Masukเมื่อสองสตรีปรากฏตัว เสียงสนทนาในห้องที่เคยจอแจพลันเงียบลงในบัดดล
สายตาของนักศึกษาหญิงทุกคู่ ต่างหันมาจับจ้องพวกนางเป็นตาเดียว บางคนกระซิบกระซาบ บางคนแสร้งก้มหน้าอ่านตำรา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น และอคติที่ซ่อนอยู่ “มีอะไรก็พูดต่อหน้า ลับหลังนินทาผู้อื่นมันมีอะไรดีนักรึ” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงแรงกดดันอยู่ในที ก่อนพวกนางจะนั่งลงยังเก้าอี้ประจำตัวอย่างไม่ใส่ใจ นักศึกษาหญิงหลายคนรีบก้มหน้าหลบสายตา กลัวว่าตนเองจะถูกหมายหัวโดยสตรีผู้มีอำนาจแห่งตระกูลเซี่ยและว่าน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมก้มหัวให้นาง “เจ้าสองคนรังแกถงเอ๋อ แล้วยังกล้าลอยหน้าลอยตาอยู่ที่นี่อีกหรือ” ลู่หลานหลิง หลานสาวของราชครูลู่ผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนักออกหน้าเป็นคนแรก เพราะมีท่านอาเป็นพระสนมตำแหน่งเสียนเฟย นางจึงไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลของสตรีทั้งสอง หญิงสาวยืนกอดอกมองมา สายตาเต็มไปด้วยการท้าทาย “ตาไหนของเจ้าเห็นว่าเรารังแกนาง” เซี่ยหรงเหยาเลิกคิ้วถาม ด้วยท่าทีเย็นชา “แต่ถงเอ๋อบอกว่าเจ้าทำให้นางขายหน้าต่อหน้าตวนอ๋อง อีกทั้งยัง เจ้าใช้อำนาจของพี่ชายรังแกนางและพี่ชายของนาง” ไป๋เสี่ยวอิง บุตรสาวของรองราชเลขาไป๋ กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เซี่ยหรงเหยาหัวเราะในลำคอ “พวกเจ้าเป็นหมาของนางงั้นรึ มีอะไรต้องคอยออกหน้าให้นาย” ร่างบางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “อีกอย่าง...พี่ชายของนางไร้ค่า แล้วมันกลายเป็นความผิดของพี่ชายข้าได้อย่างไร” คำพูดนั้นทำไป๋เสี่ยวอิงถึงกับพูดไม่ออก “เจ้า! เซี่ยหรงเหยา!” ไป๋เสี่ยวอิงตะโกนเสียงดัง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “ข้าทำไม...หรืออยากลองดูว่ากำปั้นของข้าหนักหน่วงหรือไม่” ร่างบางเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ยกกำปั้นหมุนไปมาด้วยท่าทีสบายๆ แต่คำพูดกลับเฉียบคมดั่งคมมีด บรรยากาศภายในห้องเรียนเริ่มตึงเครียด จนแทบไม่มีใครกล้าขยับ ว่านหนิงอวิ๋นมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบงัน นางเตรียมตัวที่จะช่วยสหาย ถ้าหากว่าอีกฝ่ายกล้าลงมือ แต่ก่อนที่จะเกิดการปะทะขึ้น เสียงอ่อนหวานของหญิงสาวอีกนางได้ดังแทรกเข้ามา “พวกเจ้าอย่าทะเลาะกันเพื่อข้าเลย...” หลินเสวี่ยถงเอ่ยพลางเช็ดน้ำตา น้ำเสียงของนางสั่นเครือราวกับตนเองถูกรังแก ว่านหนิงอวิ๋นหันขวับไปทันที “เลิกสำคัญตนเองผิดสักที หลินเสวี่ยถง! เจ้าคิดว่าโลกใบนี้หมุนรอบตัวเจ้าหรือไง! เสแสร้งสิ้นดี” น้ำเสียงตวาดของนางทำคนทั้งห้องถึงกับสะดุ้ง “ข้า...ข้าเปล่า...” หลินเสวี่ยถงแสร้งร้องไห้ออกมา ทำผู้พิทักษ์ทั้งสองปวดใจจนต้องรีบก้าวเข้าไปปกป้อง “เจ้ากล้ารังแกนางต่อหน้าพวกเรา!” ไป๋เสี่ยวอิงตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง “แล้วจะทำไม กล้าก็ไปฟ้องอาจารย์สิ ข้าจะได้เปิดโปงใบหน้าดอกบัวขาวของนางให้ทุกคนได้เห็น” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าท้าข้าหรือ!” ไป๋เสี่ยวอิงตะโกนลั่น บรรยากาศภายในห้องเรียนสตรีที่เคยสงบ กลับกลายเป็นสนามประลองอารมณ์ที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ “เสียงดังอะไรกัน!” เสียงทุ้มแหบของอาจารย์หวงดังขึ้นจากหน้าประตู ชายชราผู้มีผมขาวก้าวเข้ามาพร้อมไม้เท้าในมือ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความสุขุมที่ทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก นักศึกษาสตรีทั้งห้องรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกัน เสียงเก้าอี้ขยับดังแผ่วเบา ก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ในความเงียบงัน ภายในห้องเรียนยามนี้ ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ที่ยังแฝงด้วยแรงโทสะ และความตึงเครียดที่ยังไม่จางหาย “เกิดอะไรขึ้น!!” อาจารย์หวงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวด ดวงตาคมกริบของชายชรากวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดลงที่คนกลุ่มหนึ่ง “เป็นเซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋น นางรังแกหลินเสวี่ยถงอีกแล้วเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์” ไป๋เสี่ยวอิงชิงเอ่ยฟ้องก่อน น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจ ราวกับตนถือความถูกต้องไว้ในมือ “เหอะ! โจรตะโกนจับโจร” ว่านหนิงอวิ๋นกล่าวลอยๆ พลางกอดอกอย่างไม่สะทกสะท้าน “เจ้า! ท่านอาจารย์หวงดูสิเจ้าคะ ขนาดท่านยืนอยู่ต่อหน้า นาง ยังกล้าทำตัวเป็นอันธพาล!” ไป๋เสี่ยวอิงชี้นิ้วด้วยความโกรธ “เอาล่ะ ไม่ต้องเถียงกัน” อาจารย์หวงยกมือขึ้นห้าม “ใครผิดใครถูก เดี๋ยวข้าจะสอบสวนเอง” หลินเสวี่ยถงที่ยืนอยู่ด้านหลัง หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดหวั่น กังวลว่าสิ่งที่ตนปิดบังเอาไว้จะถูกเปิดโปง “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ พวกเราเพียงแค่ล้อเล่นกันเท่านั้น” หญิงสาวรีบเอ่ยแก้ตัว เพราะไม่ต้องการให้อาจารย์หวงสืบสาวเรื่องที่เกิดขึ้น “ถงเอ๋อ! เจ้าถูกพวกนางรังแกถึงเพียงนี้ แต่กลับจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ หรือ หากไม่ถูกลงโทษ ต่อไปวันหน้าพวกนางจะต้องเหิมเกริมยิ่งกว่านี้แน่” น้ำเสียงของลู่หลานหลิงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เซี่ยหรงเหยามองหลินเสวี่ยถงด้วยสายตาเย็นชา นางเห็นชัดถึงความหวาดหวั่นในแววตาของอีกฝ่าย แต่ยังคงนิ่งเฉย เพราะรู้ดีว่ายังไม่ถึงเวลาเหมาะสมที่จะเปิดโปงความจริง “บอกอาจารย์มาให้ชัด เกิดอะไรขึ้นกันแน่” อาจารย์หวงเคาะไม้เท้ากับพื้นเสียงดัง เพื่อเรียกสติทุกคนให้สงบลง ไป๋เสี่ยวอิงเป็นฝ่ายเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยท่าทีมั่นใจ ราวกับตนอยู่ในเหตุการณ์ คำพูดของนางเต็มไปด้วยการแต่งเติมและอารมณ์ที่ชี้นำให้ผู้ฟังเชื่อถือว่าเป็นความจริง “ทั้งหมดก็มีเท่านี้เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ต้องให้ความยุติธรรมแก่ถงเอ๋อของเรานะเจ้าคะ” ลู่หลานหลิงกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเศร้าโศก ราวกับตนเองเป็นผู้ที่ถูกกระทำ อาจารย์หวงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาใต้คิ้วขาวขมวดแน่น ชายชรามองนักศึกษาหญิงทีละคน ความเงียบที่ตามมาหนักอึ้ง เพราะไม่รู้ว่าชายชราผู้นี้จะตัดสินเช่นไร “ในเมื่อฝ่ายของหลินเสวี่ยถงเล่าเรื่องแล้ว เช่นนั้น...เซี่ยหรงเหยา เจ้าเล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้น” เสียงของอาจารย์หวงดังขึ้นอย่างสงบ ดวงตาใต้คิ้วขาวมองตรงไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่กลางห้อง “ท่านอาจารย์ ท่านก็ได้ยินที่ศิษย์เล่าแล้วนี่เจ้าคะ ยังจะถามนางอีกทำไม” ไป๋เสี่ยวอิงรีบเอ่ยขัด น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจ “เงียบเสียงหน่อย!!” ชายชราตวาดเสียงเข้ม “การตัดสินความผิด มิใช่การฟังความเพียงข้างเดียว นักเรียนทุกคนจงจดจำคำนี้ของอาจารย์เอาไว้ ฟังให้มาก พูดให้น้อย แล้วค่อยตัดสินใจ” คำพูดนั้นราวกับตบหน้าของไป๋เสี่ยวอิง หญิงสาวหน้าชาทันทีรีบก้มหน้าหลบสายตา และไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก เมื่อบรรยากาศกลับคืนสู่ความสงบ เซี่ยหรงเหยาจึงเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่หน้าสำนักศึกษา น้ำเสียงของนางมั่นคงและชัดเจน รายละเอียดที่กล่าวออกมานั้นแตกต่างจากสิ่งที่ไป๋เสี่ยวอิงเล่าโดยสิ้นเชิง ราวกับเป็นเหตุการณ์คนละเรื่อง “ไท่จื่อหรือ...ก่อนพักเที่ยง พระองค์ได้มาเยือนที่นี่จริง” อาจารย์หวงลูบเคราขาวพลางพึมพำอย่างครุ่นคิด ลู่หลานหลิงก้มตัวกระซิบกับหลินเสวี่ยถงเสียงเบา “ถงเอ๋อ เหตุใดเจ้ามิได้เล่าว่ามีไท่จื่ออยู่ที่นั่นด้วย” “ข้า...ข้าก็ไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตเช่นนี้ อีกอย่างไท่จื่อก็มิได้กล่าวสิ่งใดในตอนที่พวกเราทะเลาะกัน ข้าจึงคิดว่ามันไม่เกี่ยวข้อง” หลินเสวี่ยถงตอบเสียงสั่น แววตาเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้
![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)