LOGINอาจารย์หวงแม้จะชรา แต่สายตายังคงลึกล้ำ ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน มีหรือจะมองไม่ออกว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องวุ่นวายนี้คือหลินเสวี่ยถง และสิ่งที่นางต้องการ หาใช่ความยุติธรรม หากแต่เป็นการใช้โอกาสนี้ทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น
“ท่านอาจารย์เจ้าคะ” ลู่หลานหลิงเอ่ยขึ้น หลังจากเงียบอยู่นาน “แม้ตอนนั้นไท่จื่อจะอยู่ด้วย แต่นี่เป็นเรื่องระหว่างหลินเสวี่ยถงกับเซี่ยหรงเหยา ศิษย์ร้องขอให้นางคืนบทเพลงที่นางขโมยจากถงเอ๋อคืนมา และลงโทษให้นางล้างห้องน้ำในสำนักศึกษาเป็นเวลาหนึ่งเดือน” หญิงสาวกล่าววาจาราวกับได้ตัดสินผู้ผิดแล้ว ทั้งที่อาจารย์หวงยังมิได้เอ่ยคำตัดสินใดๆ บรรยากาศภายในห้องเรียนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เสียงไม้เท้าของอาจารย์หวงเคาะพื้นดังเป็นจังหวะ เตือนให้ทุกคนรู้ว่า การพิจารณายังไม่สิ้นสุด และตัวเขานั้น...ยังมิได้ตัดสินใจว่าใครคือผู้ผิด “เจ้าบอกว่าเพลงที่ข้าเล่นเมื่อเช้าเป็นของนาง...” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเรียบ มิได้มีท่าทีหวาดกลัวความผิดใดใด “นี่สินะที่เจ้าต้องการ หลินเสวี่ยถง ร้องแรกแหกกระเชิงว่าข้ารังแกเจ้า แต่เป้าหมายที่แท้จริงก็คือบทเพลงกู่ฉินที่ข้าเล่นเมื่อเช้า” “ข้า...เปล่า” หลินเสวี่ยถงหลุบตาลงพร้อมตอบเสียงสั่น มือสองข้างของนางกำชายกระโปรงแน่นอย่างไม่มั่นใจ “แต่เรื่องที่ลู่หลานหลิงเอ่ยเป็นเรื่องจริง เจ้าเป็นคนที่เล่นกู่ฉินได้แย่ที่สุดในบรรดาสหายในชั้นเรียน จะมีความสามารถใด แต่งบทเพลงไพเราะเช่นนั้นออกมาได้” น้ำเสียงของหลินเสวี่ยถงบางเบาและสั่นเครือ คล้ายผู้ถูกกระทำที่พยายามปกป้องตนเอง ทว่ากลับไม่สามารถสั่นคลอนความรู้สึกของฝ่ายตรงข้ามได้ ทำให้ยามนี้นางรู้สึกเป็นกังวลในใจ “หน้าไม่อายก็ต้องมีขอบเขต” เซี่ยหรงเหยาหัวเราะในลำคอ “ต่อให้เพลงกู่ฉินบทนี้มิใช่ข้าที่แต่ง แล้วเจ้าเอาความมั่นใจมาจากที่ใดว่ามันคือของเจ้า หากความจริงถูกเปิดโปง ระวังใต้เท้าหลินไม่มีหน้าอยู่ในราชสำนักนะ” “เจ้า!...ข้า!...” หลินเสวี่ยถงพูดไม่ออก เสียงของนางแผ่วลงจนแทบไม่ได้ยิน ไป๋เสี่ยวอิงเห็นสหายรักถูกรังแก นางจึงรีบก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อปกป้องทันที “ถงเอ๋อคือคนที่ชำนาญในทุกด้าน ในเมืองหลวงแห่งนี้นางนับเป็นสตรีมีความสามารถอันดับหนึ่ง จะแต่งเพลงออกมาสักเพลงสองเพลงจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ” “ต่างกับเจ้า...เซี่ยหรงเหยาจอมอันธพาล คนที่เอาแต่ทำตัวไร้แก่นสารไปวันวัน ทำให้ครอบครัวต้องอับอาย!” ไป๋เสี่ยวอิงกล่าวหาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัวว่าตนจะถูกเอาคืน ทั้งที่เรื่องนี้หาใช่เรื่องของนางไม่ “ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่ตระกูลไป๋มีหน้าที่สั่งสอนคนจากตระกูลอื่น” เสียงหวานของสตรีดังขึ้นที่หน้าประตู ทุกคนหันขวับไปมองพร้อมกัน เป็นอาจารย์อวี๋ สตรีวัยกลางคนในชุดครามเข้มยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาคมกริบของนางกวาดมองทั่วห้อง ก่อนจะหยุดที่หลินเสวี่ยถง “แม้แต่ตัวข้าที่ฝึกกู่ฉินมายี่สิบปี ยังไม่กล้าอวดอ้างตนเองว่าเป็นอันดับหนึ่ง แต่เจ้ากลับกล้ายกนางขึ้นเหนือเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย ช่างโอหังยิ่งนัก!” “อะ...อาจารย์อวี๋” ไป๋เสี่ยวอิงเอ่ยเสียงสั่น สีหน้าของนางยามนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด อาจารย์อวี๋ก้าวเข้ามาภายในห้องช้าๆ ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความสงบ ทว่ากลับสามารถทำให้นักศึกษาหญิงทั้งห้องต่างหวาดกลัว “ท่านอาจารย์หวง ขออภัยที่เข้ามาแทรกแซงในการสอนของท่าน” นางเอ่ยพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย “เรื่องบทเพลงกู่ฉินที่เซี่ยหรงเหยาบรรเลงเมื่อเช้า ข้าเองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย” อาจารย์หวงพยักหน้าเบาๆ “แล้วอาจารย์อวี๋คิดเช่นไร” “ในเมื่อหลินเสวี่ยถงบอกว่า บทเพลงนั้นเป็นของนาง เช่นนั้นก็ให้นางบรรเลงให้คนที่นี่ฟังเถอะ จากนั้นค่อยตัดสิน” อาจารย์อวี๋กล่าวเสียงเรียบ สายตาตกอยู่ที่หลินเสวี่ยถงเป็นคนแรก “และหากเซี่ยหรงเหยาขโมยไปจริง ข้าจะให้นางชดใช้อย่างสาสม” คำว่า “ชดใช้อย่างสาสม” ถูกเน้นหนักจนทุกคนในห้องรู้สึกถึงแรงสะท้อนในอก และคำพูดนั้นคล้ายเป็นคำเตือนว่า ถ้าหากคนใดในระหว่างพวกนางกล้าหลอกลวง ย่อมต้องถูกลงโทษสถานหนัก หลินเสวี่ยถงสั่นไปทั้งกาย มือที่กำชายกระโปรงเริ่มเย็นเฉียบ ทว่ามันกลับชื้นเหงื่อ ใครในสำนักศึกษาแห่งนี้ไม่รู้บ้างว่า อาจารย์อวี๋เกลียดการใส่ร้ายเป็นที่สุด และครั้งนี้...ดูเหมือนความจริงกำลังจะถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคน “หลินเสวี่ยถง เจ้าบอกว่าเซี่ยหรงเหยาขโมยเพลงของเจ้าไป เช่นนั้นก็ออกมาบรรเลงกู่ฉินด้านหน้าเถอะ ข้านำกู่ฉินติดตัวมาด้วยพอดี” อาจารย์อวี๋กล่าวพลางวางกู่ฉินลงตรงกลางห้อง เสียงไม้กระทบพื้นดังเบาๆ แต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องเรียนตึงเครียดขึ้นยิ่งกว่าเดิม หลินเสวี่ยถงมีท่าทีอึกอัก ใบหน้าซีดเผือด ทว่าตอนนี้นางถอยกลับไม่ได้แล้ว “เจ้าค่ะ...ท่านอาจารย์” หญิงสาวค่อยๆ นั่งลงตรงหน้ากู่ฉิน สองมือสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ในใจนึกย้อนถึงภาพตอนที่เซี่ยหรงเหยาบรรเลงเพลงนั้น เสียงใสกังวานราวสายลมพัดผ่านภูเขา แต่เมื่อปลายนิ้วของนางแตะลงบนสายกู่ฉิน เสียงที่ดังออกมากลับกระท่อนกระแท่น ขาดความไพเราะจนผู้ฟังถึงกับขมวดคิ้ว “นี่สินะ! ที่เจ้าเรียกว่าเป็นบทเพลงที่เจ้าแต่งขึ้นเอง” อาจารย์อวี๋ตวาดเสียงกร้าว ดวงตาคมกริบจับจ้องหญิงสาวตรงหน้า “ศิษย์...ศิษย์จำไม่ได้ทั้งหมดเจ้าค่ะ เพราะพึ่งแต่งออกมาได้เพียงไม่นาน มันก็หายไปแล้ว” หลินเสวี่ยถงเอ่ยพลางน้ำตาไหลอาบแก้ม เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นภายในห้องอันเงียบงัน“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้างส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก“แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้วคำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอกสืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ“ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ“เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน“ข
“สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา“ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง“ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงันภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว“ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี“นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ“เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน“เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง”ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด“อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่อง
สองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออกหลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดสัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด“หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบาในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า“เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปล
ไม่กี่วันต่อมาข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ศาลบรรพชนของตระกูลหลินถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ที่หน้าประตูเรือนของหลินเสวี่ยถงมีรอยเลือดสาดกระเซ็นให้เห็นอย่างน่าสยดสยองและที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ใบหน้าอันงดงามของนาง ยามนี้เต็มไปด้วยตุ่มหนองแดงช้ำจนไม่อาจออกมาพบผู้ใดได้ ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานาบ้างว่าตระกูลหลินทำผิดต่อฟ้าดินจึงถูกสวรรค์ลงโทษ บ้างก็ว่าเป็นเวรกรรมที่สะสมมานานจนถึงคราวต้องชดใช้ ครอบครัวหลินเองต่างพากันกล่าวโทษหลินเสวี่ยถง ว่าเป็นต้นเหตุของเคราะห์ร้ายทั้งหมดนางจึงถูกสั่งให้คุกเข่าอยู่หน้าเรือนถึงสองวันเต็ม“นี่เจ้าได้ยินข่าวลือช่วงนี้หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นนั่งลงข้างสหาย พลางกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“เรื่องอะไรหรือ ช่วงนี้ข้ามัวแต่อ่านตำราอยู่ในจวน มิได้ออกข้างนอกเลย” เซี่ยหรงเหยาตอบเรียบๆ พลางวางตำรากลยุทธการเดินหมากในมือลง“ก็เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลินน่ะสิ...ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ แต่ถึงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ข้าก็อยากขอบคุณคนผู้นั้น ที่ช่วยระบายความโกรธแทนเจ้า”“ระบายความโกรธให้ข้าหรือ...” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้ว“ใช่สิ! วันนั้นที่งานเลี้ยง
คำตอบนั้นยิ่งทำให้หลินเสวี่ยถงจับพิรุธได้ชัดเจนขึ้น ดวงตางามหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาไปยังอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยง ที่นั่น...เซี่ยหรงเหยากำลังหัวเราะกับว่านหนิงอวิ๋นอย่างอารมณ์ดีรอยยิ้มของนางสดใสราวกับไม่เคยมีเรื่องใดให้ต้องกังวล หลินเสวี่ยถงกำมือแน่น ความโกรธแค้นแล่นปราดขึ้นในอกนางรู้ดีว่าตวนอ๋องของตนมิใช่บุรุษที่จะแสดงความสนใจต่อสตรีใดง่ายๆ แต่วันนี้เซี่ยหรงเหยากลับสามารถดึงดูดสายตาของเขาไปที่ตนได้อย่างง่ายดายภายในใจของหลินเสวี่ยถงพลันเต็มไปด้วยความริษยา และหวาดกลัว นางกลัวว่าสายตาที่เคยเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว จะไม่หวนกลับมาอีกแล้วงานเลี้ยงชมดอกเหมยสิ้นสุดลง ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ทว่าความสนใจของผู้คนเหล่านั้นกลับไม่อาจดึงดูดท่านหญิงหนิงอันได้เลย นางยังคงไม่แสดงท่าทีสนใจบุรุษใดเป็นพิเศษตรงกันข้าม องค์หญิงใหญ่กลับแสดงความสนใจต่อว่านอวิ๋นเซียวอยู่บ่อยครั้ง ทำชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูก ในใจเกรงว่าตนจะกลายเป็นที่หมายตาขององค์หญิงใหญ่เข้าเสียแล้วแม้ท่านหญิงหนิงอันจะงดงามเพียงใด แต่เขาก็ยังอยากเลือกคู่ครองด้วยหัวใจของตนเอง มากกว่าจะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ขอ
“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเย็นชาตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่าเพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง“เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน“ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า“พี่ชายของเจ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก“ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง”ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไปตั้งแต่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่าง







