Se connecterฉู่อวี่หนิงในชุดเจ้าสาวสีแดงที่ตัดเย็บอย่างประณีตกำลังมองตัวเองผ่านเงาในกระจกทองเหลือง ในวัยเพียงเท่านี้ก็จะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว
ตอนแต่งกับนายกองหลี่ยังรอจนถึงอายุสิบหก คอยช่วยส่งเสริมจนเขาสอบผ่านขุนนางฝ่ายบู๊และสร้างผลงานจนได้เป็นรองแม่ทัพ แต่เหมือนว่าครั้งนี้ชะตาจะลิขิตให้ต้องแต่งงานหลังพิธีปักปิ่นเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น
ในขณะที่นายกองหลี่ยังคงบ่มรักกับคุณหนูจาง หลอกให้ครอบครัวนางช่วยสนับสนุนให้ได้รับการสอบและสร้างผลงาน อ้างว่ามีตำแหน่งแล้วจึงจะตบแต่งให้สมฐานะ
หลังจากที่เคลือบริมฝีปากด้วยชาดสีแดงสด เครื่องหัวสีทองก็ถูกมาประดับบนหัวตามด้วยปิ่นที่ปักลงไปยึดให้แน่นกับมวยผม ฉู่อวี่หนิงนิ่วหน้าเล็กน้อยรู้สึกหนักอึ้งจนทรงตัวแทบไม่ไหว
“จำเป็นจะต้องติดเครื่องหัวนี้ด้วยหรือ”
“จำเป็นสิเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิ่งที่ช่วยแต่งตัวบอกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตื้นตันใจ
“ยังมีผ้าคลุมหน้าอีก ข้าจะไม่เดินหัวล้มคะมำหรืออย่างไร” เสียงหวานบ่นพึมพำไม่หยุดจำได้ว่าชาติที่แล้วนางไม่ได้แต่งเครื่องประดับมากขนาดนี้ เพราะบ้านเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากจึงต้องไว้หน้าฝ่ายชาย สินเดิมที่ขนไปเมืองอี้โจวก็เต็มคันเกวียน
บ้านสกุลหลี่ที่อยู่ในฐานะปานกลางก็ร่ำรวยด้วยสินเดิมของเจ้าสาว เรื่องนี้ใคร ๆ ต่างก็รู้กันดี พอมาตอนนี้แต่งงานกับคนที่มีฐานะทัดเทียมกัน ทุกอย่างดูอลังการหรูหราไปเสียหมด
“คุณหนูของข้า คุณหนูช่าง…” เสี่ยวชิ่งตะกุกตะกักเสียงสั่นเครือพูดไม่จบประโยคด้วยความตื้นตันที่คุณหนูของตนกำลังจะออกเรือน
“ปีนี้ข้าแต่งงาน เอาไว้ถึงคราวเจ้าข้าจะงานแต่งให้เจ้าบ้าง” เจ้าสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนต่อสาวใช้
“ข้ายังไม่แต่งงานตอนนี้ อาลู่ยังหาเงินได้ไม่มาก หากว่าต้องแต่งงานจริง ๆ เขาก็จะต้องตามข้าไปรับใช้ที่สกุลหยวน คงไม่เอาด้วยแน่”
“ข้าไม่ได้อยากจะขับไล่เจ้านะเสี่ยวชิ่ง หากแต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมข้าก็อยากให้เจ้าแต่งงานก่อนอายุยี่สิบ ในอีกสี่ปีหากข้าไม่อยู่แล้วเจ้าก็ค่อยออกเรือน” น้ำเสียงนั้นดูเศร้ามากกว่าจะซึ้ง ทำให้เสี่ยวชิ่งขมวดคิ้วด้วยความกังวล
“คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ ทำไมถึงได้กล่าวเช่นนั้น”
“แต่งงานกับเขา ไม่แน่ว่าข้าอาจจะทนสามีของตนเองไม่ไหวแล้วหนีไปบวชบนเขา ถึงตอนนั้นถึงเจ้าอยากตามไปแค่ไหนข้าก็ไม่ให้ไปหรอกเสี่ยวชิ่ง ก่อนข้าจะไปข้าจะให้เจ้าแต่งงานไปอยู่กับหวังลู่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเจ้าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อให้ดี” นางแสร้งพูดไปอย่างอื่น แต่คำพูดที่ฟังดูงุนงงนั้นทำให้เสี่ยวชิ่งยิ่งขมวดปมคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
สักพักคุณชายทั้งสามก็ส่งเสียงอยู่ด้านนอก ฉู่อวี่หนิงจึงหน้าตาจึงพยักหน้าอนุญาตให้ทั้งสามเข้ามาได้
พอเข้ามาถึงคุณชายสี่ก็เข้ามาสวมกอดขาของพี่สาวทันที “พี่ใหญ่จะแต่งงานไปอยู่ที่อื่น ต่อไปนี้ข้าคงจะคิดถึงท่าน”
“เจ้าทั้งสามอยู่ที่นี่ดูแลท่านพ่อท่านแม่ให้ดี โดยเฉพาะเจ้าสามกับเจ้าสี่เลิกทะเลาะกันได้แล้ว จงเชื่อฟังพี่รองของพวกเจ้า ต่อไปนี้เขาเป็นใหญ่ข้ามอบอำนาจให้เขาลงโทษเจ้าทั้งสองได้ตามสมควร เป็นพี่น้องอย่าทะเลาะกัน จำคำข้าเอาไว้”
“พวกเราเชื่อฟังพี่ใหญ่” ทั้งสามพูดอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นจึงยื่นของขวัญแต่งงานให้พี่สาวของตนคนละหนึ่งชิ้นแล้วรีบออกไป รู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ต้องแสดงความรักต่อพี่สาวเพราะปกติก็ไม่ค่อยได้แสดงออกมามากนัก
“เหล่าคุณชายช่างน่ารักเหลือเกิน หากไปอยู่สกุลหยวนคงจะอดคิดถึงไม่ได้ โดยเฉพาะคุณชายสี่”
ฉู่อวี่หนิงยิ้มออกมา สกุลหยวนอยู่เหนือสุดของหนานอัน สกุลฉู่อยู่ทางใต้ ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว จะมาเยี่ยมบ่อย ๆ ก็คงไม่เป็นไร ดีกว่าตอนที่แต่งเข้าสกุลหลี่ที่อยู่ต่างเมือง จะเดินทางก็ลำบาก มิหนำซ้ำพ่อแม่สามีก็ไม่ยินยอมให้นางกลับมาเยี่ยมบ้าน
เกี้ยวเจ้าสาวขนาดแปดคนหามเดินทางมารับเจ้าสาว โดยมีเจ้าบ่าวขี่ม้ามารับด้วยตนเองบ่งบอกถึงการให้เกียรติแก่ครอบครัวเจ้าสาว
เมื่อไปถึงสกุลฉู่ หยวนไป๋เยี่ยนในชุดเจ้าบ่าวสีแดงก็เข้าไปในเรือนเพื่อกราบไหว้ที่ศาลบรรพชน มอบหนังสือแต่งงานให้แก่พ่อตาแม่ยาย จากนั้นจึงพาภรรยาขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวกลับไปยังสกุลหยวน
เมื่อเกี้ยวเจ้าสาวเริ่มเดินทางออกจากบ้าน ลู่ชิงชิงก็ให้คนเอาน้ำมาสาดไล่ ตามธรรมเนียมที่ว่าบุตรีออกเรือนแล้วย่อมเป็นคนของสกุลอื่นไปแล้ว จากนั้นก็นั่งรถม้าตามขบวนเจ้าสาวเพื่อตามไปยังบ้านเจ้าบ่าวที่อยู่อีกฟากของหนานอัน
พิธีการดำเนินไปตามขั้นตอนอย่างครบถ้วนจนถึงขั้นตอนคำนับฟ้าดิน เครื่องหัวที่หนักอึ้งก็ทำเอาเจ้าสาวเกือบจะล้ม ดีที่หยวนไป๋เยี่ยนใช้มือแตะข้อศอกพยุงเจ้าสาวเอาไว้ ทำให้หยวนฮูหยินยิ้มออกมาอย่างพอใจที่ลูกชายดูแลรักใคร่ลูกสะใภ้เป็นอย่างดี
จวบจนถึงการส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอ ฉู่อวี่หนิงนั่งรออยู่บนเตียงปาปู้ที่มีมุ้งสีแดงทำเป็นม่านมัดไว้ที่เสาทั้งสองข้าง นางมองผ่านผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย ทั้งหิวทั้งรู้สึกเหน็ดเหนื่อย อยากให้เขารีบเข้ามาเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเสียที
สักพักเสียงประตูก็ถูกเปิดออกแล้วปิดลงในเวลาไล่เลี่ยกัน รองเท้าของเจ้าบ่าวที่มายืนอยู่ตรงหน้าหยุดนิ่งไปชั่วขณะ จากนั้นหยวนไป๋เยี่ยนก็หยิบไม้คันชั่งมาเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว มองดูใบหน้าที่งดงามในชุดสีแดงมงคล นางไม่ได้สดใสยินดีเท่าที่ควร
เจ้าบ่าวพยุงเจ้าสาวให้ลุกขึ้น พาไปนั่งที่เก้าอี้มุกด้านข้าง รินสุรามงคลแล้วดื่มสุราคนละจอก จากนั้นก็กินของหวานมงคลที่เตรียมไว้หนึ่งคำ สื่อความหมายว่ารักมั่นคงหวานชื่น
“คืนนี้นอนห้องเดียวกันไปก่อน เอาไว้หลังจากนี้ท่านก็ไปนอนในห้องตำราก็แล้วกัน ข้าจะให้อาไฉ่จัดเตรียมห้องเอาไว้ใกล้ห้องตำรา” ยังไม่ทันเข้าหอภรรยาก็ขอแยกห้องนอน แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการอยู่แล้วจึงมิได้พูดขัด
เจ้าสาวในชุดสีแดงลุกขึ้นไปยืนหลังฉากกั้น ถอดเสื้อคลุมเจ้าสาวพาดเอาไว้อยู่ในชุดที่เตรียมจะเข้านอน จากนั้นก็เดินออกมา ถอดรองเท้าแล้วปีนขึ้นไปนอนด้านในของเตียง จับผ้าห่มมาม้วนแล้ววางคั่นกลางเอาไว้ก่อนจะนอนหันหลังให้เจ้าบ่าวโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก
หยวนไป๋เยี่ยนเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาถอดชุดเจ้าบ่าวออกเช่นกัน ตอนแรกจะนำม้วนตำราที่แอบเอาเข้ามานั่งอ่าน แต่ด้วยความไม่เคยชินที่มีคนอยู่ในห้องนอนของตนจึงทำให้ไม่มีสมาธิ จึงเปลี่ยนใจแล้วดับเทียนมงคลลง ขึ้นเตียงไปนอนข้าง ๆ เจ้าสาว
ความชิดใกล้ทำให้บุรุษหวั่นไหว แต่หากยังไม่รักก็ไม่อยากจะให้เกิดความลึกซึ้ง เขาไม่ใช่คนที่จะหวั่นไหวกับสตรีเพศได้โดยง่าย
แม้ตอนนี้ไม่รักใช่ว่าจะไม่สามารถรักนางได้ แต่การสอบจอหงวนห้าปีมีเพียงหนึ่งครั้ง หากพลาดครั้งนี้ไปเขาก็ต้องรออีกห้าปี เอาไว้ให้การใหญ่เสร็จสิ้น เรื่องของนางกับเขาค่อยว่ากันในภายหลังก็ยังไม่สาย
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







