อนที่นางจะออกมาไม่ได้
แรก ๆ ก็อยากสงสารนางอยู่หรอก แต่ด้วยสายตาและคำพูดบางอย่าง สตรีนางนี้ก็เหมาะสมดีกับคนชั่วช้าอย่างหลี่โม่เทียนแล้ว
“แล้วถุงหอมที่คุณหนูเอาให้คุณชายหยวน เขาว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“บอกว่าไม่อยากได้ แต่รับเอาไว้เพราะไม่อยากถูกหยวนฮูหยินบ่น ไม่รู้ว่าจะเอาไปโยนทิ้งที่ไหนหรือไม่ พูดแล้วก็เสียดายนัก รู้เช่นนี้น่าจะปักรูปก้อนหินให้เขาก็พอแล้ว” พูดแล้วก็อดเสียดายถุงหอมที่เพิ่งปักเสร็จไม่ได้
“จะว่าไปแล้ว ฝีมืองานปักชิ้นนี้ของคุณหนูสวยงามมากจริง ๆ นะเจ้าคะ ข้าเห็นแล้วก็ยังอดทึ่งไม่ได้ที่คุณหนูฝีมือพัฒนาอย่างรวดเร็วเข่นนี้” เสี่ยวชิ่งกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้นระคนสงสัย
“ข้าบอกเจ้าแล้ว เทศกาลซีซีนี้ให้ขอพรจากดาวจือหนี่ว์ เจ้าเห็นไหมว่าพรของข้าสมหวัง”
“ดาวจือหนี่ว์ศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ เช่นนั้นหากข้าขอพรเรื่องความรักก็คงจะสมหวังเช่นกัน นางย่อมอยากเห็นคนสมหวังเช่นนาง” กล่าวถึงอีกเรื่องเสี่ยวชิ่งก็พูดอีกเรื่องเปลี่ยนประเด็นไป ฉู่อวี่หนิงส่ายศีรษะเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู
ชาติที่แล้วเพราะนางแต่งงานไปอยู่ต่างเมืองและได้พาเสี่ยวชิ่งติดตามไปด้วย นางกับหวังลู่จึงต้องพลัดพรากจากกัน เพียงเพราะต้องติดตามมารับใช้ตนจนถึงวาระสุดท้าย ชาตินี้จึงอยากจะให้นางได้สมหวัง
หากหวังลู่มีเงินมาไถ่ตัวนางไม่เพียงพอตนก็จะช่วยคืนอิสระให้แก่เสี่ยวชิ่งเอง ให้นางออกไปแต่งงานใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข จะได้ไม่ต้องจบชีวิตอย่างน่าอนาถ
แต่ก็ได้แต่คิด ไม่รู้ว่านางจะสามารถเปลี่ยนชะตานี้ได้หรือไม่
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







