Se connecterในห้องรับรองส่วนตัวบนชั้นสามของโรงน้ำชาสกุลฉู่ หยวนไป๋เยี่ยนนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่มุมของตนเองอย่างขะมักเขม้น ในขณะเดียวกันฉู่อวี่หนิงก็กำลังนั่งปักผ้าเป็นลวดลายดอกไม้ที่สวยงามลงบนผ้าไหมสีขาวที่เงางามราวกับไข่มุก โดยที่มีฉากกั้นไม่ให้รบกวนสมาธิของบัณฑิตผู้เคร่งตำรา
ในระหว่างนั้นในห้องเต็มไปด้วยความเงียบสงบ หยวนไป๋เยี่ยนอ่านตำราจบไปแล้วหนึ่งม้วนจึงยืดตัวขึ้นเพื่อที่จะคลายความเมื่อยล้า เดินจากจุดที่นั่งมารินน้ำชาก็เห็นว่าหญิงคู่หมายก็กำลังปักเย็บผ้าอยู่อย่างตั้งใจ
ความหิวทำให้รู้สึกได้ว่าเวลานั้นผ่านมานานพอสมควรแล้วแต่นางก็ยังไม่ลุกขึ้นไปจัดหาสำรับอาหารมาให้
เมื่อรู้สึกได้ว่ากำลังถูกมองฉู่อวี่หนิงจึงเงยหน้าขึ้น เห็นว่าเป็นเขาก็ไม่ได้สนใจกล่าวถามอันใดแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองต่อ
“ข้าหิวแล้ว” เมื่อนางไม่กล่าวถามจึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากด้วยตนเอง
ฉู่อวี่หนิงเงยหน้าขึ้นอีกครั้งนึกได้ว่าตอนนี้ก็เลยเวลาอาหารมานานพอสมควรแล้วจึงได้วางสะดึงปักผ้าลงแล้วลุกขึ้น แต่ด้วยการที่นั่งนานไปหน่อยทำให้เซเล็กน้อยใช้มือค้ำไว้ที่โต๊ะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากบัณฑิตหนุ่มที่ยื่นมือเข้ามาจะช่วยประคองตามสัญชาตญาณ
“เจ้าเป็นอะไร ให้ข้าช่วยหรือไม่”
“ข้าคงนั่งนานไปหน่อย คุณชายหยวนโปรดรอสักครู่ข้าจะลงไปสั่งให้คนจัดอาหารขึ้นมา ท้องอิ่มแล้วจึงจะอ่านหนังสือต่อได้ หากไม่อิ่มท้องจะมีแรงอ่านหนังสือได้อย่างไร”
หยวนไป๋เยี่ยนพยักหน้ารับ แน่นอนอยู่แล้วก็เขาเป็นคนบอกเองว่ากำลังหิว หากไม่พูดนางก็ไม่คิดจะถามไถ่ ไม่ใส่ใจเอาเสียเลย หากแต่งงานกันไปไม่ใช่ว่านางจะละเลยสามีเช่นเขาหรือ
พอคิดถึงตอนนี้ก็นึกถึงที่เคยบอกมารดาไปว่าไม่ชอบให้สตรีมาเอาอกเอาใจ ในเมื่อตนต้องการแบบนี้เอง สุดท้ายจะต้องมาเจอสตรีที่ไม่ใส่ใจจนเข้าก็เปลี่ยนความคิดว่าเอาใจเสียหน่อยก็ไม่เสียหาย
ฉู่อวี่หนิงเดินลงไปสักพักก็กลับขึ้นมา จากนั้นก็มานั่งดูผลงานปักผ้าของอย่างชื่นชม หากเป็นชาติที่แล้วในวัยนี้ฝีมือการตัดเย็บของนางยังไม่ค่อยเข้าที่นัก แต่ตอนนี้นางปักออกมาได้อย่างประณีตสวยงามไม่ต้องขอพรดาวจือหนี่ว์ของสาวทอผ้าฝีมือการปักของนางก็งดงามมากแล้ว
“เจ้ากำลังทำอะไร ผ้าเช็ดหน้าหรือ”
“ข้าปักผ้าแล้วจะเย็บทำถุงหอม ไม่ใช่แค่ท่านผู้เดียวที่จะมีของแทนใจให้ข้าในวันนี้เสียเมื่อไหร่”
“ทำถุงหอมให้ข้าหรือ” บัณฑิตหนุ่มถามพลางเลิกคิ้วสูง
“แน่นอนอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นท่านแม่ของข้าก็คงจะตำหนิไม่ต่างกับท่านแม่ของท่านหรอก” นางกล่าวขึ้นสื่อความหมายว่าไม่ได้ตั้งใจจะให้เขาด้วยตนเองเช่นกันกับที่เขาเองก็ไม่ได้เต็มใจให้ของขวัญนาง
เมื่อรู้เจตนาแล้วจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ มองดูนางลงเข็มปักผ้าก็รู้สึกถึงความตั้งใจจริง แม้นางจะบอกว่าเป็นคำสั่งของฉู่ฮูหยินก็ตามที
สักพักอาหารก็ถูกยกขึ้นมาให้ อาไฉ่ที่อยู่หน้าห้องช่วยจัดแจงยกเข้ามา เสี่ยวชิ่งที่เพิ่งกลับมาถึงจึงเข้ามาช่วยจัดสำรับให้คุณหนูของตนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขและอิ่มเอมใจ ที่แขนของนางมีเชือกถักห้อยด้วยไข่มุกเม็ดเล็กหนึ่งเม็ดดูแล้วน่าจะเป็นของแทนใจจากหวังลู่
ทั้งสองลงมือรับประทานอาหารตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ ฉู่อวี่หนิงคีบอาหารที่เขายังไม่ได้คีบก่อนไปใส่ถ้วยข้าวไม่ได้สนใจรอให้เขาที่อายุมากกว่าแตะตะเกียบลงเพื่อกินก่อน
“ไม่รอให้ข้าแตะตะเกียบก่อนเจ้าค่อยกินหรือ” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ปกติไม่ได้แสดงความไม่พอใจ หากแต่ถามเหมือนสงสัยเสียมากกว่า
“บ้านข้าไม่เคร่งเรื่องกินก่อนหลัง อีกอย่างท่านก็ยังไม่ใช่สามีของข้า อายุก็ไม่ใช่ว่าจะมากกว่ากันเสียเท่าไร เรื่องแบบนี้ท่านถือด้วยหรือ” นางถามพร้อมกับแววตาที่จ้องมองด้วยความเฉยชาและไม่รู้สึกผิด
ธรรมเนียมให้ผู้ใหญ่แตะตะเกียบที่อาหารก่อนแล้วจึงให้ผู้น้อยกินอาหารจานนั้นได้เป็นกฎเกณฑ์ของคนชั้นสูงและครอบครัวเก่าแก่บางครอบครัวเท่านั้น ไม่คิดว่าเขาก็จะเคร่งเรื่องนี้ด้วย
“ข้าก็แค่ถามดูไม่ได้เคร่งครัดอย่างที่เจ้าคิด” พูดจบก็คีบอาหารใส่ถ้วยข้าวของตนบ้าง จะกินข้าวยังต้องมีพิธีการแล้วชีวิตจะไม่มีความสุขได้อย่างไร
หลังจากที่สำรับอาหารถูกเก็บไปแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกลับเข้ามุมของตนเอง หยวนไป๋เยี่ยนอ่านตำราม้วนต่อไปอย่างตั้งใจ
ฉู่อวี่หนิงกับเสี่ยวชิ่งก็นั่งช่วยกันปักผ้าและเตรียมเครื่องหอมอย่างเงียบ ๆ ไม่พูดคุยกันรบกวนสมาธิเขา แม้นางอยากพูดหยอกเย้าถามเสี่ยวชิ่งเรื่องสร้อยข้อมือถักชิ้นนั้นจะแย่ แต่ก็ต้องอดทนเอาไว้ก่อน
ในที่สุดผ้าไหมที่นางปักลวดลายก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ จึงทำการแกะสะดึงออกมาแล้วสำรวจดูรายละเอียดของลายปักนั้น เสี่ยวชิ่งมองอย่างชื่นชมกำลังจะอ้าปากชมคุณหนูของตนด้วยความเคยชินแต่ก็ถูกคุณหนูใหญ่ฉู่ส่งสัญญาณให้เงียบเอาไว้
นางวางผ้าลงแล้วใช้กรรไกรตัดให้เป็นรูปร่างแล้วเย็บผ้าเข้าด้วยกันให้กลายเป็นถุงของถุงหอม เย็บเก็บขอบถุงด้วยการปักเย็บที่ประณีต
เสี่ยวชิ่งรู้สึกประหลาดใจกับฝีมือที่ก้าวหน้าของนาง เชือกที่จะใช้รัดทำเป็นหูรูดก็ถูกถักทออย่างตั้งใจ ร้อยเชือกเข้าไปแล้วนำเครื่องหอมที่เตรียมไว้ใส่เข้าไปในนั้นแล้วมัดปิดปากถุง
ฉู่อวี่หนิงทำถุงหอมอย่างตั้งใจแม้ว่าจะไม่ได้รักใคร่ชอบพอ แต่ชาตินี้จะไม่ให้ใครมาพูดดูถูกฝีมืออย่างชาติก่อน
ตอนนั้นนางปักเย็บถุงหอมให้หลี่โม่เทียนด้วยความตั้งใจฝีมือ แม้จะไม่ได้ประณีตแต่ก็ถือว่าสวยงามใช้ได้ในระดับหนึ่ง หลี่โม่เทียนรับไปด้วยความดีอกดีใจ บางครั้งยังเอาถุงหอมนั้นมาพกติดตัวเอาไว้ให้นางรู้สึกภูมิใจ
แต่ก็ได้ยินคนอื่นต่อว่าฝีมือนางนั้นไม่ประณีตสวยงาม ในตอนนั้นเขาก็ออกรับแทนและบอกว่าเป็นถุงหอมที่สวยงามที่สุดสำหรับเขา นางที่ได้ยินก็ทั้งรักทั้งหลงใหลจนยอมทุกอย่างเพื่อทำให้นายกองหลี่เลื่อนยศให้ทัดเทียมเพื่อให้เขากล้ามาสู่ขอนางตามที่เขาออกอุบายไว้
หลังจากนั้นไม่นานนางก็ไม่เคยพบเจอถุงหอมนั้นอีก พอถามนายกองหลี่ก็ตอบว่าทำหายและทำหน้าเสียอกเสียใจกับของแทนใจชิ้นแรกที่นางมอบให้ มานึกย้อนดูแล้วหากเขาชอบและเก็บรักษาเป็นอย่างดีคงไม่ทำหาย
ไม่แน่ว่าอาจจะโยนทิ้งไปด้วยตนเองก็เป็นได้ เพราะหากทำหายจริงเหตุใดจึงไม่บอกนางตั้งแต่แรก รอจนนางสังเกตเห็นและถามเขาด้วยตนเอง
เขาบอกว่าทำหายนางก็เชื่อ เสนอจะทำให้ใหม่ก็บอกว่ากลัวนางเหนื่อยและไม่อยากเสียใจหากทำหายซ้ำ คิดแล้วก็ช่างสมเพชตนเองในตอนนั้นเสียเต็มทนที่เชื่อคำพูดนั้นเสียทุกอย่าง
หลังจากที่ทำถุงหอมเรียบร้อยแล้วและเก็บรายละเอียดจนไม่มีข้อบกพร่องก็เตรียมที่จะส่งมอบให้หยวนไป๋เยี่ยน
ในระหว่างนั้นรู้ว่าเขากำลังอ่านตำราอยู่นางจึงไม่ได้รบกวน วางแขนเท้าบนโต๊ะแล้วฟุบหลับลงไปเพื่อที่จะรอให้เขาอ่านตำราจนจบ
เสี่ยวชิ่งเองก็นั่งพับเพียบที่พื้นอยู่ข้างคุณหนูของตนแล้วฟุบหลับบนตักของคุณหนูไปเช่นกัน
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







