Se connecterหลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วของหมั้นก็ได้ถูกส่งมาที่สกุลฉู่เพื่อทำการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ แม่สื่อที่มาส่งสินหมั้นนั้นได้นำความของทั้งสองฝ่ายมาพูดคุย เจ้าบ่าวเจ้าสาวต่างก็เห็นด้วยที่จะให้มีการแต่งงานเกิดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้า
หลังจากรับของหมั้นไว้แล้ว ข่าวลือเกี่ยวกับงานหมั้นของสองตระกูลใหญ่ก็ถูกแพร่ออกไปให้ผู้คนรับรู้
คุณหนูใหญ่ฉู่บุตรีคหบดีที่ร่ำรวยและคุณชายใหญ่หยวนบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลหยวนแห่งสำนักคุ้มกันสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นฉี ทั้งคู่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
แม้ว่าการหมั้นอย่างเป็นทางการผ่านมาก็ได้เดือนกว่าแล้ว แต่ก็มีคนจับสังเกตว่าหนุ่มสาวสองตระกูลไม่เคยไปมาหาสู่กันมาก่อน แม้กระทั่งมีการหมั้นหมายเรียบร้อยแล้วคุณชายหยวนก็ไม่มาเยี่ยมเยียนคู่หมั้นหมายของตน ต่างจากคู่รักที่ไปมาหาสู่กันอยู่เป็นอาจิณ
ทว่าการจับคลุมถุงชนเป็นเรื่องที่พบเจอได้ทั่วไปไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก เพียงแต่การเกี่ยวดองกันของสองตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยเป็นที่สนใจของหลายคนก็เท่านั้น
“คุณหนู พรุ่งนี้เทศกาลซีซี คุณหนูของข้าจะอยู่แต่ในบ้านหรือเจ้าคะ”
“เทศกาลซีซีแล้วอย่างไรเล่า เหตุใดจะต้องตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น” ฉู่อวี่หนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ตื่นเต้นกับเทศกาลนี้ ชาติก่อนหลี่โม่เทียนพานางไปซื้อของแทนใจ คิดแล้วก็น่าสะอิดสะเอียนนัก
“เทศกาลซีซีเป็นวันที่หนุ่มสาวต่างก็แสดงความรักต่อกัน ท่านยังชื่นชอบตำนานรักของหนุ่มเลี้ยงวัวนามหนิวหลาง และจือหนี่ว์สาวทอผ้าที่เป็นนางฟ้าจากบนสวรรค์ เทศกาลนี้จัดขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความรักของทั้งคู่ ไม่ใช่ว่าท่านรอคอยให้ถึงเทศกาลนี้ในปีที่ปักปิ่นครั้งแรกหรือเจ้าคะ”
“โธ่เอ๋ย เสี่ยวชิ่ง ตั้งแต่ที่ส่งของหมั้นมาเจ้าเคยเห็นบัณฑิตหยวนผู้นั้นเหยียบมาที่บ้านสกุลฉู่อีกหรือไม่ เจ้าหนอนหนังสือผู้นั้นคงกำลังอ่านตำราเตรียมตัวสอบจอหงวน ไม่มีเวลามาสนใจเทศกาลความรักอะไรเช่นนี้หรอก”
“แต่ถึงอย่างนั้นพรุ่งนี้ก็เป็นเทศกาลสำหรับหนุ่มสาว หากคุณชายหยวนไม่มาคุณหนูก็จะไม่ไปเยี่ยมเยียนเขาสักหน่อยเลยหรือ” เสี่ยวชิ่งพยายามพูดหว่านล้อม
“เดิมทีเป็นวันที่ต้องรำลึกถึงจือหนี่ว์ กราบไหว้ขอพรให้งานเย็บปักถักร้อยมีความประณีตสวยงามยิ่ง ขึ้น ข้าอยู่ที่บ้านกราบไหว้ดาวจือหนี่ว์ยังจะดีเสียกว่า แต่ถ้าเจ้าอยากออกไปก็ไปได้ ไม่ใช่ว่าเจ้ากับลูกชายหลงจู๊ร้านน้ำชาของเราชอบพอกันหรอกหรือ” เมื่อถูกจับได้ใบหน้าของเสี่ยวชิ่งก็แดงซ่าน
ยังไม่ทันพูดคุยสิ่งใดต่อสาวใช้อีกคนก็เข้ามารายงานถึงการมาของหยวนไป๋เยี่ยน
“คุณชายหยวนมาขอพบคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ นายท่านให้รออยู่ที่ห้องโถง” เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉู่อวี่หนิงก็ขมวดเข้าหากัน มองหน้าเสี่ยวชิ่งที่ส่งยิ้มหยอกเย้ากลับมาหมายจะสื่อถึงคู่หมั้นหมายที่มาเยี่ยมเยียนก่อนถึงวันเทศกาลซีซี
“คุณชายหยวนมาชวนคุณหนูไปเที่ยวแน่ ๆ”
ฉู่อวี่หนิงนิ่งคิด คนที่อยู่ห้องตำรามากกว่าห้องนอนของคนผู้นั้นจะมาชวนนางเดินเกี่ยวก้อยชมบ่อมหรสพในงานเทศกาลของหนุ่มสาว มันจะเป็นไปได้หรือ
ไม่รอให้ตนเองสงสัยนาน นางมาที่ห้องโถงรับแขกทำการคารวะคู่หมั้นหมายที่อายุมากกว่า จากนั้นก็เดินด้วยท่วงท่าที่สง่างามไปนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เห็นใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกแบบนั้นก็คาดเดาได้ทันทีว่าคงถูกบังคับให้มาชักชวนให้นางไปเที่ยวเทศกาลซีซีด้วยกัน
“ข้ามาวันนี้เพื่อชวนเจ้าให้ออกไปเที่ยวด้วยกันในวันพรุ่งนี้”
“ข้าไม่ชอบงานรื่นเริงหรือสถานที่ที่มีผู้คนมากมาย” ประโยคนั้นทำให้บัณฑิตหนุ่มต้องมองหญิงคู่หมั้นหมายของตน แววตาคู่เรียวมีความประหลาดใจเล็กน้อย หากเป็นสตรีทั่วไปคงรบเร้าให้พาไป แต่นางกลับพูดราวกับว่าไม่ได้สนใจเทศกาลเหล่านี้
“หากข้ากลับไปโดยที่เจ้าไม่ได้รับปาก ท่านแม่ข้าก็คงตำหนิและคิดว่าข้าออกอุบายหว่านล้อมทำให้เจ้าปฏิเสธ” ประโยคที่กล่าวอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ทำให้นางนิ่งคิดไปชั่วครู่ ต่างคนต่างก็ไม่มีความรักให้แก่กัน ต่างคนต่างก็หมั้นหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตน หากเขาจะกล่าวเป็นนัยว่าถูกมารดาบังคับมานางก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
“เช่นนั้นคำตอบของข้าก็คงต้องตอบตกลง แต่หากเป็นเช่นนั้นท่านก็คงไม่ชอบใจนัก” นางถามพลางยิ้มออกมา บัณฑิตหนุ่มน้อยผู้นี้จะว่าไปแล้วแม้จะเย็นชา แต่ก็มีความจริงใจและตรงไปตรงมาไม่น้อย
“ใช่ ข้าไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไร้สาระนี้ แต่หากข้าไม่ทำมารดาของข้าก็คงจะรบเร้าไม่ยอมหยุดเพราะข่าวลือที่พูดกันว่าข้าไม่เคยไปมาหาสู่กับเจ้า ท่านจึงอยากให้เราได้พบปะพูดคุยกันบ้าง และใช้โอกาสในเทศกาลซีซีนี้ให้เราได้เจอกัน”
จริงอยู่ว่าเดือนหน้าก็จะต้องแต่งงานกันแล้ว แต่บ่าวสาว กลับไม่ค่อยได้พูดคุยทำความสนิทสนมกันเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นข้าก็คงต้องตอบตกลง” คำตอบนั้นแม้จะเป็นไปตามที่มารดาของตนต้องการ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องการนัก สีหน้าที่ออกมาจึงค่อนข้างที่จะเต็มไปด้วยความกังวล
“มาหาข้าวันนี้ก็เสียเวลาอ่านตำราของท่านแล้วแล้วพรุ่งนี้ก็ยังจะเดินเที่ยวเล่นทั้งวัน แบบนี้ท่านคงไม่มีเวลาที่จะศึกษาตำราปรัชญาต่าง ๆ ของท่าน” นางกล่าวขึ้นมาอย่างรู้ทันสาเหตุของความกังวลใจนั้น แววตาจ้องมองสบตาอย่างไม่เคอะเขิน ราวกับกำลังค้นหาคำตอบผ่านแววตาของเขา
“ใช่ ข้ายอมรับว่าข้าคิดเช่นนั้นจริง หวังว่าเจ้าคงไม่ถือสา สำหรับข้าแล้วตำแหน่งจอหงวนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ ส่วนเรื่องคู่ครองไม่เคยมีความคิดเลยแม้แต่น้อย” ความตรงไปตรงมานั้นหากเป็นผู้อื่นคงเจ็บปวดจนร้องไห้ตัดพ้อไปแล้ว แต่หาใช่ฉู่อวี่หนิงผู้นี้ไม่ นางคิดในแง่ดีว่าที่เขาตรงไปตรงมากับนางก็เพราะว่าไว้วางใจนางที่พูดตรงไปตรงมากับเขาตั้งแต่แรกเช่นกัน
“ดี ร้านน้ำชาเป็นกิจการของสกุลฉู่ ที่นั่นมีห้องรับรองที่ท่านพ่อเอาไว้สำหรับต้อนรับแขกสำคัญเป็นการส่วนตัว ท่านขนตำราที่ท่านจะอ่านไปอยู่ที่ห้องนั้นกับข้า ข้านั่งเย็บปักส่วนท่านก็อ่านตำราไป ต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของตน จะได้ไม่เสียเวลาอ่านตำราของท่านดีหรือไม่”
ข้อเสนอที่ไม่คาดคิดนั้นถูกกล่าวออกมาอย่างชาญฉลาด หยวนไป๋เยี่ยนพยักหน้ารับทันที ไม่คิดว่านางจะมีความคิดที่แตกต่างจากผู้อื่น ฉลาดหลักแหลม มีความเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ อีกทั้งดูเหมือนว่าจะไม่ได้ใส่ใจอยากใกล้ชิดตนในทางชู้สาว
แม้จะมั่นใจมากว่าหน้าตาของตนก็รูปงามไม่เป็นสองรองใครในเมืองหนานอัน อีกทั้งยังเป็นบัณฑิตที่สอบผ่านระดับมณฑลตั้งแต่อายุยังน้อย ต่างก็มีสกุลใหญ่เสนอบุตรีมาให้คัดเลือก นางที่ได้หมั้นหมายแต่กลับไม่ได้ให้ความสนใจตนสนใจเลยแม้แต่น้อย
“ขอบใจที่เจ้าเข้าใจว่าการสอบนี้สำคัญกับข้า”
“ท่านไม่ต้องขอบคุณข้า เพราะข้าไม่ได้ทำเพื่อท่านเพียงผู้เดียว ข้ายังทำเพื่อตนเองด้วย” วาจานั้นกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สุขุม ยิ่งมองก็ยิ่งไม่เหมือนคนที่เพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมาหมาด ๆ
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







