Se connecterเพราะชาติที่แล้วนางต้องดูแลคนของสกุลหลี่และพ่อแม่สามีเป็นอย่างหนัก เมื่อแต่งงานเข้าสกุลหยวนหน้าที่การดูแลเรือนนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด โจวมู่หลันผู้เป็นแม่สามีที่ดี มักจะชื่นชมลูกสะใภ้ไม่ขาดปาก ทั้งงานบ้านงานเรือนและกิริยามารยาททุกอย่างล้วนไม่มีที่ติ
ฉู่อวี่หนิงเองก็ดูแลสามีเป็นอย่างดี ทุก ๆ วันในยามสายนางจะชงชาที่มีกลิ่นหอมพร้อมกับของว่างที่อยู่ท้องนำเข้าไปไว้ในห้องอ่านหนังสือของสามี เห็นว่าเขาอ่านหนังสืออย่างตั้งใจจึงไม่ได้ชวนพูดคุย เพียงแค่วางเอาไว้จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ
ตอนกลางวันก็ไม่ได้รบเร้าให้มานั่งร่วมโต๊ะอาหาร แยกสำรับไปให้ที่ห้องหนังสือจากนั้นก็ออกมาโดยไม่ได้เซ้าซี้ ให้เขากินอาหารเมื่อพร้อม ไม่ขัดจังหวะการอ่านตำราลงกลางคัน ทุกอย่างให้เป็นไปตามที่เขาสะดวกสบายที่สุด
เมื่อถึงยามบ่าย ฮูหยินน้อยก็ยกน้ำชากาใหม่เข้าไปพร้อมกับของว่างที่มีรสชาติสดชื่น ทำให้ผู้ที่กินรู้สึกสดชื่นและตื่นตัว ความใส่ใจนี้หยวนไป๋เยี่ยนรับรู้ทุกอย่างแต่ก็ไม่ได้กล่าวชื่นชม เพราะทุกอย่างนางล้วนทำตามหน้าที่
อาหารเย็นก็เช่นกัน แม้พ่อแม่สามีจะอยากให้ลูกชายมาร่วมโต๊ะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะว่างมาร่วมโต๊ะด้วยทุกครั้ง บางวันเอาก็ขลุกอยู่ในห้องหนังสือ อ่านตำราติดพันและไม่สามารถวางลงได้ แม้บางวันที่อ่านตำราจบม้วนและทบทวนเข้าใจเสร็จก็จะยอมมานั่งรับประทานอาหารด้วย แต่ไม่เคยมีวันไหนเลยที่นางจะบังคับให้เขาต้องทำตามใจพ่อแม่
แม้กระทั่งมารดาที่จะเป็นฝ่ายชักชวนบุตรชายมานั่งร่วมโต๊ะอาหารก็ยังถูกลูกสะใภ้ขอร้องแทนสามีเอาไว้ ทำให้ทั้งทั้งคู่เอ็นดูลูกสะใภ้ที่ทั้งรักและเข้าใจหยวนไป๋เยี่ยนเหลือเกิน
สมแล้วกับที่บุตรชายตอบตกลงรับนางมาเป็นภรรยา เพราะนางเข้าใจว่าการสอบนั้นสำคัญกับเขามากแค่ไหน ถึงกับยอมแยกห้องนอนเพื่อให้สามีใช้สมาธิกับการอ่านตำราอย่างเต็มที่โดยไม่แสดงความน้อยใจหรือเรียกร้องให้ตามใจ จะหาสะใภ้ที่ดีเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว
“ดูเอาเถอะวันนี้ก็นอนในห้องหนังสืออีกแล้ว เฮอะ แต่งงานกันมาสองเดือนไม่ได้เข้าไปนอนที่ห้องของตน แบบนี้เมื่อไรข้าจะได้อุ้มหลานชาย” โจวมู่หลันกล่าวตัดพ้อบุตรชายที่วันนี้ไม่ได้มาร่วมโต๊ะอาหารอีกเช่นเคย
“ท่านแม่อย่าได้รีบร้อน ข้ากับท่านพี่ตอนนี้ก็พูดคุยตกลงกันเอาไว้แล้ว ข้าไม่อยากเป็นตัวถ่วงในการสอบของท่านพี่ ข้อสอบจอหงวนไม่ใช่ว่าใครจะสอบได้ง่าย ๆ กว่าท่านพี่สอบผ่านระดับมณฑลมาได้เหลือเพียงแค่รอไปสอบที่เมืองหลวงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากการแต่งงานกับข้าทำให้ท่านพี่สอบไม่ติด ข้าก็คงรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต” น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานและเต็มไปด้วยเหตุผลที่ทำให้คนฟังต้องใจอ่อน
“อีกตั้งหลายเดือนกว่าจะมีการสอบ ไม่คิดจะเข้าหอกับเมียแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน นอนห้องตำราแทบทุกคืนแบบนั้น จะเคร่งอะไรนักหนา บัณฑิตบ้านอื่นก็ไม่เคร่งเท่านี้” หยวนฮูหยินกล่าวแล้วทอดถอนหายใจออกมาอย่างกลัดกลุ้มจนสามีต้องวางมือแตะที่ไหล่ให้สงบใจลง
“ไม่รู้จะสอบไปเป็นขุนนางทำไมกัน บ้านเราก็เปิดสำนักคุ้มภัยที่ยิ่งใหญ่ เยี่ยนเอ๋อร์เป็นทายาทเพียงคนเดียวแทนที่จะช่วยดูแลสำนักคุ้มภัย แต่กลับอยากจะเป็นขุนนางเข้าไปรับราชการในวัง แล้วสำนักคุ้มภัยใครจะดูแลต่อ” หยวนเฮ่อหลานเองก็อดตัดพ้อออกมาไม่ได้
“หากท่านพ่อท่านแม่ไม่รังเกียจที่ข้าเป็นสตรี งานเกี่ยวกับวางแผนกลยุทธ์ในสำนักคุ้มกันภัยให้ข้าช่วยเหลือท่านพ่อจะได้หรือไม่” สามีกำลังจะสอบเป็นจอหงวนภายภาคหน้าจะต้องรับราชการ อนาคตจะได้เป็นถึงเสนาบดีฝ่ายซ้าย หากนางกุมอำนาจสำนักคุ้มกันภัยก็จะมีทั้งอำนาจจากตำแหน่งของสามีและกำลังคนที่พร้อมจะช่วยเหลือในยามที่ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
“งั้นก็ย่อมได้ ทุกวันนี้สตรีก็เก่งไม่น้อยหน้าบุรุษ ข้าจะให้เจ้าช่วยเหลืองานที่สำนักคุ้มกันภัย อย่างน้อยหากมีหลานชายก็จะได้ช่วยสืบทอดต่อไปโดยมีเจ้าคอยช่วยเหลือ หวังพึ่งเจ้าบัณฑิตหน้าเป็นนั้นข้าคงไม่มีผู้สืบทอด” หยวนเฮ่อหลานเรียกลูกชายด้วยความประชดประชัน ในขณะที่ลูกสะใภ้นั้นเผยรอยยิ้มที่อ่อนหวานแววตาเป็นประกาย
แม้ไม่เก่งเรื่องการต่อสู้ แต่นางก็จะใช้กลยุทธ์และความรู้ในการดำเนินกิจการสำนักคุ้มภัยนี้ ดูแลผู้คนในสำนักให้เชื่อฟังและเคารพในตัวนาง ภายภาคหน้าหากมีการใหญ่ก็สามารถใช้งานได้อย่างจงรักภักดี
************************
เวลาล่วงเลยเข้าสู่วสันตฤดูในปีถัดมา ฉู่อวี่หนิงถือห่อเสบียงที่ทำเองเตรียมให้แก่สามีที่แต่งงานกันมาแปดเดือน ยืนรอส่งเขาขึ้นรถม้าขนาดเล็กเพื่อที่จะไปสอบที่เมืองหลวง โดยมีคนในสำนักคุ้มภัยตามไปคุ้มกันจำนวนหนึ่ง
“ขอให้ท่านพี่โชคดีในการสอบครั้งนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนหวาน แววตาเป็นประกายอย่างมั่นใจว่าอย่างไรสามีในนามก็จะต้องสอบได้
หยวนไป๋เยี่ยนพยักหน้ารับคำอวยพรนั้นจากภรรยา ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่สำคัญที่สุดในชีวิต ที่ผ่านมานางดูแลเขาเป็นอย่างดี สนับสนุนทุกอย่างเพื่อให้ศึกษาตำราได้อย่างเต็มที่ ไม่เคยสร้างความลำบากใจ มิหนำซ้ำยังดูแลท่านพ่อท่านแม่ของเขาเป็นอย่างดี ช่วยเหลือกิจการสำนักคุ้มภัยได้จนทุกคนในสำนักต่างก็เชื่อฟังฮูหยินน้อยผู้นี้
“ขอให้โชคดีในการสอบ” หยวนเฮ่อหลานอวยพรบุตรชายแล้ววางมือที่ไหล่อย่างหนักแน่น
“ขอให้เจ้าโชคดีนะเยี่ยนเอ๋อร์” ผู้เป็นมารดาอวยพรแล้วเข้าไปสวมกอดบุตรชาย พร้อมกับนำถุงเครื่องรางยัดใส่ในมือให้
“เครื่องรางนี้แม่ได้มาจากวัดบนเขาซงซาน ปลุกเสกมาเป็นอย่างดี จะช่วยให้ลูกสอบผ่านได้โดยง่าย”
“ขอบคุณท่านแม่ เครื่องรางนี้ข้าจะเก็บไว้ติดตัว” หยวนไป๋เยี่ยนทำคารวะบุพการีทั้งสองแล้วเดินขึ้นรถม้าไป
ฉู่อวี่หนิงที่ถือห่อขนมยื่นให้เขาก็ไม่ได้รับทำให้นางต้องปีนขึ้นรถม้าแล้วเอาขนมตามขึ้นไปส่งให้ถึงมือ
“ขนมนี่ท่านเอาไว้กินระหว่างทาง และยังมีมีผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานเผื่อท่านง่วงจะได้กินแล้วสดชื่น” นางวางกล่องขนมลง กำลังจะออกจากตู้ไม้บนรถม้าไป แต่ก็เสียหลักจนร่างอรชรล้มไปหาสามี
เขารับร่างนางเอาไว้นั่งบนตัก สบสายตาที่กำลังอยู่ในอาการตกใจนั้นแต่ไม่ยอมปล่อยมือจากเอวบางของภรรยา แล้วยังกอดเอาไว้แน่น
“ข้าจะไปสอบแล้ว เจ้ามีแค่ขนมกับคำอวยพรแค่นั้นหรือ” จู่ ๆ ประโยคที่นุ่มนวลนั้นก็กล่าวขึ้นมา นางขมวดคิ้วแล้วรู้สึกถึงสิ่งที่เขากำลังหวั่นไหวกับนาง หากจะตัดรอนตอนนี้ก็เกรงว่าจะทำให้เขาเสียสมาธิเพราะตน จึงต้องใช้มารยาตอบกลับไปอย่างมีความนัย
“ท่านกลับมาพร้อมกับตำแหน่งจอหงวน อยากได้อะไรข้าก็จะให้ท่าน” นางพูดเพียงเท่านั้น แล้วดันตัวออก
“อยากได้อะไรก็ได้ เช่นนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ” นางตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนหวาน เพื่อทำให้อีกฝ่ายอารมณ์ดี
เมื่อลงจากรถม้าแล้วยืนส่งจนลับตา รอยยิ้มที่อ่อนหวานพลันลดลง
อีกสามปีไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร นางไม่อยากที่จะมีความรักหรือทำให้สามีเกิดความรักต่อนาง เพราะท้ายที่สุดแล้วหากนางต้องจากไปตามลิขิตสวรรค์ คนที่รักนางก็จะเป็นผู้ที่เสียใจที่สุด การวางตัวให้อยู่ห่างจากเขาน่าจะเป็นผลดีมากกว่า
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







