Se connecterรถม้าสกุลหยวนมาจอดเทียบที่หน้าโรงน้ำชาสกุลฉู่ อาไฉ่บ่าวคนสนิทและผู้คุ้มกันประจำตัวหยวนไป๋เยี่ยนนำม้วนตำราขึ้นไปเก็บยังห้องที่ฉู่อวี่หนิงจัดเตรียมเอาไว้
คุณหนูฉู่ลงจากรถม้าแล้วจะเดินเข้าไปในโรงน้ำชาพร้อมกับเสี่ยวชิ่งที่ติดตามมา แต่หยวนไป๋เยี่ยนก็เดินมาขวางเอาไว้เสียก่อน
“ท่านแม่กำชับมาว่าให้ข้าหาของขวัญให้เจ้า เราเดินไปดูเครื่องประดับสักชิ้นก่อนแล้วค่อยขึ้นไป” บัณฑิตหนุ่มกล่าว ฉู่อวี่หนิงมองด้วยสายตาที่เรียบเฉย บุรุษผู้นี้ตั้งใจจะทำให้นางรู้สึกแย่ด้วยการอ้างถึงมารดา บ่งบอกว่าการกระทำทุกอย่างล้วนไม่ได้มาจากความตั้งใจของเขา เย็นชายิ่งกว่าภูเขาน้ำแข็งเสียอีก
เสี่ยวชิ่งเดินตามคุณหนูของตนด้วยสีหน้าดูไม่สดใส หันกลับไปมองที่โรงน้ำชาอยู่ตลอดจนฉู่อวี่หนิงสังเกตเห็น นางจึงหยุดเดินแล้วหันไปหาสาวใช้ของตน
“วันนี้ข้าให้เจ้าพักผ่อนหนึ่งวัน” พูดจบก็หยิบพวงเงินขึ้นมาเอาให้นางจำนวนห้าสิบอีแปะ
“ข้าเอาให้เจ้าติดตัวไว้ อยากได้อะไรก็ซื้อ แล้วอย่าลืมซื้อขนมเปี๊ยะไส้ถั่วแดงร้านเถ้าแก่หม่ามาให้ข้าด้วย” นางกล่าวอย่างรู้ใจว่าสาวใช้ต้องการที่จะไปหาหวังลู่ลูกชายหลงจู๊ที่ดูแลโรงน้ำชาให้สกุลฉู่ของตน
“ขอบคุณคุณหนู” เสี่ยวชิ่งไม่ปฏิเสธความเมตตานั้น รับเงินแล้วรีบเดินไปด้วยความยินดี
คุณหนูใหญ่ฉู่ยิ้มมองตามอย่างสุขใจ พอหันหลังกลับไปพบว่าหยวนไป๋เยี่ยนยืนเอามือขัดหลัง มองนางด้วยสายตาที่บ่งบอกว่ากำลังจ้องจับผิดอะไรบางอย่าง พลันแววตาก็แปรเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉย
“อยากอยู่กับข้าตามลำพังถึงกลับต้องติดสินบนสาวใช้ของตัวเองให้ออกไปเลยหรือ”
“ท่านคิดว่าตนเองรูปงามและมีเสน่ห์น่าดึงดูดจนข้าอยากอยู่ด้วยตามลำพังเช่นนั้นหรือ หากสบายใจท่านจะคิดเช่นนั้นก็ได้” รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความขบขัน ยกพัดขึ้นปิดปากแล้วหัวเราะเบา ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาที่กำลังจับจ้องอย่างไม่ลดละ
“รีบไปซื้อของแทนใจให้แก่คู่หมั้นของท่านเถิด นางอยากเดินเคียงข้างกับบัณฑิตรูปงามจนร้อนใจไปหมดแล้ว” น้ำเสียงอ่อนหวานแต่แฝงไปด้วยความประชดประชันทำให้หยวนไป๋เยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความขัดใจที่ถูกนางพูดประชดใส่ ก่อนที่จะสะบัดชายเสื้อแล้วเดินเคียงข้างกับนางไปยังร้านขายเครื่องประดับด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง
สายตาของคนที่จับจ้องกิ่งทองใบหยกคู่นี้ เป็นครั้งแรกที่เห็นทั้งสองอยู่ด้วยกัน ช่างดูเหมาะสมทั้งฐานะและรูปร่างหน้าตาเป็นที่ชื่นชมของผู้พบเห็น
เมื่อไปถึงร้านขายเครื่องประดับที่ตั้งตรงหน้าก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หลี่โม่เทียนและจางเยี่ยนฟางเดินมาถึงหน้าร้านพอดีเช่นกัน หยวนไป๋เยี่ยนไม่ได้ถอยให้ เขาเดินเข้าไปในร้านก่อน แต่หลี่โม่เทียนก็ไม่ยอมถอยเช่นกัน จึงทำให้เกือบที่จะชนกันของสองบุรุษ
ทั้งสองสบตากันเล็กน้อยก่อนที่นายกองหลี่จะเป็นฝ่ายหลีกทางแล้วผายมือให้อย่างสุภาพ
“เชิญคุณชายหยวนก่อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบพร้อมกับมองหน้าคุณหนูฉู่ที่จ้องมา รู้สึกถึงแววอาฆาตในสายตาคู่นั้นจนขนลุกชันไปทั่วแผ่นหลัง อธิบายไม่ถูกว่าเป็นเพราะเหตุใด
หรือเป็นเพราะว่านางล่วงรู้ถึงแผนการที่เกิดขึ้นครั้งที่แล้วและสงสัยว่าจะเป็นฝีมือของตนเช่นนั้นหรือไม่ เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วก็อดระแวงไม่ได้
เมื่อถูกเชิญให้เข้าไปก่อนก็ย่อมต้องรับน้ำใจนั้นเอาไว้ หยวนไป๋เยี่ยนพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปด้วยท่าทีที่สง่างาม ตามด้วยฉู่อวี่หนิงที่เดินเข้าไปโดยไม่สนใจทักทายนายกองหลี่กับหญิงงามที่เคียงข้าง
จางเยี่ยนฟางปรายตามองดูจางเยี่ยนฟางที่ทำสีหน้าไม่พอใจมองทั้งสองด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก
“พวกเรามาถึงก่อน เหตุใดท่านจึงยอมให้สองคนนั้นเข้าไปก่อนเล่า” นางพูดด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ
“ข้าไม่อยากมีเรื่องกับใคร คุณหนูจาง…ข้าเป็นเพียงนายกองทหารไม่ได้มีอำนาจอะไร ทั้งสองเป็นถึงลูกเศรษฐีคหบดีในหนานอัน คุณชายหยวนก็เป็นถึงทายาทสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งของแคว้นฉี ทหารชั้นผู้น้อยอย่างข้าไม่อาจทำให้เขาขัดเคือง” ประโยคที่ยังถ่อมตนทำให้นางรู้สึกซาบซึ้งและยิ่งรักใคร่ชายที่แสนดีผู้นี้
“นายกองหลี่ไม่ต้องกังวล ข้าจะสนับสนุนท่านให้ได้ฝึกฝนร่ำเรียนกับยอดฝีมือชื่อดังและให้ท่านพ่อช่วยสนับสนุนกองทัพเพื่อนดันให้ท่านขึ้นสู่ตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่”
“ทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากการติดสินบน ข้าอยากสอบเลื่อนขั้นเองน่าจะดีกว่า หากข้าเลื่อนขั้นได้เป็นรองแม่ทัพก็จะเหมาะสมกับท่าน ถึงตอนนั้นข้าจึงจะกล้าสู่ขอคุณหนูได้อย่างสมเกียรติและภาคภูมิใจ” ประโยคนั้นทำให้คนฟังใบหน้าร้อนผ่าว
“ไม่ต้องรอให้เป็นรองแม่ทัพ ท่านเป็นนายกองก็แต่งงานกับข้าได้ ท่านพ่อชื่นชมท่านยิ่งนัก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยกขาให้ท่านอย่างแน่นอน” น้ำเสียงนั้นอ่อนหวานและเต็มไปด้วยความเทิดทูน มือเรียวสอดคล้องแขนแข็งแกร่งแล้วเดินเข้าไปในร้านเครื่องประดับด้วยกัน หลี่โม่เทียนลอบยิ้มด้วยความพอใจกับสตรีที่หลงใหลเชื่อฟังคำพูดของตน
ปิ่นหยกสีเขียวแสงขาวเนื้อดีสลักเป็นรูปดอกโบตั๋นลวดลายประณีตวางอยู่ตรงหน้า ฉู่อวี่หนิงจ้องมองปิ่นอันนั้นด้วยความที่รังเกียจ ชาติที่แล้วหลี่โม่เทียนเลือกซื้อให้กับตนเพื่อเป็นของรักแทนใจถือเป็นสิ่งที่ใช้หมั้นหมาย ชาตินี้นางจะไม่มีวันแตะต้องปิ่นอัปมงคลชิ้นนี้อย่างเด็ดขาด
หลี่โม่เทียนกับคุณหนูจางเดินเข้ามา ทำให้นางคิดถึงประโยคที่เขาใบ้มัดใจนางเมื่อชาติที่แล้ว
“ข้าใช้เงินเดือนทั้งปีของข้าเพื่อซื้อปิ่นหยกชิ้นนี้ให้แก่เจ้า เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจ” ประโยคนี้หวังว่าคงไม่นำกลับมาใช้อีก
“ปิ่นปักผมชิ้นนั้นงดงามยิ่งนัก” จางเยี่ยนฟางสะดุดตากับปิ่นปักผมตรงหน้า แต่เสียดายที่มีป้ายบอกว่ามีคนจับจองแล้ว
“ปิ่นชิ้นนั้นเป็นข้าที่เตรียมเอาไว้สำหรับคุณหนูจาง” หลี่โม่เทียนกล่าวพร้อมกับยืดอกอย่างภาคภูมิ
“จริงหรือ ท่านเป็นคนซื้อให้ข้าหรือ”
“ใช่แล้ว ข้าใช้เงินเดือนทั้งปีซื้อปิ่นนี้ให้ท่าน เป็นการแสดงความจริงใจว่าข้ายอมเสียทุกอย่างได้เพื่อความสุขของท่าน” ฉู่อวี่หนิงได้ยินประโยคนี้ก็ยกพัดปิดบังรอยยิ้มที่ขบขันปนสมเพช จากนั้นก็หันไปหาเครื่องประดับชิ้นที่ถูกใจ
“ข้าอยากได้สร้อยเส้นนี้” นางชี้ไปที่สร้อยทองเส้นหนึ่งที่มีจี้ทับทิมล้อมรอบไข่มุกคล้ายกับปิ่นที่นางปัก
“แม่นางสายตาเฉียบแหลม สร้อยชิ้นนี้เป็นฝีมือของช่างฝีมือเก่าแก่” เจ้าของร้านกล่าวแล้วหยิบสร้อยเส้นนั้นขึ้นมาให้
หยวนไป๋เยี่ยนจ่ายเงินแล้วรับสร้อยมาถือไว้ มองสายตาที่เป็นประกายสุกใสของหญิงคู่หมั้น จากนั้นก็ก้าวขาเข้าไปยืนตรงหน้าแล้วสวมสร้อยให้แก่นาง พร้อมโน้มไปกระซิบเสียงเบา
“เลือกของที่แพงใช้ได้เลยนะคุณหนูฉู่”
“คุณชายหยวนซื้อให้ทั้งทีจะน้อยกว่านี้ได้อย่างไรกัน” นางกล่าวแล้วถอยออกห่างเมื่อสวมสร้อยคอสำเร็จ สายตาที่มองหยวนไป๋เยี่ยนเต็มไปด้วยผลประโยชน์ที่แอบแฝง
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







