Se connecterหยวนไป๋เยี่ยนเป็นบัณฑิตที่สอบผ่านการสอบระดับมณฑลในปีนี้ด้วยวัยเพียงสิบแปดเท่านั้น และเตรียมที่จะสอบจอหงวนในปีหน้า
ใบหน้าที่สุขุมนุ่มเย็นบัดนี้กำลังขมวดคิ้ว เมื่อมารดาเข้ามาแจ้งข่าวว่ากำลังจะส่งแม่สื่อไปที่สกุลฉู่เพื่อทำการทาบทามสู่ขอและส่งสินสอดเพื่อหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ
“ข้าบอกท่านแม่ไปแล้วว่ายังไม่อยากแต่งงานในตอนนี้ ท่านก็รู้ว่าการสอบจอหงวนนั้นยากลำบากเพียงใด หากข้าแต่งงานไปคงไม่มีกะจิตกะใจที่จะทบทวนตำราและฝึกฝนความรู้” น้ำเสียงนุ่มทุ้มกล่าวด้วยความรู้สึกที่ไม่เต็มใจนัก
“แต่งงานก็อ่านตำราได้ แต่งงานก็ฝึกฝนความรู้ได้ เจ้าจะกลัวอะไรนักหนากับการมีภรรยา สกุลหยวนของเรามีเจ้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว หากเจ้าไม่แต่งงานเมื่อไหร่เราจะได้อุ้มหลานชายเสียที” ผู้เป็นมารดาหว่านล้อมบุตรชายคนเดียวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“ท่านแม่เป็นสตรีย่อมรู้ว่าสตรีจะปฏิบัติตัวเช่นใดกับสามี ข้าไม่ชอบให้นางมากเกาะติด ข้าไม่ชอบให้มาเอาอกเอาใจหรือทำให้เสียสมาธิ ไม่ชอบให้มาวุ่นวายเวลาศึกษาตำรา ท่านแม่ได้โปรดเข้าใจลูกด้วย”
“นี่เจ้าหาว่าข้าทำตัวน่ารำคาญเช่นนั้นหรือ ท่านพี่ดูบรรพชนน้อยของท่านพูดให้ข้า” พูดจบหยวนฮูหยินก็หันไปพูดกับสามี มือกระตุกชายเสื้อให้หันไปอบรมบุตรชายตัวดี
“ฮูหยิน” หยวนเฮ่อหลาน พูดแค่นั้น จากนั้นก็ใช้สายตามองมาที่มือของนางที่กำลังดึงชายแขนเสื้อของตนอยู่ทำให้หยวนฮูหยินในวัยสามสิบแปดลดท่าทีลง เมื่อกำลังทำตัวอย่างที่บุตรชายกล่าวถึง
“ขออภัยท่านแม่ ลูกไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวหาท่านเพียงแค่พูดถึงสตรีทั่วไปเท่านั้น” หยวนไป๋เยี่ยนกล่าวขึ้นมาเสียงเบา สบสายตากับบิดาให้รู้ว่าเขาไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิด
สตรีเป็นเพศที่มักจะออดอ้อนเอาใจสามี เข้ามาคลอเคลียเอาอกเอาใจให้วุ่นวาย แม้จะเป็นสิ่งที่ สมควรทำเพื่อเอาใจสามี ทว่าสำหรับเขาแล้วกลับเป็นสิ่งที่ดูน่ารำคาญ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ยินดีที่ท่านพ่อท่านแม่ของตนยังคงแสดงความรักกันให้เห็นอยู่ในทุกวัน เพียงแต่ว่าคิดภาพตัวเองตอนมีภรรยาไม่ออก ยิ่งอยู่ในช่วงสอบที่สำคัญในชีวิตจึงยังไม่อยากคิดเรื่องความรัก
“ส่งปิ่นไปเลือกคู่แต่จะให้ยกเลิกการหมั้นหมายในครั้งนี้ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เอาเช่นนี้ เราไปที่สกุลฉู่เพื่อเยี่ยมเยียน ได้ข่าวว่าหลายวันก่อนมีโจรมาบุกปล้น ในฐานะสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งที่เคยคุ้มกันสินค้าให้สกุลฉู่ เราต้องไปถามข่าวคราวเสียหน่อย ครั้งนี้เจ้าก็ถือโอกาสไปพูดคุยกับคุณหนูฉู่ด้วย อย่างน้อยก็ไปเห็นหน้านางและดูนิสัยใจคอ หากเข้ากันไม่ได้จริงๆข้าก็คงจะต้องยอมเสียหน้า รอให้เจ้าสอบจอหงวนเสร็จแล้วค่อยหาลูกสะใภ้ใหม่อีกคราก็ไม่สาย”
เมื่อมารดายังคงรบเร้าอยู่ไม่หยุดจึงหันไปขอความเห็นใจจากบิดา แต่หยวนเฮ่อหลานกลับส่ายหน้าเล็กน้อย มองกลับไปด้วยสายตาที่ลำบากใจ ก่อนจะพยักหน้าให้บุตรชายรับปากภรรยาของตน
“ทำตามอย่างที่แม่เจ้าบอก หากไม่ถูกใจคุณหนูฉู่จะยกเลิกการหมั้นในภายหลังก็ยังไม่สาย” เมื่อบิดาเห็นด้วยเช่นนั้นจึงจำใจจะต้องเชื่อฟังอย่างเลี่ยงไม่ได้
************************
การมาถึงของสกุลหยวนเป็นสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงไม่คาดคิด นางถูกเรียกให้เข้าไปทำการคารวะและต้อนรับแขกที่มาเยือน แสร้งทำเป็นว่าไม่รู้เรื่องการหมั้นหมายที่เกิดจากการเลือกปิ่นชิ้นนั้น
ฉู่อวี่หนิงในชุดสีชมพูอ่อนแซมขาวที่ขับผิวให้ผุดผ่องเดินตามมารดาไปยังห้องโถงในเรือนหลัก เมื่อเห็นแขกผู้มาเยือนก็ย่อกายคารวะด้วยท่วงท่าที่อ่อนหวาน พร้อมกับกิริยาที่น่าเอ็นดู ช้อนตาขึ้นมองคู่หมั้นของตน แล้วสบตากันชั่วขณะ ไม่ได้หลบสายตาหรือแสดงอาการเอียงอายเลยแม้แต่น้อย
“คุณหนูฉู่ช่างงดงามสมคำร่ำลือ กิริยามารยาทก็อ่อนหวานเรียบร้อย เจ้าเห็นด้วยหรือไม่” โจวมู่หลันหรือหยวนฮูหยินกล่าวชื่นชมว่าที่ลูกสะใภ้แล้วหันไปถามบุตรชาย
หยวนไป๋เยี่ยนไม่ได้กล่าวอันใด ได้แต่นั่งนิ่งวางท่าทีเฉยชาจนฉู่อวี่หนิงรู้สึกว่าเขาจะเย็นชากับคนที่เพิ่งเจอหน้ามากเกินไปแล้ว
“ไม่ได้เจอกันนาน อยากจะเล่นหมากล้อมกลับ หัวหน้าหยวนเสียหน่อย จะได้พูดเรื่องการคุ้มกันสินค้าด้วย ครั้งก่อนคนของข้าถูกสังหารไป พูดแล้วก็น่าเสียดายยิ่งนัก” ฉู่เหยากล่าวขึ้นมาก็อดนึกถึงอาเหมาไม่ได้
“หนิงเอ๋อร์ เจ้าพาคุณชายหยวนไปเดินเล่น ที่ด้านนอกดีหรือไม่ อยู่ฟังผู้ใหญ่พูดคุยกันคงจะน่าเบื่อ” ลู่ชิงชิงเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้อยู่พูดคุยทำความรู้จักกันตามลำพัง
“เชิญคุณชายหยวนทางด้านนี้” นางผายมือเชิญชวนเขาไปที่ด้านนอก หยวนไป๋เยี่ยนเป็นลุกขึ้นตามอย่างเสียไม่ได้ ทว่าได้พูดคุยกับนางก็ดีเช่นกันจะได้กล่าวถึงเรื่องหมั้นหมายที่ไม่ได้เต็มใจนี้
“ข้าอยากถอนหมั้น” ยังไม่ทันเดินไปถึงที่หมายดีบัณฑิตหนุ่มก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและเย็นชา ฉู่อวี่หนิงรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย ชาติก่อนสกุลฉู่เป็นฝ่ายถอนหมั้น มาชาตินี้เป็นเขาที่ขอถอนหมั้น หรือว่าชะตาที่นางพยายามเปลี่ยนแปลงมันจะไม่เกิดขึ้น
“หมั้นหรือเจ้าคะ” นางแสร้งทำไม่รู้เรื่องมาก่อน
“พ่อแม่ของพวกเราได้แอบทำสัญญาหมั้นหมายเอาไว้ในวันที่เจ้าปักปิ่น เจ้าคงไม่รู้เรื่องนี้สินะ ตอนนี้ เจ้าก็รู้แล้วว่าข้าเองก็ไม่เต็มใจ เจ้าเองก็คงไม่ได้เต็มใจ หากเราแต่งงานกันไปย่อมไม่เกิดผลดีแน่ เช่นนั้นเราต่างคนต่างขอให้ยกเลิกการหมั้นหมายนี้จะเป็นผลดีต่อเราทั้งคู่มากกว่า”
‘หากยกเลิกการหมั้นหมาย ข้าก็ไม่ได้เป็นฮูหยินขุนนางน่ะสิ แล้วจะแก้แค้นหลี่โม่เทียนได้อย่างไรเล่า’
“เหตุใดต้องยกเลิก บุตรย่อมเชื่อฟังบิดามารดา ข้าเต็มใจหมั้นกับท่าน” น้ำเสียงนั้นไม่มีแววเอียงอายเลยสักนิด ในวัยสิบห้าแต่นางทำตัวสุขุมและใจเย็นราวกับว่าผ่านประสบการณ์มามากมาย แววตาที่ดูจริงจังมากกว่าจะเป็นการแสดงความรู้สึกรักใคร่หรือหลงใหล ทำให้หยวนไป๋เยี่ยนประหลาดใจไม่น้อย
“เจ้าหมายจะพูดสิ่งใด”
“ข้าถอนหมั้นกับท่าน ท่านพ่อท่านแม่ข้าก็จะจัดหาคู่ครองให้ใหม่อยู่ดี เช่นเดียวกันกับท่าน หากถอนหมั้นกับข้าไปไม่นานก็จะหาคุณหนูบ้านอื่นมาเสนอให้ท่านเลือกอยู่ไม่หยุด สู้เราแต่งงานกันแล้วต่างคนต่างอยู่จะไม่ดีกว่าหรือ” ประโยคที่ไม่คิดว่าจะได้ยินออกจากปากดรุณีผู้งดงาม บัณฑิตหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อย
ความงดงามภายนอกของนางไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวแต่อย่างใด แต่ว่าความคิดและท่าทางที่สุขุม เกินวัยนี้ก็น่าดึงดูดใจไม่น้อย เหตุผลที่นางพูดมานั้นก็ไม่ผิดนัก มารดาของเขามีหรือว่าจะยอมรามือโดยง่าย
“ต่างคนต่างอยู่ เช่นนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ ต่างคนต่างอยู่ ข้าจะไม่รบกวนท่าน ท่านทำอะไรข้าก็จะสนับสนุน ให้ข้าเงียบข้าก็จะปิดปาก ให้ไปซ้ายข้าก็จะไม่ไปขวา” ประโยคนั้นกล่าวอย่างชาญฉลาด แววตาคมจับจ้องอย่างพินิจ นางจ้องมองมองกลับไปไม่หลบสายตาแล้วกล่าวออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“แล้วเจ้าจะได้ประโยชน์อะไรในการแต่งงานครั้งนี้” ทำให้นางคลี่ยิ้มออกมา
“หากท่านไปสู่จุดสูงสุดนั้นจริง ข้าก็จะได้เป็นฮูหยินของขุนนาง เป็นหน้าเป็นตาให้แก่สกุลฉู่”
หยวนไป๋เยี่ยนมองแววตาและรอยยิ้มของคนที่ฉลาดเกินวัยตรงหน้า ข้อเสนอของนางก็น่าสนใจไม่น้อย ถอนหมั้นกับนางมารดาก็คงหาคุณหนูสกุลอื่นมาเสนอไม่หยุด สู้ตกลงตามข้อเสนอคงเป็นทางออกที่ดีกว่า
************************
“เจ้ารู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกระตือรือร้นอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ฉู่อวี่หนิงกล่าวถึงเหตุการณ์ปราบกบฏที่ซีโจวนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยในตอนนั้นเองก็มีทหารสองนายเดินตรงมาหาทั้งคู่ ทำการคารวะแม่ทัพมู่ตงด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวนอยู่ข้างหน้าขอรับ” หนึ่งในสองคนนั้นรายงานหลังจากที่ไปสอบถามเส้นทางมาแล้ว“ข้ารู้แล้ว นี่คือภรรยาของใต้เท้าหยวน นางกำลังนำทางข้าไปที่สกุลหยวน” ประโยคนั้นบอกเป็นนัยว่าไม่ให้ทั้งสองกล่าวอะไรที่ไม่ควรออกไปต่อหน้านาง เพราะไม่รู้ว่าฉู่อวี่หนิงผู้นี้เป็นคนเช่นไร“คารวะหยวนฮูหยิน” นายทหารทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งทำการคารวะนางตามธรรมเนียม“เชิญท่านแม่ทัพทางนี้ สิ่งที่ท่านอยากรู้เมื่อถึงสกุลหยวนค่อยหาที่เงียบสงบพูดกันเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า” หยวนฮูหยินน้อยผายมือเชิญให้แม่ทัพมู่ตงเดินไปพร้อมกับนางอีกครั้ง“ได้” เขากล่าวแล้วส่งสัญญาณให้ทหารคนสนิททั้งสองติดตามไปฉู่อวี่หนิงเริ่มก้าวเดิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่เจ้าเล่ห์ออกมา ไม่ต้องรออาศัยอำนาจของสามีในการดำเนินการ นางจะใช้มู่ตงในการที่
หลายเดือนต่อมา ขบวนทหารที่กำลังเดินทางไปเฉลิมฉลองต้อนรับตำแหน่งรองแม่ทัพคนใหม่กำลังควบม้าผ่านเมืองหนานอันเพื่อไปยังเมืองอี้โจว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพก็เป็นไปตามคาด นั่นก็คือนายกองหลี่โม่เทียนที่ผ่านการสอบส่วนหนึ่งก็คือฝีมืออีกส่วนก็คือการสนับสนุน จากสกุลจางที่ติดสินบนกับเจ้าหน้าที่คุมสอบพร้อมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เขาสอบได้คะแนนระดับสูง ประกอบกับความดีความชอบในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพได้อย่างง่ายดายขบวนทหารที่จะไปร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีให้กับรองแม่ทัพหลี่กำลังจะเคลื่อนไปที่อี้โจว ท่ามกลางสายตาที่สนใจของชาวเมืองหนานอันที่พบเห็น“ไม่อยากเชื่อเลยว่านายกองหลี่ผู้นั้นจะก้าวหน้าได้เป็นถึงรองแม่ทัพในเวลาอันรวดเร็ว” เสี่ยวชิ่งที่ยืนมองดูทหารที่กำลังควบม้าผ่านกลางเมืองกล่าวขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่ฉู่อวี่หนิงมีใบหน้าที่เรียบไม่ได้ยินดีอะไรผ่านมาสองปีแล้วหลังจากที่นางหวนกลับมาอยู่ในร่างของตนเมื่อยังวัยเยาว์ ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว นางมีเวลาอีกแค่สองปีกว่าจะถึงกำหนดชะตาที่นางจะต้องถูกเขาสังหาร รวมไปถึงเสี่ยวชิ่งที่กำลังยืนชื่นชมโดยไม่รู้เรื่อง“หลายเดือนก่อน
ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังจวนอำเภออี้โจว ระหว่างทางฉู่อวี่หนิงก็เห็นทางการมาติดป้ายประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้ชาวบ้านในเมืองเกิดได้ล่วงรู้ว่ามีคนของอี้โจวได้ทำคุณงามความดีไว้แก่แคว้นฉี ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงเข้าไปอ่านประกาศของทางการด้วยความอยากรู้ว่าพลเมืองอี้โจวผู้ใดสร้างคุณงามความดีเอาไว้ ใบหน้างามซีดเผือด มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือ รู้สึกถึงหัวใจที่ได้แรงด้วยความคับแค้นใจ ประกาศที่ติดตรงหน้าเป็นการสร้างผลงานของหลี่โม่เทียน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะวางแผนให้ตนเองได้รับความดีความชอบด้วยการแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ประกาศแจ้งว่าผลงานของหลี่โม่เทียนคือการปราบปรามกบฏที่หมู่บ้านตรงแถบชายแดนตะวันตก ฉู่อวี่หนิงยิ่งอ่านแล้วก็รู้สึกยิ่งโกรธแค้นหลี่โม่เทียน ขึ้นมาอีกหลายเท่า พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด หากนางไม่ได้ขัดขวางแผนการสร้างผลงานเรื่องจับโจรป่า ชาวบ้านที่อยู่แถบชายแดนตะวันตกก็คงไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุรุษโฉดชั่วผู้นั้นหลี่โม่เทียนสังหารคนในหมู่บ้านไปถึงเจ็ดคน อ้างว่าทั้งเจ็ดเป็นพวกที่ก่อกบฏ พอจับได้ก็ขัดขืนจึงทำให้มีการต่อสู้เกิดขึ้นจนต้องจับตาย จากนั้นก็ค้นเจออาวุธใ
สำนักคุ้มกันภัยสกุลหยวนทำการคุ้มกันสินค้าจากเมืองหนานอันไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น กลยุทธ์ที่ใช้ป้องกันโจรที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแยบยล ทำให้จับโจรป่าส่งทางการได้สำเร็จอยู่หลายครั้งคนของหลี่โม่เทียนที่แสร้งทำเป็นโจรป่าก็ไม่กล้าที่จะลงมือเมื่อเห็นว่าเป็นสำนักคุ้มกันภัยของสกุลหยวน แผนการที่จะสร้างผลงานของหลี่โม่เทียนด้วยการปราบโจรป่าจึงไม่สำเร็จ ทว่าเขากลับใช้วิธีที่เหี้ยมโหดมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ฉู่อวี่หนิงมั่นใจว่าสกุลจางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแผนการชั่วนั่นก็คือการที่กุข่าวลือเรื่องกบฏ แล้วทำทีว่ากำลังสืบหาเพื่อที่จะปราบปราม ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วแผนการนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว“การที่ข้าเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์หลักที่เกิดขึ้น ชะตาของหลี่โม่เทียนก็เปลี่ยนไปตาม แต่สุดท้ายก็ยังต้องลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นเดิม หากเป็นเช่นนี้เขาจะต้องได้เป็นรองแม่ทัพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างแน่นอน นี่ข้าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นสวรรค์ส่งข้ามาให้ได้รับความเจ็บปวดอีกครั้งหรืออย่างไร” น้ำเสียงนั้นพึมพำออกมาด้วย
มื้ออาหารค่ำมีความตึงเครียดระหว่างสองสามีภรรยาอย่างเห็นได้ชัด หยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอันใด เรื่องของสามีภรรยาให้ไปพูดคุยกันเองเป็นการส่วนตัว“กว่าจะสอบได้เป็นจอหงวนต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปี พวกเราภาคภูมิใจในตัวเจ้า ในที่สุดสกุลหยวนก็มีคนที่ตอบได้เป็นขุนนางกับเขาเสียที ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวัง” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม แม้ก่อนหน้านี้อยากจะให้บุตรชายรับช่วงดูแลสำนักคุ้มภัยต่อจากตนก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จก็อดที่จะยินดีไม่ได้“จอหงวนก็ได้เป็นแล้ว หลังจากนี้ไม่ต้องเอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับม้วนตำรา ไม่นานแม่ก็คงจะได้อุ้มหลานแล้วสินะ” ผู้เป็นมารดากล่าวถึงการมีทายาท มือที่ถือตะเกียบนั้นชะงักแทบจะทันที ราวกับว่ามารดาแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้าให้แล้ว“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว อยากพักผ่อน” มือหนาวางตะเกียบลงบนชามข้าวที่พร่องไปเพียงครึ่ง จากนั้นก็สะบัดชายผ้าลุกเดินออกจากโต๊ะอาหารค่ำไป ด้วยท่าทีที่ดูมีความในใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นผู้เป็นภรรยาจะกินต่อได้อย่างไร“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว ขอตัวไปดูท่านพี่นะเจ้าคะ” นางกล่าวอย่างสุภาพแล้วจึงลุกขึ้นตามสาม
หลังจากกลับมาสกุลหยวนได้สามสัปดาห์แล้ว ฉู่อวี่หนิงก็เริ่มที่จะวางกลยุทธ์การฝึกซ้อมและการต่อสู้ให้กับสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนให้รัดกุมขึ้น เนื่องด้วยโจรป่าที่เริ่มออกอาละวาดส่วนหนึ่งที่เป็นโจรจริงก็อันตรายพอตัว อีกส่วนเป็นคนของหลี่โม่เทียนที่ว่าจ้างมาเพื่อสร้างผลงานแต่นางจะไม่มีวันให้เกิดขึ้น สร้างผลงานปลอม ๆ และสร้างความหวาดหวั่นให้ผู้คนเพื่อความก้าวหน้า หากยังมีนางและคนของสำนักคุ้มภัยสกุลหยวนอยู่เรื่องนี้คงไม่ง่ายนักในระหว่างที่อธิบายแผนการฝึกซ้อม ก็มีคนบ่าวในเรือนรีบวิ่งมารายงานแก่ฮูหยินน้อยกับเรื่องที่น่ายินดี“เรียนฮูหยินน้อย บัดนี้ขบวนเกี้ยวฉลองตำแหน่งจอหงวนได้เดินทางมาถึงหนานอันแล้ว เป็นนายน้อยของเราที่ได้ตำแหน่งจอหงวน ท่านรีบออกมาต้อนรับเถิด ขบวนกำลังจะถึงหน้าเรือนแล้ว”เวลาผ่านไปเกือบเดือนในที่สุดหยวนไป๋เยี่ยนก็เดินทางกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ นางรีบออกไปต้อนรับผู้เป็นสามี เช่นเดียวกันกับหยวนเฮ่อหลานและโจวมู่หลันที่รีบออกไปยืนรอรับบุตรชายที่หน้าสกุลหยวนด้วยความภาคภูมิใจเกี้ยวขนาดแปดคนหามที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับขบวนมโหรีได้หยุดลงที่หน้าสำนักคุ้มกันภัย จากนั้นผู้ที่อยู่ในเกี้ยวก็เดินลง







