LOGINบรรดาบ่าวไพร่ที่กำลังทำความสะอาดลานบ้านถึงกับหยุดมือ มองคุณหนูสี่ที่เดินร่ายรำผ่านไปอย่างอัศจรรย์ใจ
“นั่นคุณหนูสี่จริงหรือ ไยนางถึงสดใสแปลกๆ” บ่าวคนหนึ่งซุบซิบกับสหายที่กำลังเดินเคียงข้างกันไปยังเรือนใหญ่ ซึ่งคำพูดที่คนเหล่านี้เคยเอ่ยประจำ วันนี้นางกลับไม่ได้ผ่านไปอย่างเช่นเคย เพราะคนที่พวกเขากำลังกล่าวถึง ได้หันมาแยกเขี้ยวใส่ ก่อนจะคำรามเสียงดัง “เจ้า! บนหัวเจ้ามีเงาดำลอยอยู่ สงสัยจะเป็นวิญญาณตุ๊กแกจองเวร รีบไปกินหัวหอมสามหัวก่อนตะวันจะตกดินเสีย มิเช่นนั้นตุ๊กแกจะมากัดหูเจ้า” บ่าวชายผู้นั้นตกใจจนหน้าซีดพลางทิ้งไม้กวาดในมือ ก่อนจะวิ่งตรงไปทางห้องครัวที่อยู่ทางหลังเรือนในทันที ซือหลินได้แต่ยืนกลั้นขำกับท่าทางลนลานของเขา ที่มีมากจนวิ่งไม่คิดชีวิต “สงสัยจะกลัววิญญาณตุ๊กแกมากจริง ๆ” “คะ…คุณหนู เห็นเงาดำจริงหรือเจ้าคะ” เสี่ยวจูรีบถาม “เปล่า ข้าได้ยินสาวใช้ตรงนั้นคุยกันเรื่องคนงานจับตุ๊กแกเมื่อคืน ข้าเลยพูดอำไปเรื่อยก็แค่นั้น นึกไม่ถึงว่าจะเย้าถูกคนเสียได้” เอ่ยแล้วนางก็ส่งเสียงหัวเราะ โดยลืมไปว่ายามนี้กำลังรับบทเป็นคนเสียสติอยู่ แต่พอนึกได้นางก็กล่าวไปเรื่อย ขณะที่นางกำลังเพลินกับการแกล้งคนไปทั่ว เฉินหยวนซีที่เพิ่งเสร็จธุระเดินกลับมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เขาขมวดคิ้วมองน้องสาวที่กำลังยืนคุยกับกระถางต้นไม้ด้วยท่าทางจริงจัง “เหมยเหมย เจ้าทำอะไรอยู่หรือ” หยวนซีถามเสียงเรียบ ซือเหมยหันมามองพี่รอง ก่อนจะแสร้งทำตาโตแล้ววิ่งเข้าไปคว้ามือเขาไว้ “พี่รอง ท่านมาก็ดีแล้ว กระถางต้นไม้นี่มันบอกว่าหิวเหล้า ท่านช่วยสั่งคนเอาเหล้าหมักมาให้มันดื่มที ประเดี๋ยวข้าจะดื่มเป็นเพื่อนมันด้วย มันจะได้ไม่เหงา” นางยิ้มจนตาหยี หยวนซีถึงกับกุมขมับ ยอมรับอย่างดุษฎีตามที่คนสนิทรายงาน ‘นางอาการหนักกว่าเดิมจริงหรือนี่ จากที่เคยเงียบ ยามนี้กลับพูดจาเลื้อนเปื้อนมากกว่าเดิม’ เขานึกในใจอย่างสิ้นหวัง “เหมยเหมย... กระถางต้นไม้กินเหล้าไม่ได้หรอกนะ พี่รองว่าเจ้ากลับไปพักผ่อนเถิดนี่ก็ค่ำแล้ว ประเดี๋ยวน้ำค้างลงมาจะทำให้ป่วยเอาได้” หยวนซีพยายามโน้มน้าว พร้อมกับตั้งท่าจะประคอง ทว่าน้องสาวกลับเบี่ยงตัวหนีไม่ให้จับเสียอย่างนั้น “ไม่เอา! ต้นไม้อยากดื่มเหล้า หากไม่ให้มันกินมันจะเลื้อยมาพันขาข้า พันขาพี่รอง พันขาทุกคนในจวนทั้งหมดเลย” หยวนซีถึงกับไปไม่เป็น แต่ก็ยังพยายามเกลี้ยกล่อม เอ่ยไปเรื่อยจนเป็นซือหลินเองที่นึกสงสารเขาขึ้นมา “ก็ได้ เช่นนั้นทุกคนก็ระวังตัวไว้เถอะ” เอ่ยพลางกวาดนิ้วชี้ไปทั่วบริเวณ ซึ่งยามนี้มีแค่สาวใช้ทั้งสองกับพี่ชายนางเท่านั้น ระหว่างที่เดินกลับเรือน ซือหลินยังมิวายหันมาตะโกนบอกพี่ชายว่า “พี่รอง! ถ้าคืนนี้ต้นไม้วิ่งตามท่าน จะมาหาว่าเหมยเหมยไม่เตือนนะเจ้าคะ มันต้องเลื้อยมาพันขาท่านแน่” “ได้ ๆ พี่จะระวังตัว” หยวนซีตอบรับ พอคล้อยหลังน้องสาว เขาก็ส่ายศีรษะ พลางยกมือขึ้นนวดขมับ “หากท่านพ่อกับพี่ใหญ่กลับมา พวกเขาจะต้องตำหนิข้าจนหูชาเป็นแน่” “คุณชายรองก็ทำดีที่สุดแล้วนะขอรับ คุณหนูสี่นางเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก ท่านแม่ทัพไม่ตำหนิคุณชายหรอกขอรับ” เฉินจี้ที่แอบอยู่ในมุมเพื่อไม่ให้คุณหนูสี่เห็นเอ่ยขึ้นขณะเดินออกมา “แต่น้องสี่มีอาการหนักขึ้น หลังฟื้นจากการจมน้ำ ซึ่งอันที่จริงนางควรจะตายไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่รู้ต่อไปจะหนักกว่านี้หรือไม่” หยวนซียังกล่าวเสียงเหนื่อย เมื่อนึกถึงท่าทีที่ต่างไปของน้องสาว “แต่มันอาจไม่เป็นอย่างที่คุณชายกังวลก็ได้นะขอรับ” หยวนซีหันขวับมาทันที “จะเป็นไปได้อย่างไร เจ้าไม่เห็นหรือว่า แม้กระทั่งข้านางก็จำไม่ได้ ข้าไม่กังวลได้หรือ” “ก็…ก็จริงขอรับ” คนสนิทได้แต่ยิ้มแหย นับแต่นั้น หยวนซีก็พยายามมาหาน้องสาวบ่อยขึ้น เพราะเกรงว่านางจะลืมว่าเขาคือพี่ชายแท้ ๆ เพราะจากที่ซือเหมยเคยให้จับ บัดนี้กลับเหินห่างราวกับคนไม่รู้จัก คอยระวังตัวกับเขาอยู่ตลอด แม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะผ่านมาห้าวันแล้วก็ตาม อย่างเช่นวันนี้ เขาเดินมาเห็นน้องสาวยืนนิ่งมองฟ้ามองดินราวกับกำลังสำรวจบางอย่าง เขาจึงรีบเดินเข้าไปใกล้ สองมือหนายกขึ้นประคองไหล่บางหวังจะให้ความอบอุ่นเหมือนที่เคยทำ “ทำอันใดอยู่ฮึ” ทว่าทันทีที่สัมผัสนั้นแตะถูกตัว ร่างอรชรกลับสะดุ้งสุดตัวและเบี่ยงตัวหลบออกไปตามสัญชาตญาณ นางกอดอกตนเองแน่นแววตาเต็มไปด้วยการระวังภัย ตามความเคยชินของสตรีที่ไม่คุ้นชินกับการให้ผู้ชายแปลกหน้ามาแตะเนื้อต้องตัว โดยเฉพาะยามที่กำลังคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ “เหมยเหมย... เจ้า... เจ้าเกลียดพี่รองแล้วหรือ” ซือหลินรับรู้ว่าตนผิด แต่ก็ยังแถไปได้หน้าตาเฉย “พี่รอง ทำผีเสื้อข้าบินหนีไปหมด ไปจับมาให้ข้าเลยนะ” “พี่รองขอโทษ พี่จะรีบไปจับให้ประเดี๋ยวนี้เลย” พี่ชายที่แสนดีผู้ไม่รู้อะไร รีบเอ่ยอย่างร้อนใจ พลางสาวเท้าเข้าไปในสวนเพื่อจับผีเสื้อให้น้องสาว โดยมีสายตารู้สึกผิดของซือหลินมองอยู่ ‘ขอโทษนะคะ พอดีฉันยังไม่ชินกับความสัมพันธ์ของพวกเรา แต่ฉันจะพยายามเป็นน้องสาวคนเดิมของคุณให้ได้ก็แล้วกัน' นึกแล้วนางก็แสร้งปรบมือให้พี่ชายที่แสนดี เพื่อให้เขาได้มีกำลังใจขึ้นบ้าง เพราะเมื่อครู่ตนแสดงท่าทีไม่น่ารักจริง ๆ และในขณะที่นางกำลังปรบมือพลางกระโดดโลดเต้นดีใจ เสียงจากด้านหลังก็ดังขึ้นมาให้ร่างอรชรนี้ต้องรีบหันไปมอง “เหมยเอ๋อร์ นี่เจ้ายังไม่ตายจริง ๆ หรือ” เฉินอวี้โหวเอ่ยทั้งน้ำตา ซึ่งก่อนหน้านั้นม้าเร็วไปแจ้งข่าวว่านางตกน้ำและสิ้นชีพไปแล้ว ทว่าช่วงที่เขากำลังเดินทางมาก็มีม้าเร็วแจ้งข่าวอีกฉบับว่านางฟื้นคืนกลับมาแล้ว ทำให้เขาต้องรีบมาดูให้เห็นกับตา ซือหลินยืนนิ่งอยู่กับที่ แม้พอจะเดาออกว่าคนตรงหน้าเป็นใคร ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่กล้าแสดงท่าทางตื่นเต้นหรือกังวลให้เขาเห็น ร่างอรชรยังคงทำหน้าทำตาเหมือนคนเสียสติที่ไม่ไยดีอะไร แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นร่างสูงที่เดินตามมา ท่าทางของคนเสียสติก็แปรเปลี่ยนเป็นตะลึงงัน ‘อย่าบอกนะว่า คนนี้คือพี่ใหญ่พระเอกของเรื่อง โอ้มายก๊อด! หล่ออะไรเบอร์นี้เนี่ยะ’ ซือหลินยืนนิ่งค้าง สายตาจดจ้องไปยังบุรุษผู้มาใหม่ที่เดินตามหลังเฉินอวี้โหวเข้ามาอย่างไม่วางตา หากจะบอกว่าคุณชายรองของจวนหล่อเหลาแล้ว บุรุษผู้นี้กลับดูรูปงามและเปี่ยมรัศมีมากกว่า เพราะเขาดูภูมิฐานและสง่างามเป็นอย่างมาก เขาอยู่ในชุดทหารสีนิลขลิบเงินทับด้วยเกราะหนังบางส่วนบ่งบอกถึงตำแหน่งแม่ทัพขับให้ดูองอาจ ร่างกายสูงใหญ่กำยำดูสง่าผ่าเผยทุกย่างก้าว ใบหน้าคมคายราวกับรูปสลักที่แสนปราณีต นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวที่ฉายแววเย็นชาและเงียบขรึมอยู่เป็นนิจ ริมฝีปากหยักลึกได้รูปปิดสนิท ไร้ซึ่งรอยยิ้มใด ๆ ‘มู่หรงอวี้ พระเอกของเรื่องสินะ’ ซือหลินนึกในใจ พลางนึกถึงอารัมภบทที่แนะนำถึงตัวละครในนิยายเรื่องนี้ พระเอกถูกรับมาเลี้ยงตั้งแต่อายุได้สิบสามปี ในช่วงที่บิดาเจ้าของร่างขึ้นเป็นนายกองใหม่ ๆ บิดามารดาของพระเอกนั้นตายเพราะศึกสงคราม เฉินอวี้โหวจึงรับมาเลี้ยงดั่งบุตรในใส้แต่ก็ไม่ได้เอาเข้าผังตระกูล เพราะเขาต้องสืบเชื้อสายตระกูลตนเองไว้เช่นกัน ซึ่งยามนี้มู่หรงอวี้ได้กลายเป็นแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกลและยังเป็นมือขวาคนสำคัญของชินอ๋องไปแล้ว “เหมยเอ๋อร์มาหาพ่อเร็วเข้า เจ้าไม่คิดถึงพ่อหรือ” ผู้เป็นบิดาอ้าแขนรอรับบุตรสาว ทว่านางกลับยังคงยืนนิ่งที่เดิม “ท่านพ่อ น้องสี่นางไม่ค่อยเหมือนเดิมขอรับ” “หมายความว่าอย่างไร” ท่านโหวรีบถามบุตรชายทันที “เอ่อ…ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาน้องสี่จำอะไรไม่ได้เลยขอรับ ซ้ำยังคุยเก่งมากกว่าเดิม ทว่าคุยไปทั่วขอรับ” หยวนซีรายงานเสียงเบา “ปะ…เป็นเช่นนั้นจริงหรือ” เฉินอวี้โหวถึงกับหน้าเจื่อน เมื่อรู้ว่าบุตรสาวที่เสียสติมานาน กลับมีอาการหนักขึ้นไปอีก ส่วนคนที่ยืนสง่าผ่าเผยอยู่ทางด้านหลัง เขากำลังพิจารณาท่าทางที่ไม่เหมือนเดิมของน้องสาวต่างสายเลือด ด้วยสายตาคมกริบของคนที่ช่างสังเกต เพราะตั้งแต่เดินเข้ามา ตามปกติซือเหมยจะต้องหวาดกลัวเขาจนต้องหาแผ่นหลังใครสักคนซุก แต่นี่กลับไม่ ผิดกับซือหลินที่แสร้งทำตัวเป็นคนเสียสติ นางรู้ว่าตนกำลังถูกจับจ้อง จากคนที่ฉลาดที่สุดในนิยายเรื่องนี้ และเขายังเป็นคนที่ร้ายกาจ เผด็จการ ซ้ำยังเย็นชาที่สุดด้วย กับน้องสาวต่างสายเลือดที่สติไม่ดีก็ยังไม่เว้น ทว่าเรื่องเหล่านี้ เขาจะทำลับหลังบิดาเท่านั้นทว่าในวินาทีที่ริมฝีปากของเขาเกือบจะแตะสัมผัสลงมา เสียงทุ้มร่าเริงที่คุ้นหูก็ดังแว่วมาจากทางพุ่มไม้ไกล ๆ “เหมยเหมย! พี่รองกลับมาแล้ว เจ้าอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่”เสียงของเฉินหยวนซีพี่ชายผู้แสนดีดังแทรกความเงียบ ทำให้หรงอวี้ชะงักงันราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดลงศีรษะทำให้เขาได้สติในทันที เขารีบผละมือออกจากท้ายทอยของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าน้องสาวและคลายอ้อมกอดออกอย่างรวดเร็ว ใช่ว่าเขาจะกลัว ทว่าหากเรื่องที่เขาทำแตกขึ้นมาในยามนี้ ภายหน้าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนตัวเล็ก รวมถึงบิดาบุญธรรมและพี่น้องคนอื่น อาจทำให้มองหน้ากันไม่ติดก็เป็นได้ ด้านซือเหมยเมื่อได้โอกาสนางก็รีบก้าวถอยห่างออกมา พลางจัดแจงอาภรณ์ที่ยับย่นด้วยมือที่สั่นเทา นางมองหรงอวี้ด้วยแววตาตัดพ้อและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะรีบหันไปขานรับพี่ชายที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหลวง “พี่รอง! ข้าอยู่ทางนี้เจ้าค่ะ” นางตะโกนตอบพลางวิ่งถลาออกไปหาหยวนซีที่กำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง โดยไม่หันกลับไปมองบุรุษที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังอีกเลย หรงอวี้ได้แต่ยืนกำหมัดแน่น พลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ที่ยังคงค้างคา นัยน์ตาคมกริบมองตา
ซือเหมยตาเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นตำราแพทย์โบราณ นางรีบรับมาเปิดดูด้วยความกระตือรือร้นลืมสิ้นท่าทีเหนียมอาย “นี่มัน... วิธีการห้ามเลือดด้วยการกดจุดและยังมีการฝังเข็มแบบง่าย ๆ อีก มันยอดเยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะคุณชาย” นางเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้เขาจนตาแทบจะปิด ก่อนจะก้มลงเปิดตำราต่อ จากนั้นทั้งคู่ก็ยอบกายตัวลงนั่งบนโขดหินใหญ่ริมน้ำ แลกเปลี่ยนทักษะและการวิเคราะห์ตัวยาอย่างออกรส ซือเหมยเผลออธิบายเรื่องการไหลเวียนของโลหิต และการทำงานของธาตุในร่างกายตามความรู้ของหมอในโลกปัจจุบันที่ตนเคยเรียนมา โดยใช้ภาษาที่ชาวโบราณเข้าใจง่าย ไป่เหยียนก็ได้แต่นั่งฟังด้วยความทึ่ง สายตาที่เขามองนางนั้นมีแต่ความชื่นชมและลุ่มหลงในสติปัญญาของสตรีที่ควรแต่เรียนรู้เรื่องการครองเรือน ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่ใช่เลย “นี่เจ้าเป็นเพียงสาวใช้จริงหรือ...” ไป่เหยียนพึมพำแผ่วเบาพลางจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งอกตั้งใจอธิบายสรรพคุณยา ทว่าซือเหมยได้ยินที่เขาพูด นางจึงชะงักเมื่อรู้ตัวว่าตนเองแสดงความรู้ที่ล้ำลึกเกินไป ‘หลุดอีกแล้ว พูดเรื่องการรักษาทีไร เป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า’ หญิงสาวก่นว่าตนเองในใจ “ข้ารู้สึกว่า เจ้าช่างมีเสน่ห์ดึง
ซือหลินเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง ความรู้สึกผิดหวังถาโถมเข้ามาจนนางรู้สึกอึดอัด ในโลกก่อนนางต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่งเรียนจบหมอ และหวังว่าต่อจากนั้นจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และคงได้พบรักกับใครสักคน ทว่าจู่ ๆ นางกลับต้องมาติดอยู่ในบ่วงรักในโลกนิยายซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย“หากวันที่เขากลับมา เจ้าไม่เข้าไปกระตุกหนวดเสือ วันนี้เจ้าก็คงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจเช่นนี้สินะ เฮ้อ!” นางทอดถอนใจ เมื่อหวนนึกถึงเรื่องที่ทำผิดพลาดครั้งที่พบกับพี่ชายบุญธรรมคราแรกก่อนจะพึมพำก่นว่าเขากับบทบาทที่อีกฝ่ายได้รับ “พระเอกธงแดงงั้นเหรอ ร้ายกับนางเอกแล้วจบด้วยความรัก เหอะ! คนที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งน้องสาวตัวเองอย่างเขาน่ะนะ จะรักใครเป็น”เอ่ยพลางยกมือขึ้นมาถูปากตนไปมา พร้อมกับพยายามบอกตนเองว่าที่คิดถึงเรื่องนี้ก็เพราะเสียดาย ‘จูบแรก’ ที่ถูกขโมยไป ไม่ใช่เพราะนางเผลอใจไปรักแม่ทัพใจร้ายผู้นั้นทว่ายิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพที่ถูกสัมผัสด้วยแรงอารมณ์ก็ยิ่งฉายชัดในดวงตา “พอ ๆ คิดอะไรเนี่ย เรื่องระหว่างเรากับเขา มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เจียงหนิงอันทั้งดีและงามถึงเพียงนั้น ไม่แน่เขาพบเจอนางคราแรกก็อาจจะตกหลุมรั
ถ้อยคำบีบบังคับให้ยอมจำนนของใต้เท้าเจียง กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้หรงอวี้มากยิ่งขึ้น เขารู้ว่าตนนั้นผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องสู่ขอมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่เจียงหนิงอันเข้าสู่วัยปักปิ่นซึ่งอันที่จริงช่วงก่อนหน้านั้น คนสกุลเจียงก็ไม่ได้ใส่ใจในตัวเขานัก คงเห็นว่าเป็นบุตรกำพร้าที่บุพการีเสียไปหมดแล้ว จึงไม่เคยมีการถามไถ่ข่าวคราวกันเลย กระทั่งเขาได้ตำแหน่งรองแม่ทัพเมื่อสามปีก่อน และไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้เป็นมือขวาชินอ๋องอย่างเช่นทุกวันนี้ คนสกุลเจียงก็เริ่มส่งข่าวมาหาอยู่บ่อยครั้งเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงไม่แยแสเรื่องคำสัญญาที่บิดากับใต้เท้าเจียงมีต่อกันเมื่อยี่สิบปีก่อน ช่วงที่เจียงหนิงอันยังอยู่ในครรภ์“ข้าเห็นควรว่าน่าจะรอให้ท่านพ่อบุญธรรมกลับมาก่อนจะดีกว่า อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นจวนสกุลเฉินมิใช่จวนมู่” หรงอวี้เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน นัยน์ตาคมกริบเลื่อนไปมองทางทิศไปเรือนพักของซือเหมยแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาสบตากับใต้เท้าเจียงใต้เท้าเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างคนขัดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกอารมณ์ “การหมั้นหมายเป็นของสองตระกูล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลเฉินเลยสักนิด ต่อให้เจ
คำพูดที่หลุดจากริมฝีปากอิ่มที่เพิ่งถูกบดขยี้จนบวมช้ำ เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเข้าใส่หน้าของมู่หรงอวี้ จนสติของเขากลับคืนมา นัยน์ตาคมดุที่เคยเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ค่อย ๆ วูบไหวแปรเปลี่ยนเป็นความสับสนวุ่นวายที่ยากเกินจะปิดได้มิดเขามองสบกับดวงตาคู่สวยซึ่งบัดนี้มีแต่ความแน่วแน่ ไร้ซึ่งความเลื่อนลอยของคนเสียสติอย่างที่นางเคยใช้เป็นเกราะกำบัง แววตาเด็ดเดี่ยวและน้ำเสียงเรียบเฉยนั้น ตอกย้ำความจริงที่ว่าสตรีตรงหน้า นางไม่ใช่คนที่จะให้เขาหยอกเย้าได้อีกต่อไปบรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสองชัดเจน แววตาที่ทอดมองกันต่างก็เผยความสับสนในใจหรงอวี้คลายอ้อมกอดที่เคยรัดรึงออกอย่างช้า ๆ สองมือหนาที่เคยตรึงท้ายทอยนางไว้กลับตกลงข้างลำตัวอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เขารู้สึกผิดจนต้องกลืนคำพูดที่คิดจะหยอกเย้าต่อลงคอ พลางเบือนหนีสายตาตัดพ้อที่กำลังจ้องมองตนใจแกร่งที่เคยเต้นรัวด้วยความคะนองยามได้กลั่นแกล้งนาง บัดนี้กลับถูกบีบรัดเพราะความรู้สึกผิดที่แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่อกเขารู้ดีว่าสถานะระหว่างเขากับนางนั้นเปราะบางเพียงใด แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองกันทางสายเลือด แต่ในสายตาคนนอกและในความรับผิดชอ
หรงอวี้ยกยิ้มมุมปากบางเบา เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ดูสม่ำเสมอของคนที่อยู่บนแผ่นหลัง เขาจงใจก้าวเดินให้ช้าลงเพื่อซึมซับไออุ่นที่พิงซบลงมา แม้จะรู้ดีว่าคนบนหลังเพียงแค่แสร้งหลับ เพื่อหนีสถานการณ์กระอักกระอ่วน ทว่าเขากลับรู้สึกพอใจอย่างประหลาดเมื่อได้พันธนาการนางไว้เช่นนี้นับจากวันนั้น ชีวิตของซือหลินก็ไม่เคยได้พบกับคำว่าความเป็นส่วนตัวอีกเลย เพราะไม่ว่านางจะแอบย่องไปที่ลำธารหรือจะหลบมุมอยู่หลังเรือนเพื่อไม่ให้เจอเขา ร่างสูงสง่าของพี่ชายบุญธรรมก็ยังมายืนกอดอกส่งยิ้มละไมให้เสมอ รวมถึงวันนี้ แม้นางจะไม่ออกไปข้างนอก เขาก็ยังมาตามถึงเตียงนอน“เหมยเหมย วันนี้อากาศดีนักพี่ใหญ่จะพาเจ้าไปเดินเล่นที่ป่าไผ่ หลังจวนมีนกกระรางหัวขวานมาทำรังด้วยนะ เจ้าไม่อยากไปคุยกับพวกมันหรือ พี่ใหญ่ว่าปลาตัวนั้นมันก็คงจะคิดถึงเจ้าแล้วล่ะ” หรงอวี้เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ชวนให้คนฟังขนลุกซู่“ไม่เอา เหมยเหมยจะนอน เมื่อคืนอี้ฟานเลื้อยมาพันขา ทำข้านอนไม่หลับเลย” นางแสร้งงัวเงียตอบพลางมุดหน้าลงกับหมอน“ไม่ได้ นอนมากไปประเดี๋ยวจะอ้วนเอานะ ไปคุยกับนกกับปลาสนุกกว่าเยอะ มาเร็ว...” เขาไม่ว่าเปล่าแต่กลับรวบตัวนางขึ้นมา







