ログイン"เม่ยเหนียง" แม่เล้าผู้ถูกคนรักทรยศจนตาย เวียนว่ายมาเข้าร่าง "หลินซูเหยา" คุณหนูรองขี้โรคผู้ถูกรังแก เมื่อจิ้งจอกเจ้าเล่ห์คืนชีพ บัญชีแค้นสิบปีจึงถูกขุดขึ้นมาสะสาง! สตรีโฉดบุรุษชั่วต้องลงนรก! แม้แต่สามีชาตินี้อย่างแม่ทัพ "เซียวจ้านเฉิง" ที่เคยดูแคลน ก็ต้องยอมสยบติดบ่วงเสน่หาจนดิ้นไม่หลุด!
もっと見るแสงจันทรานวลตาที่สาดส่องลงมากระทบหลังคาโรงเตี๊ยมจิ่นเม่ย เดิมทีในค่ำคืนนี้ควรจะเป็นพยานให้แก่ความสำเร็จรุ่งโรจน์
บรรยากาศโดยรอบอบอวลด้วยกลิ่นกำยานหอมจางๆ สายลมเย็นพัดโชยมาพร้อมเสียงพิณแผ่วเบาที่คอยขับกล่อมแขกเหรื่อให้เคลิบเคลิ้มลุ่มหลง แต่น่าเสียดาย…ที่ความเย้ายวนทั้งหมดนั้น กลับกลายเป็นฉากหน้าของลานประหาร เม่ยเหนียงผู้อยู่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ทอดมองความสำเร็จด้วยแววตาปลาบปลื้ม ทว่าความจริงกลับกลายเป็นฝันร้ายที่กรีดลึกถึงขั้วหัวใจ เมื่อเสิ่นอวี้สามีที่นางเพียรปั้นดินให้เป็นดาวทุ่มเททั้งเงินทองและแรงกายเชิดชูจนเขาได้ดี ยามนี้กลับเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอาบยาพิษ พร้อมในมือประคองจอกสุราดอกท้อสีหวานละมุนมาจ่อที่ริมฝีปากนาง “ดื่มเสียเม่ยเหนียง ดื่มให้แก่ความโง่เขลาของเจ้าที่หลงเชื่อว่าคนอย่างข้าจะรักเจ้าจริง” น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เคยพร่ำบอกรัก บัดนี้กลับเยือกเย็นเสียจนเชือดเฉือนขั้วหัวใจยิ่งกว่ายาพิษในจอก เม่ยเหนียงเงยหน้าขึ้น สบตาชายคนรักด้วยความสับสน ทว่ากว่าจะรู้ตัว สุรารสขมเฝื่อนที่มีฤทธิ์ร้อนแรงดั่งไฟแผดเผาก็ไหลลงสู่ลำคอไปเสียแล้ว นางเป็นถึงเจ้าของโรงเตี๊ยมหอคณิกาโคมเขียว…กลับพลาดพลั้งพ่ายแพ้ให้แก่ความรักจนตามืดบอดอย่างโง่เขลา! และเพียงครู่เดียวใต้หล้าทั้งใบของเม่ยเหนียงก็พลันพร่ามัว พร้อมกับของเหลวอุ่นที่คาวไหลทะลักออกตามโสตประสาทและมุมปากอย่างเวทนา ร่างของนางทรุดฮวบลงแทบเท้าชายโฉดอย่างหมดทางสู้ ทว่าในห้วงสุดท้ายของลมหายใจแห่งความตาย…นางกลับต้องทนเห็นภาพที่อัปยศที่สุด! เมื่อลู่เอ๋อร์สตรีคณิกาที่นางเคยชุบเลี้ยงด้วยความเมตตาจนกลายเป็นดาวเด่นอันดับหนึ่ง เดินนวยนาดเข้ามาออเซาะผัวชั่วด้วยสายตาดูแคลน “นายหญิง...รีบจากไปอย่างสงบเถิดนะเจ้าคะ นับต่อจากนี้ของทุกอย่างของท่าน ข้าจะดูแลต่อให้เองรวมทั้งสามีของท่าน” น้ำเสียงหัวเราะเยาะคิกคักของคนโฉดที่ดังเข้าโสนประสาทนั้นคือสิ่งสุดท้ายที่แว่วเข้าหู ก่อนที่ลมหายใจของนางจะขาดสะบั้นลงพร้อมกับความแค้นที่สลักลึกซึ้งถึงวิญญาณ...หากชาติหน้ามีจริง นางขอสาบานว่าย่อมต้องกลับมาทวงทุกอย่างคืนเป็นร้อยเท่าพัน! “เม่ยเหนียง...อย่าเพิ่งรีบปิดตา เจ้าดูเสียก่อน” เสิ่นอวี้โน้มใบหน้าลงมาใกล้อย่างสมเพช ก่อนกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลแบบเดียวกับที่เคยพร่ำรัก แต่วันนี้มันกลับเชือดเฉือนยิ่งกว่าคมมีด รอยยิ้มที่เขาคลี่ออกมานั้นกว้างและเปิดเผยเสียจนน่ารังเกียจทั้งยังไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ต่อสตรีที่เคยร่วมเรียงเคียงหมอน น้ำเสียงเยือกเย็นของเขากรีดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเม่ยเหนียงที่กำลังสั่นสะท้าน “โรงเตี๊ยมที่เจ้าทุ่มเทสร้างมา เงินทุกอีแปะในหีบสมบัติ แม้กระทั่งชุดไหมชั้นดีที่เจ้าสวมใส่...ต่อจากนี้มันจะเป็นของลู่เอ๋อร์ทั้งหมด ส่วนเจ้านั้น…ก็เป็นได้เพียงซากศพไร้ชื่อที่ถูกหมกไว้ในห้องใต้นี้อย่างไร้ญาติ ขาดมิตรและไร้แม้ดินกลบหน้า” ลู่เอ๋อร์...หญิงสาวที่เม่ยเหนียงเคยควักเงินก้อนโตไถ่ตัวจากพ่อเลี้ยงใจโฉดที่คิดเอาลูกเลี้ยงไปขายเป็นนางบำเรอนั้น…อีกฝ่ายก็พลางเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ดสียจนรองเท้าปักลายดอกโบตั๋นที่ดูงดงามของนางเหยียบลงบนปลายนิ้วของเม่ยเหนียงที่กำลังพยายามไขว่คว้าหาอากาศหายใจ นางจงใจบดขยี้มันแรงๆ จนกระดูกร้าวระบม พลางหัวเราะร่าด้วยความสะใจนัก แต่นี่เขายังไม่ทันได้เริ่มด้วยฟซ้ำ “นายหญิง...ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ ข้าจะใช้สามีของท่านให้คุ้มค่ากับที่ข้าตรากตรำปั้นเขามากับมือ!” ลู่เอ๋อร์จีบปากจีบคอพูดอย่างจงใจ พลางอิงแอบแนบชิดเสิ่นอวี้อย่างไม่อายฟ้าดิน และเห็นสาสตาสีดำขลับของเขา…บุรุษตรงหน้าเริ่มขุ่นมัว “อ้อ...ลืมบอกไป ยาพิษในจอกนี้ ข้าเป็นคนเลือกเองกับมือเชียวนะ” ลู่เอ๋อร์กระซิบถ้อยคำที่เปรียบดั่งอาบยาพิษ จนเอาแต่โอ้อวดด้วยความดีใจ “แต่วางใจเถิด…ข้าจะทำให้เจ็บปวดราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงหัวใจ แต่สมองจะยังแจ่มชัดไปจนวินาทีสุดท้าย... เพื่อให้สตรีตรงหน้าได้เห็นภาพและต้องจดจำความเจ็บปวดระหว่างนี้เอาไว้อย่างกลำกลืน” น้ำเสียงของนางแผ่วลงเรื่อยๆ ก่อนที่ประโยคถัดมาจะดังดูแล้วภายในใจนั้น…อัดแน่นเจือไปด้วยความปวด ลู่เอ๋อร์เอ่ยต่อ “นายหญิงจะได้เห็นข้ากับพี่เสิ่นอวี้นอนกอดกันกลมเกลียวบนร่วมเตียงอย่างเร่าร้อน ข้ารับรองได้ว่านายหญิงจะได้ไม่มีวันลืมเลือนแม้ตายไปแล้วแน่!” เม่ยเหนียงไม่เหลือเรี่ยวแรงจะขยับกาย หากแต่ดวงตาของนางกลับเบิกโพลง จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาชั่วช้าของคนทั้งคู่ด้วยความเคียดแค้นอย่างถึงที่สุด ขณะที่เลือดสีแดงฉานทะลักออกจากมุมปาก ร่างกายของนางคล้ายกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ อย่างปวดร้าว ทว่าจิตวิญญาณกลับลุกโชนด้วยเพลิงแค้น!! นึกย้อนกลับไปถึงความโง่เขลาเมื่อห้าปีก่อน…วันที่นางควักเงินก้อนใหญ่เพื่อไถ่ตัวบัณฑิตตกยากนามว่าเสิ่นอวี้ ออกจากคุกมืด เพียงเพราะความเวทนาและสมเพชในชะตากรรมของเขา ไฉนเลยยามนี้ ความเมตตาเหล่านั้นกลับกลายเป็นคมดาบที่ย้อนมาเชือดคอตัวเองได้... ในเมื่อนางเป็นผู้ที่มอบชีวิตใหม่ให้แก่เขา…เช่นนั้นชีวิตนั้นก็ย่อมต้องเป็นของนาง! และวางใจเถอะ...นางจะไม่ยอมตายเพียงลำพังแน่ ต่อให้ต้องลากพวกเจ้าลงไปชดใช้กรรมในนรกขุมที่ลึกที่สุด ข้าก็จะทำ! เม่ยเหนียงขยิบริมฝีปากพูดอย่างยากลำบาก เค้นเสียงที่สั่นพร่าและแหบแห้งออกมาเป็นคำสาปแช่งที่กรีดลึกไปถึงขุมนรก “ข้าขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน…หากสวรรค์มีตาหรือนรกมีจริง ต่อให้ต้องกลายเป็นผีร้ายที่ไร้ซึ่งความปรานี ข้าจะฉีกทึ้งเนื้อพวกเจ้าออกเป็นชิ้นๆ ความรุ่งเรืองที่ข้าสร้างขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ ข้าจะทำให้มันกลายเป็นกองเพลิงเผาผลาญพวกเจ้าให้มอดไหม้ไปพร้อมกับความโลภ และจำไว้ให้ดี…พวกเจ้าจะไม่มีวันได้ตายดี!” ถ้อยคำโกรธแค้นเหล่านั้นถูกพึมพำพูดผ่านริมฝีปากที่เปื้อนเลือด ก่อนที่เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของคนชั่วจะค่อยๆ จางหายไปในโสตประสาทที่ดับวูบคล้ายถูกความมืดมิดเข้ามากลืนกินทุกสรรพสิ่ง ทว่าความร้อนรุ่มของแรงแค้นกลับยังพุ่งพล่าน สวนทางกับร่างกายที่ค่อยๆ เย็นเยียบลงจนถึงกระดูก เฮือก! ร่างบางบนเตียงไม้แกะสลักเนื้อดีพลันสะดุ้งเฮือกขึ้นมาสุดตัวราวกับถูกกระชาก ท่ามกลางกลิ่นหอมของกำยานฟุ้งที่ลอยคลุ้งตลบอบอวลทั่วทั้งห้องไม่ต่างจากกลิ่นสุราในโรงเตี๊ยม ความเจ็บปวดรวดร้าวที่ถึงทรวงอกทำให้เม่ยเหนียงต้องยกมือกุมหน้าอกแน่น ก่อนจะพบว่าฝ่ามือที่กุมอยู่นั้นขาวซีด เรียวบาง และนุ่มนิ่มราวกับไม่เคยหยิบจับงานหนักมาก่อน “คุณหนู! คุณหนูฟื้นแล้ว! สวรรค์คุ้มครอง!” เสียงร้องไห้โฮของเด็กสาวผู้หนึ่งดังขึ้นข้างเตียง เม่ยเหนียงพยายามรวบรวมสติ หันมองไปที่เด็กสาวตัวเล็กในชุดคนสาวใช้ที่กำลังสะอื้นฮักจนตัวโยน “เจ้า... คือใคร แล้วข้าอยู่ที่ไหน?” น้ำเสียงหวานสั่นพร่าแหบแห้งเอ่ยถามด้วยความงุนงง “โถ! คุณหนูของอาชิง ท่านนอนหลับไปนานตั้งสามชั่วยามหลังจากดื่มน้ำแกงที่ฮูหยินใหญ่เคี่ยวมาให้...อาชิงนึกว่าคุณหนูจะทิ้งกันไปเสียแล้ว” อาชิงสาวใช้คนสนิทเอ่ยขึ้นอย่างสะอื้น นางกอดขาสตรีบนเตียงเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหลับหนีไปอีก เม่ยเหนียงได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่นแทบเป็นปมเชือก ก่อนที่จะมีความทรงจำสายหนึ่งแล่นเข้าสู่สมอง...หลินซูเหยา คุณหนูรองผู้อ่อนแอแห่งจวนเสนาบดีหลิน ที่ถูกพี่สาวต่างแม่และแม่เลี้ยงวางยาพิษในน้ำแกงเพื่อหวังให้นางตายในวันลองชุดแต่งงาน เพื่อที่จะสวมรอยแต่งกับแม่ทัพเซียวแทน! “น้ำแกงงั้นหรือ...” เม่ยเหนียงเค่นยิ้มเย็น แววตาที่เคยอ่อนแอของหลินซูเหยาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวดุจหงส์เพลิงทันที “ดูเหมือนข้าจะหนีพ้นยาพิษจากผัวชั่วพ้น แล้วต้องมาเจอยาพิษพี่สาวและมารดาสารเลวแทนสินะ” ปัง! ทันใดนั้น เสียงผลักประตูเรือนดังขึ้นอย่างหยาบคาย พร้อมกับเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งที่ปรากฏตัวในชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงดุจหงส์สง่างาม หลินหรงเฟยเดินกรีดกรายก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ใบหน้าโฉมงามสะคราญนั้นดูฉายแววผิดหวังออกมาอย่างปิดไม่มิดเมื่อเห็นคนบนเตียงยังหายใจอยู่ “ตายจริง...น้องหญิง เจ้ายังฟื้นขึ้นมาได้อีกหรือ!” น้ำเสียงเล็กแหลมร้องขึ้นด้วยความตกใจเจือเสแสร้ง นางจีบปากจีบขอพูดเหน็บ “ข้านึกว่าป่านนี้เจ้าคงไปดื่มน้ำแกงยายเมิ่งแล้วเสียอีก” เม่ยเหนียงชำเลืองมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่ทำให้หลินหรงเฟยถึงกับชะงัก นี่หาใช่สายตาหวาดกลัวเหมือนทุกครั้ง แต่เป็นสายตาของแม่เล้าตัวแม่ที่มองเห็นไส้เห็นพุงสตรีแพศยามานักต่อนัก “พี่หญิงใหญ่” น้ำเสียงหวานแหบพร่าเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนแรง เม่ยเหนียงพลางพยามค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง จริตจะก้านในการขยับตัวดูเย้ายวนและหยิ่งทะนงอย่างน่าประหลาดแปลกจากเดิมที่เจ้าของร่างเคยเป็น “น้ำแกงที่พี่หญิงและมารดาเคี่ยวให้รสชาติดีทีเดียว แตน่าเสียดายนัก...มันยังอ่อนไปนิด สำหรับคนที่เคยตายมาแล้วอย่างข้า” พอได้ยินถ้อยคำนั้นหลุดออกมาจากปากของสตรีที่เคยเป็นเพียงเบี้ยล่าง ฝีเท้าของหลินหรงเฟยก็พลันหยุดชะงักกึกทันที ความมั่นใจที่เคยมีหายไปสิ้นก่อนแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่าง ดวงตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างปิดไม่มิด นางไม่แน่ใจนัก ว่าความหวาดหวั่นที่เกาะกุมหัวใจในยามนี้ เกิดจากสิ่งใดกันแน่ เป็นเพราะความลับเรื่องยาพิษที่นางและมารดาร่วมกันวางแผนถูกเปิดโปงจนสิ้นซาก หรือเป็นเพราะแววตาและท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนของสตรีที่นั่งอยู่บนเตียงผู้นี้กันแน่ ความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของหลินซูเหยานั้นทั้งเยือกเย็นและหนักอึ้งราวกับสตรีบนเตียงตรงหน้าหาใช่คนเดิมที่นางเคยกลั่นแกล้ง ทว่าเป็นวิญญาณร้ายที่ฟื้นคืนจากขุมนรกเพื่อมาทวงคืนทุกอย่างที่ถูกพรากไปต่างหาก! “เจ้าพูดเรื่องอะไร!” หลินหรงเฟยหน้าถอดสี “เสียสติไปแล้วหรือซูเหยา!” เม่ยเหนียงยกยิ้มกว้าง ดวงตาคู่งามจ้องลึกเข้าไปในตาของพี่สาว น้ำเสียงหวานแหบพร่าเอ่ยขึ้นดังชัดถ้อยชัดคำจนชวนขนลุกซู่ “ข้าไม่ได้เสียสติ แต่ข้ากำลังจะบอกพี่หญิงต่างหากว่า...ตราบใดที่ข้ายังหายใจ ตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพก็ยังคงเป็นของข้าส่วนคนที่ชอบแย่งสามีชาวบ้านอย่างพี่หญิง...กลับไปรอส่วนบุญที่เรือนเถอะ!”หลายเดือนผ่านไปเซียวจ้านเฉิงหาได้ซักไซ้ไล่เลียงถึงเหตุผลที่ภรรยาลุกขึ้นมาจัดการเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตัวเองไม่ ทว่าเขากลับเลือกที่จะตามใจนางในทุกย่างก้าว หากนางปรารถนาจะทำสิ่งใดเขาก็พร้อมจะยินดีสนับสนุนยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังราวกับเป็นปราการปกป้องนางก็เสมอแม้กระทั่งยามที่นางเอ่ยปากว่าอยากจะเปิดโรงเตี๊ยมคณิกา เขาก็หาได้คัดค้านห้ามปรามหรือหวาดกลัวว่าชื่อเสียงแม่ทัพผู้เกรียงไกรจะถูกทำลายจนย่อยยับไม่ กลับกัน...ยามใดที่เขาต้องเข้าประชุมในท้องพระโรงร่วมกับเหล่าขุนนาง เซียวจ้านเฉิงยังมิวายช่วยภรรยาป่าวประกาศกิจการอย่างออกหน้าออกตา!จากท่านแม่ทัพหนุ่มผู้เกรียงไกรก็กลับกลายเป็นพ่อค้าปากเอกที่ช่วยภรรยาทำการค้าขายกิจการได้อย่างหน้าตาเฉย!ยามนี้โรงเตี๊ยมจิ่นเม่ยที่เคยถูกเปลี่ยนเป็นลู่อี๋ได้ผลัดเปลี่ยนเจ้าของและนามใหม่เป็นโรงเตี๊ยมฝูหยวนที่สื่อถึงวาสนามั่งคั่งเพราะกลับมาครานี้…นางจะต้องเป็นเศรษฐีณีที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวงและดูท่าก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแขกเหรื่อต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาคับคั่งจนแน่นขนัดเต็มไปด้วยผู้คนจนแทบภายในโรงเตี๊ยมไม่มีทางเดิมขายดิบขายดีราวกับว่าสุรา
แม้คราแรกเม่ยเหนียงจะปรารถนาเพียงคร่าชีวิตบุรุษผู้นี้ให้ดับสิ้น แต่ยามนี้การหยิบยื่นความตายให้ในทันทีนั้นกลับดูเป็นความเมตตาที่มากเกินไปสำหรับคนสารเลวเช่นเสิ่นอี้!การยื่นคมดาบปลิดชีพเพียงครั้งเดียวช่างไร้รสชาตินัก...หลินซูเหยาหาได้ต้องการความรวดเร็วเช่นนั้นไม่นางปรารถนาจะใช้มีดสั้นค่อยๆ กรีดลงบนเนื้อหนังของมันอย่างช้าๆ ให้ได้ลิ้มรสความทรมานก่อนจะสิ้นลมหายใจไปพร้อมกับความสิ้นหวัง ถ้อยคำพูดวิงวอนร้องขอความเมมตาที่พ่นออกมาจนน้ำลายเปรอะเปื้อนนั้น หาได้มีค่าให้นางชายตาแลแม้เพียงนิดไม่ใช่นางไม่อยากให้มันตาย ทว่าความตายนั้น...มันช่างง่าย ดายเกินไปสำหรับคนอย่างมัน!นัยน์ตาเมล็ดซิ่งฉายแววแข็งกร้าวหลุบต่ำปรายมองร่างของบุรุษตรงหน้าที่ก้มแทบเท้า ร่างสั่นระริกราวกับลูกสุนัขตกน้ำ สภาพน่าสมเพชเช่นนี้ทำให้หลิาซูเหยาอยากจะจับมันมัดขึ้นรถม้าแล้วแห่ประจานให้ทั่วเมืองหลวงเสียจริง!ขณะที่เซียวจ้านเฉิงยังคงยืนนิ่ง…สายตาคมกริบเหลือบมองสตรีข้างกายด้วยความปั่นป่วนอยากยะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้แววตาที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงของนางล้วนบ่งบอกชัดว่ามีเบื้องหลังร้าวรานกับบุรุษผู้นี้ ทว่านางกลับเลือกที่จะนิ่ง
เสิ่นอี้วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ท่าทางที่ดูตื่นตูมและลนลานนั้นไม่ต่างจากคนเสียสติที่กำลังวิ่งหนีวิญญาณอาฆาตไปจริงๆดวงตาที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์และเสเพลยามนี้กลับเบิกโพลงกว้างจนมองเห็นตาขาวที่สั่นระริก ทั้งแขนขาอ่อนก็ยังแรงจนบังคับทิศทางไม่ได้เสิ่นอี้วิ่งชนเข้ากับต้นท้ออย่างจังจนกิ่งก้านสั่นไหวกลีบดอกร่วงกราวลงมาบดบังสายตาก็ยิ่งทำให้หวาดผวาคิดว่าเป็นมือของผีที่เอื้อมมาฉุดกระชาก ทันใดนั้นร่างสูงก็พลันสะดุดรากไม้จนล้มคะมำลงกับพื้นอย่างไร้สภาพ ดูน่าเวทนาไม่น้อยใบหน้าที่เคยหล่อเหลาซุกลงกับโคลนตมจนมอมแมมไร้ชิ้นดี ทว่าความเจ็บปวดทางกายไหนเลยจะสู้ความหวาดกลัวที่เกาะกินขั้วหัวใจ เสิ่นอี้รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นทั้งที่ร่างกายยังสั่นเทาท่าทางยามนี้ช่างดูน่าสมเพชเวทนาจนเหล่าทหารที่ล้อมจับอยู่ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความเวทนาปนรังเกียจ“อย่าเข้ามา! เม่ยเหนียง...ปล่อยข้าไปเถิด ข้ากลัวแล้ว!”เสียงร้องโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์ดังสะท้อนก้องไปทั่วสวนดอกท้อที่เงียบสงัดบรรยากาศยามรุ่งสางในจวนสกุลเซียวยามนี้เดือดพล่านดุจน้ำมันเดือดที่ถูกสาดด้วยน้ำเย็น เสิ่นอี้ในยามนี้หาได้หลงเหลือคราบของบุรุษเสเพลผู้ทะเยอทะยานไม่…มีเพีย
ณ จวนแม่ทัพเซียวเสียงกระทืบเท้าหนักแน่นสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณบ่งบอกถึงโทสะที่คุกรุ่นของผู้เป็นเจ้าของร่างได้เป็นอย่างดีหลินซูเหยาเดินเชิดหน้าลงจากรถม้าด้วยท่าทางดื้อรั้นและเอาแต่ใจ นางย่ำเท้าเข้าจวนด้วยท่าทีที่ปั้นปึ่งอารมณ์ขุ่นมัว ใบหน้าโฉมงามและนัยน์ตาดุจเมล็ดซิ่งฉายแววแข็งกร้าวจนไม่ปิดมิดขณะที่ด้านหลังนั้นมีเสียงฝีเท้าของเซียวจ้านเฉิงแม่ทัพหนุ่มผู้เกรียงไกรที่ยามนี้กลับเดินตามต่อยติดหลังภรรยาแจดูราวกับบิดาหวงบุตรสาวเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยรั้งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“มิใช่ว่าข้าสั่งห้ามไม่ให้เจ้าไป ทว่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ อย่างไรเสียก็ควรบอกกล่าวหรือส่งคนมาแจ้งข้าก่อนล่วงหน้า”ทว่ายังไม่ทันสิ้นประโยคดี น้ำเสียงหวานซึ่งแฝงความกราดเกรี้ยวของหลินซูเหยาก็ดังแทรกขึ้นทันควัน “เหอะ! เหตุใดต้องแจ้ง! ค่ายทหารของท่านหรือโรงเตี๊ยมนางคณิกากันแน่ แท้จริงแล้วที่ออกจากจวนตั้งแต่เช้าตรู่ยามที่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดีและกว่าจะกลับจวนก็มืดค่ำ…แอบไปทำสิ่งใดลับหลังข้าอยู่กันแน่!”หลินซูเหยาร่ายยาวออกมาด้วยความอัดอั้น เดิมทีวันนี้นางอารมณ์ดีไม่น้อย อุตส่าห์บรรจงจัดเตรียมมื้อกลางวันเลิศรสไปให้ถึงค่ายทหา
วิธีการเป็นลูกสะใภ้ในจวนสกุลขุนนางใหญ่ที่สามีเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจเหนือทหารนับหมื่นแสนและชะตาชีวิตของผู้คนทั้งแคว้นนั้น…แท้จริงแล้วต้องทำอย่างไรกันยามที่นางยังเป็นแม่เล้าคุมหอคณิกาอยู่นั้น เม่ยเหนียงย่อมมักจะได้ยินเหล่าบุรุษผู้สูงศักดิ์พร่ำบ่นถึงภรรยาที่จวนให้ฟังบ่อยครั้งอยู่ไม่ขาดปาก ต่างก
รสจูบที่รุนแรงและดุดันราวกับต้องการประกาศอำนาจนั้นหาได้ทำให้เม่ยเหนียงสะทกสะท้าน แต่ตรงกันข้าม…นางกลับมีรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับว่านี่คือสนามรบที่นางถนัดที่สุดในเมื่อเสือร้ายตัวนี้คิดจะขย้ำกระต่ายน้อย นางก็พร้อมจะใช้ความนุ่มนวลและเล่ห์กลกลืนกินมันลงไปทั้งตัวแทน!เม่ยเหนียงผ่อนลมหายใจเข้าช้
ภายหลังจากเสร็จสิ้นคำนับฟ้าดินและพิธีการแสนยาวนาน เม่ยเหนียงก็ถูกแม่สื่อพามาขังไว้ในห้องหอตามธรรมเนียม ปล่อยให้สามีหมาดๆ ของนางออกไปต้อนรับแขกเหรื่อร่ำสุราอย่างสำราญใจในขณะที่นางต้องนั่งอดทนต่อความหิวโหยมาเกือบทั้งวัน!แม้ชาติก่อนนางจะเคยผ่านบุรุษมานักต่อนักหรือเคยมีสามีมาแล้ว ทว่ากลับไม่เคยได้สวม
ถ้อยคำด่าทอพรั่งพรูที่นางเตรียมมาสารพัดกลับติดค้างอยู่ในลำคอราวกับจะกลืนก็ไม่เข้าจะคายก็ไม่ออกใบหน้าของหลินฮูหยินหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโทสะจนร่างสั่นระริก นางไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำใดมาเอ่ยตอกกลับได้ทันควัน ในเมื่อลูกเลี้ยงที่เคยกดขี่ข่มเหงมาตลอดสิบแปดปี บัดนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเพียงชั่วพริบตา!หล





