เข้าสู่ระบบแต่ในเมื่อเฉินซือเหมยเป็นคนเสียสติ ฉะนั้นนางจะทำอะไรมันก็ไม่ผิดไม่ใช่หรือ ที่สำคัญยามนี้ก็อยู่ต่อหน้าบิดาและพี่ชายด้วย นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะเอาคืนแทนเจ้าของร่างแล้ว
‘ชิ หล่อแต่เก๊กงั้นเหรอ คอยดูเถอะ ฉันจะทำให้พระเอกธงแดงอย่างท่าน กลายเป็นคนเสียสติแทนเจ้าของร่างนี้เลย’ คิดได้ดังนั้นนางจึงแสร้งทำตาโต เอียงคอไปมา แล้วเดินวนรอบตัวบิดาและพี่บุญธรรมราวกับกำลังสำรวจบางสิ่ง “พี่รอง คนผู้นี้มีกลิ่นเหมือนอี้ฟานเลย ยืนนิ่งเหมือนกันด้วย ไม่รู้เขาจะชอบดื่มสุราเหมือนอี้ฟานหรือไม่ พี่รองท่านไปเอาสุรามาให้เขาที ข้าจะเลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่เหมือนอี้ฟาน” นางเอ่ยเสียงใสซื่อ พลางยื่นมือไปหมายจะจิ้มที่แผงอกแกร่งของพี่ชายบุญธรรม หรงอวี้จ้องนางด้วยสายตาคมดุ เมื่อน้องสาวต่างสายเลือดที่เขาเคยสั่งขังนางไม่ให้ออกมารบกวนคน กลับเดินเข้าหากันอย่างไม่กลัวเกรง นางไม่มีท่าทีตื่นกลัวเขาเช่นที่ผ่านมาสักนิด เพราะโดยปกติมู่หรงอวี้ก็เป็นเช่นนี้ แม้เขาจะไม่ได้ใส่ใจน้องสาวต่างสายเลือดนัก แต่ก็ไม่ถึงกับละเลยนางจนไม่ไยดี ทว่าจะให้เขาพูดจากับนาง หรงอวี้ผู้นี้ก็ไม่ทำง่าย ๆ “หยวนเอ๋อร์ อี้ฟานเป็นผู้ใดกัน” ท่านโหวเอ่ยถามขัดจังหวะ หยวนซียิ้มก่อนจะตอบบิดาที่กำลังทำหน้ามึนงง “ต้นไม้ที่หน้าเรือนน้องสี่นี่แหละท่านพ่อ นางตั้งชื่อให้มันว่าอี้ฟาน” “หา! นี่ถึงกับตั้งชื่อให้ต้นไม้แล้วหรือ” ผู้เป็นบิดา ตาโตเท่าไข่ห่าน ก่อนจะมองมายังบุตรสาว ซึ่งยามนี้จูงมือพี่ชายบุญธรรมตรงไปยังต้นไม้ที่ว่า พลางจับเขายืนข้างกันราวกับหาเพื่อนมาให้ หรงอวี้เดินตามแรงดึงของมือเล็กที่เกาะกุมข้อมือตนแน่น แววตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ ปกติแล้วน้องสาวต่างสายเลือดผู้นี้มักจะหลบมุมหรือแอบมองเขาอย่างหวาดกลัวเสมอ แต่ยามนี้นางกลับกล้าดึงทึ้งเขาอย่างคนเอาแต่ใจ ไม่เกรงจะถูกทำโทษเหมือนแต่ก่อนเลยสักนิด ‘หรือนางลืมไปหมดแล้ว’ “อี้ฟานเจ้าดูสิ ข้าพาเพื่อนใหม่มาให้เจ้าแล้วนะ ตัวเขาสูงมากเลย แต่ก็เตี้ยกว่าเจ้า แต่เขายืนนิ่งเหมือนเจ้าเลยนะ” ซือเหมยหัวเราะร่าพลางตบอี้ฟานสลับกับลูบแขนพี่ชายบุญธรรม “พี่ใหญ่ ยืนตรงนี้นะห้ามขยับเด็ดขาด ข้าจะไปเอาน้ำหมักมหัศจรรย์มาให้ท่านกับอี้ฟานดื่มคนละจอก พวกท่านจะได้โตไว ๆ” เฉินอวี้โหวที่ยืนมองอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนหยวนซีนั้นยกมือขึ้นกุมขมับแทบไม่ทัน “เหมยเอ๋อร์! นั่นพี่ใหญ่ของเจ้านะ จะให้เขาไปกินน้ำหมักเคียงข้างต้นไม้ได้อย่างไร มา ๆ มาหาพ่อมา” ท่านโหวรีบปราม แต่ซือเหมยกลับหันมาแยกเขี้ยวใส่ “ท่านพ่อไม่รู้อะไร อี้ฟานบอกข้าว่าเขากระหายน้ำใจจะขาด พอได้กลิ่นตัวพี่ใหญ่ที่มีแต่กลิ่นดินกลิ่นเลือด อี้ฟานก็บอกกับข้าว่านี่แหละคือรสชาติที่เขาชอบ” นางแกล้งพ่นประโยคเพ้อเจ้อออกไปหน้าตาเฉย ก่อนจะหันมาหาแม่ทัพหนุ่มที่ยืนนิ่งเป็นภูเขาหิน “พี่ใหญ่ ท่านก็หิวใช่ไหมเจ้าคะ? ข้าเห็นเงาดำบนหัวท่านกำลังร้องขออาหารอยู่ ข้าว่าท่านต้องหิวมากแน่ ๆ” มู่หรงอวี้มองใบหน้างดงามที่ดูสดใสเกินเหตุ พลางใช้นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางหมายจะจับผิด ทว่าสิ่งที่เขาเห็นมีเพียงความว่างเปล่าและประกายความซุกซนที่ไม่เคยพบมาก่อน ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ปลื้มปริ่มกับสิ่งที่ต่างออกไป ‘นางกล้าดีอย่างไรมาเปรียบข้ากับต้นไม้ ซ้ำยังจะให้ข้ากินน้ำหมักที่ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใดอีก’ เขาคิดในใจอย่างเย็นชา ทว่าต่อหน้าท่านโหวผู้มีพระคุณ เขาทำได้เพียงข่มอารมณ์กรุ่นโกรธไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยและยังเอ่ยด้วยว่า “เจ้าไปเอามาเถิดหากมันจะทำให้เจ้าสบายใจ” หรงอวี้เอ่ยเสียงต่ำลึก ทว่าแฝงไปด้วยความกดดัน เขาหมายให้นางกลัวเหมือนอย่างเคย ทว่า! ซือเหมยกลับรีบวิ่งไปคว้าขันน้ำดินเผาเก่า ๆ ที่วางอยู่ข้างกระถางดอกไม้ ซึ่งในนั้นมีน้ำขังสีขุ่นจากการล้างเศษดิน นางแสร้งทำเป็นประคองอย่างระมัดระวังราวกับมันเป็นสุราชั้นเลิศ “มาแล้วเจ้าค่ะ! สุราทิพย์จากสรวงสวรรค์ที่อี้ฟานชอบ” ร่างเล็กที่สูงแค่ไหล่เดินตรงมาที่มู่หรงอวี้ แสร้งทำเป็นเซเล็กน้อยจนน้ำนั้นกระฉอกโดนรองเท้าหนังชั้นดีของแม่ทัพหนุ่มจนเปรอะ “อุ๊ย! ข้าขอโทษเจ้าค่ะพี่ใหญ่ สุรามันแรงจนข้าเดินไม่ตรง” นางทำหน้าเศร้าสร้อยคล้ายจะร้องไห้ “ท่านอย่าโกรธข้านะเจ้าคะ อย่าสั่งขังข้าในห้องมืด ๆ เหมือนครั้งก่อนอีกนะ” คำพูดสุดท้ายของนางทำให้เฉินอวี้โหวและหยวนซีชะงัก ก่อนจะหันขวับมาหาแม่ทัพหนุ่มเป็นตาเดียว “หรงอวี้ นี่เจ้าเคยสั่งขังน้องอย่างนั้นหรือ” ท่านโหวถามเสียงเข้ม พลางเดินมากดดันด้วยสายตาคมดุ แม่ทัพหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่คิดว่าคนเสียสติอย่างนางจะจำเรื่องที่ตนเคยกำราบความวุ่นวายเมื่อคราวก่อนได้ ซ้ำยังเอามาพูดต่อหน้าบิดาในจังหวะที่เขาแก้ตัวไม่ได้อีก “ข้าเพียงแค่...ให้นางพักผ่อนอยู่ในห้องเพื่อความปลอดภัยขอรับท่านพ่อ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ราบเรียบที่สุด ทว่านัยน์ตาพญาเหยี่ยวกลับวาวโรจน์ด้วยความแค้นเคืองจากการถูกน้องสาวสติไม่ดีเล่นงาน ‘ร้ายนักนะเฉินซือเหมย’ “พี่ใหญ่ใจดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ!” ซือเหมยแกล้งโผเข้ากอดเขาพลางแอบเช็ดคราบเปื้อนที่มือลงบนชุดเกราะเนื้อดีของเขาอย่างแนบเนียน “ท่านพ่ออย่าดุพี่ใหญ่เลยนะเจ้าคะ ถึงพี่ใหญ่จะชอบทำหน้ายักษ์ใส่ข้าตอนท่านพ่อไม่อยู่ ทว่าวันนี้พี่ใหญ่ยอมยืนเป็นเพื่อนอี้ฟาน ข้าจะรักพี่ใหญ่เพิ่มขึ้นอีกนิ้วก้อยนึงนะเจ้าคะ” นางกล่าวพลางซบหน้ากับอกแกร่ง เผยยิ้มร่าราวกับเด็กได้ของถูกใจ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริง นางทั้งได้แกล้งและได้กอดพระเอกของเรื่อง ที่หล่อเอามาก ๆ เสียก็แต่ชอบทำหน้าดุใส่เท่านั้น ด้านหยวนซีที่เห็นการกระทำของน้องสาวที่มีต่อพี่บุญธรรมก็ถึงกับหวาดหวั่น ทว่าในใจเขาก็นึกขัน เมื่อเห็นท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของแม่ทัพใหญ่ที่น่าเกรงขาม ‘น้องสี่ร้ายกาจกว่าเดิมจริง ๆ ด้วย ถึงกับกล้าต่อกรกับพี่ใหญ่ ถึงขั้นนี้เชียว’ ซือหลินในคราบซือเหมยลอบยิ้มสะใจ ‘เป็นไงล่ะพระเอกธงแดง เจอไม้ตายคนบ้าทวงแค้นเข้าไปถึงกับหน้าตึงพูดไม่ออกเลยเหรอ คอยดูนะ ฉันจะป่วนให้เก๊กไม่ออกเลยทีเดียว’ แม้จะวางแผนไว้ในใจ ทว่าซือเหมยไม่ได้เร่งรีบที่จะทำ เพราะหากเป็นเช่นนั้น พระเอกคนนี้จะต้องสงสัยและมองออกแน่ว่านางจงใจแกล้งเขา “ฮ๊าาา…ข้าง่วงแล้ว เจ้าสองคนพาข้าไปนอนที” เอ่ยจบร่างอรชรก็ผละออกจากอกแกร่ง ปล่อยมือที่กอดเขาราวกับเบื่อหน่าย ก่อนจะยกมือขึ้นมาตีปากเบา ๆ สองสามครั้งแล้วก็หมุนตัวเดินจากไป โดยมีสายตาของบิดาและพี่ชายทั้งสองมองตามอย่างมึนงง “อะ…เอ่อ นะ…นี่ เหมยเอ๋อร์ จะ…เจ้าจะไปไหน พ่อเพิ่งมาถึงนะลูก ไยไม่อยู่คุยกับพ่อก่อน” ท่านโหวถึงกับเอ่ยติดขัด เมื่อเห็นบุตรสาวที่เล่นสนุกอยู่ดีดีก็เดินทอดน่องกลับเรือนเหมือนคนหมดอาลัย แม้แต่ผืนฟ้าหรือทิวทัศน์รอบตัวก็ไม่แยแส “ท่านพ่อ อย่าตื่นตระหนกไปเลยขอรับ น้องสี่นางเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ฟื้นตื่นขึ้นมาแล้ว ลูกเองก็จนปัญญาจะแก้ไขแล้วเช่นกัน” “เจ้าให้หมอมาตรวจดูน้องหรือยัง” “หลายคราแล้วขอรับทว่าก็เป็นอย่างที่เห็น ไม่มีใครรักษาอาการเสียสติได้เลยขอรับท่านพ่อ” หยวนซีเอ่ยอย่างเหนื่อยใจ “ทำอย่างไรดี ดูท่าอาการจะทรุดหนักขึ้นด้วย อีกสามวันพ่อก็ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงและอาจจะต้องอยู่เป็นเดือนหรือมากกว่านั้น เจ้าก็ต้องไปด้วยมิใช่หรือหยวนเอ๋อร์ ได้ยินว่าสาส์นแต่งตั้งมาถึงแล้วมิใช่” เฉินอวี้โหวหันมาถามบุตรชายตน “ขอรับ ลูกเองก็หนักใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน หากไปแล้วใครจะดูแลน้องสี่ อาการยิ่งหนักขึ้นทุกวันด้วย” เสียงเขาแผ่วลง “ก็พี่ชายเจ้าอย่างไรเล่า หรงเอ๋อร์ก็อยู่ทั้งคนจะต้องห่วงไปไย” เอ่ยแล้วท่านโหวก็หันมาหาบุตรชายบุญธรรม “หรงเอ๋อร์ ช่วงที่พ่อกับน้องรองเจ้าไม่อยู่ รบกวนเจ้าดูแลน้องสี่ได้หรือไม่” “ท่านพ่ออย่าได้กังวล ถึงข้าจะไม่ชอบที่นางพูดจาไม่รู้เรื่อง มักเอาแต่ใจ ชอบทำให้หงุดหงิด ทว่าข้าจะไม่ทิ้งนางโดยไม่แยแสแน่ขอรับ ท่านพ่อไปอย่างสบายใจเถิด” สองพ่อลูกฟังคำแม่ทัพหนุ่มแล้ว ต่างก็กลืนน้ำลายลงคอ “พี่ใหญ่ ท่านไปรบตั้งสองปี กลับมาก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะขอรับ ตรงไปตรงมาจนข้าหวั่นใจเสียแล้ว” “ข้ารับปากว่าจะไม่ทำร้ายนาง นอกจากกักขังไม่ให้สร้างเรื่อง ข้ามีวิธีจัดการในแบบของข้า ฉะนั้นน้องรองกับท่านพ่ออย่าได้กังวลไป แต่หากห่วงมากนักจะพาไปด้วยก็ได้” “ขืนทำเช่นนั้น เมืองหลวงคงวุ่นวายแย่น่ะสิ อยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว อย่างน้อยก็มีคนในจวนคอยดู แม้เจ้าจะไม่แยแสน้องก็เถอะ” ท่านโหวเอ่ยอย่างเข้าใจ เพราะตั้งแต่ต้น หรงอวี้ก็บอกแล้วว่าเขาไม่ชอบเอาใจใคร ยิ่งกับคนเสียสติยิ่งไม่อยากยุ่งเกี่ยว แม้จะเป็นบุตรสาวผู้มีพระคุณก็ตามทว่าในวินาทีที่ริมฝีปากของเขาเกือบจะแตะสัมผัสลงมา เสียงทุ้มร่าเริงที่คุ้นหูก็ดังแว่วมาจากทางพุ่มไม้ไกล ๆ “เหมยเหมย! พี่รองกลับมาแล้ว เจ้าอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่”เสียงของเฉินหยวนซีพี่ชายผู้แสนดีดังแทรกความเงียบ ทำให้หรงอวี้ชะงักงันราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดลงศีรษะทำให้เขาได้สติในทันที เขารีบผละมือออกจากท้ายทอยของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าน้องสาวและคลายอ้อมกอดออกอย่างรวดเร็ว ใช่ว่าเขาจะกลัว ทว่าหากเรื่องที่เขาทำแตกขึ้นมาในยามนี้ ภายหน้าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนตัวเล็ก รวมถึงบิดาบุญธรรมและพี่น้องคนอื่น อาจทำให้มองหน้ากันไม่ติดก็เป็นได้ ด้านซือเหมยเมื่อได้โอกาสนางก็รีบก้าวถอยห่างออกมา พลางจัดแจงอาภรณ์ที่ยับย่นด้วยมือที่สั่นเทา นางมองหรงอวี้ด้วยแววตาตัดพ้อและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะรีบหันไปขานรับพี่ชายที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหลวง “พี่รอง! ข้าอยู่ทางนี้เจ้าค่ะ” นางตะโกนตอบพลางวิ่งถลาออกไปหาหยวนซีที่กำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง โดยไม่หันกลับไปมองบุรุษที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังอีกเลย หรงอวี้ได้แต่ยืนกำหมัดแน่น พลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ที่ยังคงค้างคา นัยน์ตาคมกริบมองตา
ซือเหมยตาเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นตำราแพทย์โบราณ นางรีบรับมาเปิดดูด้วยความกระตือรือร้นลืมสิ้นท่าทีเหนียมอาย “นี่มัน... วิธีการห้ามเลือดด้วยการกดจุดและยังมีการฝังเข็มแบบง่าย ๆ อีก มันยอดเยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะคุณชาย” นางเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้เขาจนตาแทบจะปิด ก่อนจะก้มลงเปิดตำราต่อ จากนั้นทั้งคู่ก็ยอบกายตัวลงนั่งบนโขดหินใหญ่ริมน้ำ แลกเปลี่ยนทักษะและการวิเคราะห์ตัวยาอย่างออกรส ซือเหมยเผลออธิบายเรื่องการไหลเวียนของโลหิต และการทำงานของธาตุในร่างกายตามความรู้ของหมอในโลกปัจจุบันที่ตนเคยเรียนมา โดยใช้ภาษาที่ชาวโบราณเข้าใจง่าย ไป่เหยียนก็ได้แต่นั่งฟังด้วยความทึ่ง สายตาที่เขามองนางนั้นมีแต่ความชื่นชมและลุ่มหลงในสติปัญญาของสตรีที่ควรแต่เรียนรู้เรื่องการครองเรือน ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่ใช่เลย “นี่เจ้าเป็นเพียงสาวใช้จริงหรือ...” ไป่เหยียนพึมพำแผ่วเบาพลางจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งอกตั้งใจอธิบายสรรพคุณยา ทว่าซือเหมยได้ยินที่เขาพูด นางจึงชะงักเมื่อรู้ตัวว่าตนเองแสดงความรู้ที่ล้ำลึกเกินไป ‘หลุดอีกแล้ว พูดเรื่องการรักษาทีไร เป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า’ หญิงสาวก่นว่าตนเองในใจ “ข้ารู้สึกว่า เจ้าช่างมีเสน่ห์ดึง
ซือหลินเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง ความรู้สึกผิดหวังถาโถมเข้ามาจนนางรู้สึกอึดอัด ในโลกก่อนนางต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่งเรียนจบหมอ และหวังว่าต่อจากนั้นจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และคงได้พบรักกับใครสักคน ทว่าจู่ ๆ นางกลับต้องมาติดอยู่ในบ่วงรักในโลกนิยายซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย“หากวันที่เขากลับมา เจ้าไม่เข้าไปกระตุกหนวดเสือ วันนี้เจ้าก็คงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจเช่นนี้สินะ เฮ้อ!” นางทอดถอนใจ เมื่อหวนนึกถึงเรื่องที่ทำผิดพลาดครั้งที่พบกับพี่ชายบุญธรรมคราแรกก่อนจะพึมพำก่นว่าเขากับบทบาทที่อีกฝ่ายได้รับ “พระเอกธงแดงงั้นเหรอ ร้ายกับนางเอกแล้วจบด้วยความรัก เหอะ! คนที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งน้องสาวตัวเองอย่างเขาน่ะนะ จะรักใครเป็น”เอ่ยพลางยกมือขึ้นมาถูปากตนไปมา พร้อมกับพยายามบอกตนเองว่าที่คิดถึงเรื่องนี้ก็เพราะเสียดาย ‘จูบแรก’ ที่ถูกขโมยไป ไม่ใช่เพราะนางเผลอใจไปรักแม่ทัพใจร้ายผู้นั้นทว่ายิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพที่ถูกสัมผัสด้วยแรงอารมณ์ก็ยิ่งฉายชัดในดวงตา “พอ ๆ คิดอะไรเนี่ย เรื่องระหว่างเรากับเขา มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เจียงหนิงอันทั้งดีและงามถึงเพียงนั้น ไม่แน่เขาพบเจอนางคราแรกก็อาจจะตกหลุมรั
ถ้อยคำบีบบังคับให้ยอมจำนนของใต้เท้าเจียง กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้หรงอวี้มากยิ่งขึ้น เขารู้ว่าตนนั้นผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องสู่ขอมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่เจียงหนิงอันเข้าสู่วัยปักปิ่นซึ่งอันที่จริงช่วงก่อนหน้านั้น คนสกุลเจียงก็ไม่ได้ใส่ใจในตัวเขานัก คงเห็นว่าเป็นบุตรกำพร้าที่บุพการีเสียไปหมดแล้ว จึงไม่เคยมีการถามไถ่ข่าวคราวกันเลย กระทั่งเขาได้ตำแหน่งรองแม่ทัพเมื่อสามปีก่อน และไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้เป็นมือขวาชินอ๋องอย่างเช่นทุกวันนี้ คนสกุลเจียงก็เริ่มส่งข่าวมาหาอยู่บ่อยครั้งเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงไม่แยแสเรื่องคำสัญญาที่บิดากับใต้เท้าเจียงมีต่อกันเมื่อยี่สิบปีก่อน ช่วงที่เจียงหนิงอันยังอยู่ในครรภ์“ข้าเห็นควรว่าน่าจะรอให้ท่านพ่อบุญธรรมกลับมาก่อนจะดีกว่า อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นจวนสกุลเฉินมิใช่จวนมู่” หรงอวี้เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน นัยน์ตาคมกริบเลื่อนไปมองทางทิศไปเรือนพักของซือเหมยแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาสบตากับใต้เท้าเจียงใต้เท้าเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างคนขัดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกอารมณ์ “การหมั้นหมายเป็นของสองตระกูล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลเฉินเลยสักนิด ต่อให้เจ
คำพูดที่หลุดจากริมฝีปากอิ่มที่เพิ่งถูกบดขยี้จนบวมช้ำ เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเข้าใส่หน้าของมู่หรงอวี้ จนสติของเขากลับคืนมา นัยน์ตาคมดุที่เคยเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ค่อย ๆ วูบไหวแปรเปลี่ยนเป็นความสับสนวุ่นวายที่ยากเกินจะปิดได้มิดเขามองสบกับดวงตาคู่สวยซึ่งบัดนี้มีแต่ความแน่วแน่ ไร้ซึ่งความเลื่อนลอยของคนเสียสติอย่างที่นางเคยใช้เป็นเกราะกำบัง แววตาเด็ดเดี่ยวและน้ำเสียงเรียบเฉยนั้น ตอกย้ำความจริงที่ว่าสตรีตรงหน้า นางไม่ใช่คนที่จะให้เขาหยอกเย้าได้อีกต่อไปบรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสองชัดเจน แววตาที่ทอดมองกันต่างก็เผยความสับสนในใจหรงอวี้คลายอ้อมกอดที่เคยรัดรึงออกอย่างช้า ๆ สองมือหนาที่เคยตรึงท้ายทอยนางไว้กลับตกลงข้างลำตัวอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เขารู้สึกผิดจนต้องกลืนคำพูดที่คิดจะหยอกเย้าต่อลงคอ พลางเบือนหนีสายตาตัดพ้อที่กำลังจ้องมองตนใจแกร่งที่เคยเต้นรัวด้วยความคะนองยามได้กลั่นแกล้งนาง บัดนี้กลับถูกบีบรัดเพราะความรู้สึกผิดที่แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่อกเขารู้ดีว่าสถานะระหว่างเขากับนางนั้นเปราะบางเพียงใด แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองกันทางสายเลือด แต่ในสายตาคนนอกและในความรับผิดชอ
หรงอวี้ยกยิ้มมุมปากบางเบา เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ดูสม่ำเสมอของคนที่อยู่บนแผ่นหลัง เขาจงใจก้าวเดินให้ช้าลงเพื่อซึมซับไออุ่นที่พิงซบลงมา แม้จะรู้ดีว่าคนบนหลังเพียงแค่แสร้งหลับ เพื่อหนีสถานการณ์กระอักกระอ่วน ทว่าเขากลับรู้สึกพอใจอย่างประหลาดเมื่อได้พันธนาการนางไว้เช่นนี้นับจากวันนั้น ชีวิตของซือหลินก็ไม่เคยได้พบกับคำว่าความเป็นส่วนตัวอีกเลย เพราะไม่ว่านางจะแอบย่องไปที่ลำธารหรือจะหลบมุมอยู่หลังเรือนเพื่อไม่ให้เจอเขา ร่างสูงสง่าของพี่ชายบุญธรรมก็ยังมายืนกอดอกส่งยิ้มละไมให้เสมอ รวมถึงวันนี้ แม้นางจะไม่ออกไปข้างนอก เขาก็ยังมาตามถึงเตียงนอน“เหมยเหมย วันนี้อากาศดีนักพี่ใหญ่จะพาเจ้าไปเดินเล่นที่ป่าไผ่ หลังจวนมีนกกระรางหัวขวานมาทำรังด้วยนะ เจ้าไม่อยากไปคุยกับพวกมันหรือ พี่ใหญ่ว่าปลาตัวนั้นมันก็คงจะคิดถึงเจ้าแล้วล่ะ” หรงอวี้เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ชวนให้คนฟังขนลุกซู่“ไม่เอา เหมยเหมยจะนอน เมื่อคืนอี้ฟานเลื้อยมาพันขา ทำข้านอนไม่หลับเลย” นางแสร้งงัวเงียตอบพลางมุดหน้าลงกับหมอน“ไม่ได้ นอนมากไปประเดี๋ยวจะอ้วนเอานะ ไปคุยกับนกกับปลาสนุกกว่าเยอะ มาเร็ว...” เขาไม่ว่าเปล่าแต่กลับรวบตัวนางขึ้นมา







