ログイン“เฮ้ย!?”
ปองรักอุทานลั่น และสะดุ้งเฮือกสุดตัว หญิงสาวหันขวับไปมองรอบห้องโดยอัตโนมัติ ทว่าทุกชีวิตที่ยืนอยู่ในห้อง บิดา พี่ชาย แม่บ้าน ยังคงดำเนินบทสนทนาของตนเองต่อไปโดยไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่ได้ยินเสียงของตนกับเสียงลึกลับไร้ที่มาที่ไปซึ่งหมายความว่าไม่มีใครรับรู้การมีอยู่ของเธอเลยแม้แต่คนเดียว...
‘ไม่ต้องตกใจ’ เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ไม่ใกล้แต่ก็ไกล คล้ายมาจากทุกทิศทางพร้อมกัน
‘ร่างของเจ้าในโลกใบนี้ตายไปแล้ว ไม่อาจกลับคืนได้อีก ต่อจากนี้ เจ้าจำต้องไปอาศัยอยู่ในร่างของผู้ที่มีชะตาถึงฆาตในอีกโลกหนึ่งแทน’
“เดี๋ยวก่อนนะคะ!” ปองรักรีบสวนกลับทันที น้ำเสียงสั่นแต่ชัดถ้อยชัดคำ
“คุณช่วยอธิบายให้มันเป็นภาษาคนหน่อยได้ไหม ร่างนี้ตายแล้วคืออะไร อีกโลกหนึ่งคืออะไร แล้วที่ฉันยืนอยู่ตรงนี้คืออะไรกันแน่!”
หญิงสาวสูดหายใจลึก พยายามกดความตื่นตระหนกที่กำลังไหลบ่าราวกับเขื่อนแตก “แล้วอะไรคือฉันตายแล้ว ในเมื่อฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้...”
คำถามสุดท้ายหลุดออกมาเบาราวกับกระซิบ แต่กลับหนักหน่วงจนหัวใจเธอสั่นไหว
‘ใช่เจ้าตายแล้วคือเรื่องจริง’
คำตอบนั้นเหมือนค้อนหนักฟาดลงกลางอกของปองรักจนหญิงสาวถึงกับนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้ารัว ๆ
“ไม่จริง…มันไม่สมเหตุสมผลเลย ฉันยังจำทุกอย่างได้ ฉันยังคิด ยังรู้สึก ฉันยังเห็นพ่อกับพี่ชายอยู่ตรงหน้า!”
‘โลกมนุษย์และโลกเทพเซียน มิได้มีเพียงหนึ่งเดียว’ เสียงลึกลับเอ่ยอย่างราบเรียบ
‘มีหลายมิติซ้อนทับกันอยู่อีกนับหมื่นนับล้านสิ่งที่เจ้าเผชิญอยู่ในขณะนี้คือความจริงทั้งหมด’
คำกล่าวนั้นจบลงก็พลันบังเกิดความเงียบงันแผ่ซ่านรอบกายของปองรักชั่วขณะ
‘เจ้าลองนึกดูให้ดีว่าวันที่เจ้าข้ามถนนไปซื้อของนั้นเกิดอันใดขึ้นบ้าง?’
เพียงประโยคนั้น ภาพมากมายก็ผุดขึ้นในห้วงความคิดของปองรักอย่างไม่อาจห้ามได้ เย็นวันนั้นหลังเลิกเรียน เธอจำได้ว่าตนกลับจากมหาวิทยาลัย แวะตลาดนัดไปตามหาหนังสือนิยายแปลมือสองตามปกติ จากนั้นซื้อของกินอีกสองสามอย่าง เหงื่อเหนียวเหนอะเพราะอากาศอบอ้าวของเชียงใหม่ยามเย็นทั้งที่เป็นฤดูหนาว เมื่อถึงคอนโด เธอคิดจะอาบน้ำทันที แต่แล้วก็พบว่ายาสระผมหมด…
หญิงสาวจึงเดินลงจากคอนโดอีกครั้ง ข้ามถนนไปยังร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้าม แล้วหลังจากนั้น ภาพทุกอย่างก็ดับวูบไปอย่างที่ตนเองก็ยังไม่ทันรู้สึกตัว
‘เจ้าถูกรถชนอย่างรุนแรง’ เสียงนั้นเอ่ยต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอหลบหนี
‘ร่างกระเด็นไปไกล กระดูกแตกหักหลายส่วน อวัยวะภายในเสียหาย และสมองตาย ดวงวิญญาณจึงไม่อาจอาศัยอยู่ในร่างนั้นได้อีก’
ปองรักหน้าเผือด ความเย็นเยียบไหลผ่านสันหลังบอบบางหลังฟังเฉลยจากเสียงไร้ตัวตน
‘แต่ตามอายุขัยของเจ้ายังไม่สมควรตาย รวมกับที่พี่ชายและพ่อของเจ้าได้บริจาค อวัยวะเช่นหัวใจ ดวงตา ไต กับปอดให้กับคนที่ต้องการทำให้เจ้ายิ่งมีแต้มบุญศูงส่งเลย...’
“เดี๋ยวนะคะ!” ปองรักรีบร้องห้ามแทรกขึ้นอย่างร้อนรน เพราะเริ่มสับสนว่าในเมื่อตนยังไม่หมดอายุขัยเหตุไฉนถึงตาย
“คุณกำลังบอกว่าฉันตายลงทั้งที่ยังไม่ถึงเวลางั้นเหรอ?”
‘ถูกต้อง’
“อ้าว! แล้วทำไมฉันถึงตาย?”
คำถามนั้นแทบเป็นเสียงกรีดร้อง เสียงลึกลับเงียบไปอึดใจ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่สะทกสะท้าน
‘เพราะเจ้าหน้าที่ของสวรรค์ทำงานผิดพลาด’
“เฮ้ย!” ปองรักอุทานเสียงหลง ดวงตาเบิกกว้าง
“แปลว่าฉันซวยเพราะพวกคุณทำงานพลาดงั้นเหรอ!” หญิงสาวรีบถามขยี้ไล่บี้เสียงไร้ตัวตนอย่างเอาเรื่อง
‘อย่าเพิ่งด่าเจ้าหน้าที่ของเราสิ’
“ทำไมจะด่าไม่ได้คะ!” ปองรักแทบจนพ่นไฟออกทางจมูกเพราะโกรธมาก “ชีวิตคนทั้งชีวิตนะคะ! พวกคุณทำงานห่วยแตกแบบนี้ได้อย่างไร?!”
‘แต่ท่านเทพชะตาได้ชดเชยให้เจ้าแล้ว’
“ใครอยากได้การชดเชยแบบนี้คะ!” ปองรักตะโกนออกไปเสียงสั่นเครือ น้ำตาเอ่อคลอโดยไม่รู้ตัว
“ฉันไม่ต้องการไปเกิดใหม่ ฉันอยากมีชีวิตต่อ! ฉันยังมีอะไรอีกตั้งเยอะที่ยังไม่ได้ทำและที่สำคัญ ฉันยังอยากอยู่กับพ่อ…กับพี่ชายของฉัน…”
เธอหันไปมองแผ่นหลังของคนทั้งสองที่ยืนอยู่ไม่ไกลแต่เป็นความใกล้ทว่าไม่อาจเอื้อมถึงหรือพูดคุยทักทายกันได้อีกต่อไปแล้ว
‘ขออภัย’ เสียงนั้นตอบอย่างเด็ดขาดแบบนี้มันคือการขอโทษที่จริงใจที่ไหนกันเขาเรียกขอโทษอย่างขอไปทีไม่ใช่หรือ?
‘คำขอของเจ้า ทางเรามิอาจสนองได้’
เจ้าของเสียงที่ไร้ตัวตนยังคงเอ่ยต่อซึ่งพอสิ้นเสียงไร้ความรู้สึกจบลงความเงียบพลันปกคลุม หัวใจของปองรักอีกครั้ง
“หัวกล้วยมันเถอะ!!!”
“…”
ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ปองรักจึงสบถให้กล้วยตัวแทนสวรรค์ออกไปเต็มเสียง คำด่านั้นแรงพอจะทำให้เจ้าของเสียงลึกลับเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง ราวกับต้องหยุดตั้งหลักคิดอยู่ครู่ใหญ่ คล้ายกับจุกที่ได้กินกล้วยไปทั้งเคลือ
“เฮ้อ!” ทว่าสุดท้ายปองรักก็ถอนหายใจแรง สีหน้าเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะพูดออกมาเสียงเคร่งขรึม
“เอาเถอะ ถึงด่าไป ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้แล้วสินะ”
เธอเงยหน้ามองไปรอบห้องอีกครั้ง มองแผ่นหลังของพี่ชายกับบิดาที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น พลันก็เจ็บปวดราวหัวใจถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิอ้นน้อยทั้งที่ตนไม่มีหัวใจแล้ว
“แล้วทำไมวันนี้ฉันถึงกลับมาที่นี่ได้ล่ะคะ?”
พอตั้งสติจนมั่นคงได้ไม่เสียขวัญแต่ยังเสียใจปองรักก็ถามถึงสาเหตุที่ตนกลับมาที่คอนโดทั้งที่ควรได้ไปเกิดใหม่แล้ว
‘เป็นสิ่งที่สวรรค์ชดเชยให้เจ้าอย่างไรเล่า’ ปองรักฟังคำตอบแล้วถึงกับตีอกชกหัวเลยทีเดียว
“คราวหลังถามก่อนก็ได้นะคะว่าฉันต้องการสิ่งชดเชยแบบนี้ไหม” ปองรักบอกจากใจว่าเธอไม่ต้องการแบบนี้ หากจะไปก็ไปเลยแบบนั้นยังดีกว่าแต่พาตนกลับมาเจอบิดาเจอพี่ชายเจอที่พัก มันอาลัยอาวรณ์จนไม่อยากจากไปสวรรค์โง่หรือไรจึงไม่เข้าใจมนุษย์
“ช่างเถอะ!”
ปองรักโพล่งออกไปเสียงแข็ง ก่อนจะถอนหายใจแรงราวกับคนยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่อยากยอมแพ้ ด่าสวรรค์ไปก็เท่านั้น เหนื่อยฟรี
“แล้ว…ดวงจิตของร่างนั้นไปไหนคะ ฉันหมายถึงร่างในอีกโลกหนึ่งน่ะ เธอเป็นอะไรถึงตาย?” คำถามหลุดออกไปทั้งที่ในใจรู้ดีว่าอาจไม่ได้คำตอบ แต่เธอก็ยังอยากรู้ อย่างน้อยขอให้เข้าใจสิ่งที่กำลังจะเกิดกับตัวเองสักนิดก็ยังดี
‘ไม่เกี่ยวกับเจ้า’
“เอ้า! คุณเจ้าหน้าที่สวรรค์ค่ะ” ปองรักแทบจะตีอกชกหัวกับคำตอบสิ้นคิดของเจ้าหน้าที่สวรรค์ตนนี้
“ฉันจะไปใช้ร่างของเธอ ถ้าไม่เกี่ยวกับฉันแล้วมันจะไปเกี่ยวกับแมวที่ไหนอีกหรือคะ?”
ในหัวปองรักมีแต่คำว่า นี่มันตรรกะบ้าอะไรกัน ถ้าเป็นนิยาย เธอคงด่าคนเขียนไปแล้วว่าไม่สมเหตุสมผล แต่พอเป็นชีวิตจริง กลับหนีไม่ได้สักทาง
‘มันคือความลับสวรรค์’
คำตอบเบสิกสิ้นดี ปองรักนิ่งไปชั่วครู่ ไม่ใช่เพราะยอมรับ แต่เพราะไม่รู้จะเถียงอะไรต่อ ความลับสวรรค์คำสั้น ๆ ที่ปิดปากมนุษย์ได้สนิทกว่าประตูเหล็ก เธอได้แต่กัดฟัน กลืนคำถามอีกหลายสิบคำลงไปพร้อมความอึดอัดในอก
“แล้วแบบนี้…ดวงจิตของฉันเข้าไปแทนดวงวิญญาณเดิม ฉันจะได้ความทรงจำของร่างนั้นหรือเปล่าคะ”เสียงเธอเบาลงโดยไม่รู้ตัว คำถามนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะมันคือเส้นแบ่งระหว่าง การรอด กับ การหลงทาง
‘ยังไม่ได้’
“อ้าว?”ปองรักอุทานลั่น คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบชน เธออ่านนิยายทะลุภูมิทะลุภพมาก็ไม่น้อย ดูซีรีส์ย้ายร่างมาก็เยอะ ไม่เคยมีเรื่องไหนเริ่มต้นด้วยการโยนตัวเอกไปต่างโลกแบบตาบอดสนิทเช่นนี้มาก่อน
นี่มันชดเชย หรือแกล้งกันแน่เนี่ย ความคิดนั้นผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ถ้าสวรรค์ตั้งใจจะช่วยจริง ๆ ทำไมถึงช่วยแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้ ราวกับโยนเธอลงน้ำแล้วบอกให้ว่ายเอาเองทั้งที่ยังไม่สอนให้ว่าย
‘เอาละ เจ้าหากมีสิ่งใดติดค้างกับพ่อและพี่ชาย ก็รีบไปจัดการเสีย’เสียงนั้นพูดเรียบเย็นราวกับกำลังเร่งเอกสารงานหนึ่ง‘เพราะร่างที่เจ้าจะไปเกิดใหม่กำลังจะตายแล้ว’
“เดี๋ยวสิคะ!” ปองรักรีบทักท้วง ใจเธอกระตุกวูบ คำว่า ติดค้าง มันบาดลึกยิ่งกว่าคำว่า ตาย เสียอีก เธอยังไม่ได้บอกลา ยังไม่ได้กอดพ่อ ยังไม่ได้พูดกับพี่ชายเลยสักคำ
‘ไม่เดี๋ยวแล้ว’น้ำเสียงนั้นยังคงไร้ความปรานี
‘หากชักช้า ร่างนั้นจะใช้การไม่ได้ ข้าบอกเจ้าไว้ก่อนว่า หากเป็นเช่นนั้น ดวงวิญญาณเจ้าจะแตกสลาย ไม่ได้เกิด ไม่ได้ตายอีกต่อไป’
“เฮ้ย! นี่มันอะไรกันเนี่ย?!” ปองรักเผลอถอยหลังหนึ่งก้าว ทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีที่ให้ถอย ความกลัวแล่นวาบขึ้นมาจับหัวใจการแตกสลายไม่ได้ตาย ไม่เกิด ฟังดูน่าเกินไปแล้ว
‘เร็วเข้า หรือเจ้าอยากให้ดวงวิญญาณแตกสลายไปจริงๆ’
“โอ๊ย! หัวกล้วยเอ๊ย!”ปองรักสบถลั่นอีกทั้งกำหมัดแน่นอย่างพร้อมจะต่อยใครสักคน
“ได้ค่ะ! ฉันไป! ฉันจะไปลาพ่อกับพี่ชายเดี๋ยวนี้แหละค่ะ!!!”
“เฮ้ย!?”ปองรักอุทานลั่น และสะดุ้งเฮือกสุดตัว หญิงสาวหันขวับไปมองรอบห้องโดยอัตโนมัติ ทว่าทุกชีวิตที่ยืนอยู่ในห้อง บิดา พี่ชาย แม่บ้าน ยังคงดำเนินบทสนทนาของตนเองต่อไปโดยไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่ได้ยินเสียงของตนกับเสียงลึกลับไร้ที่มาที่ไปซึ่งหมายความว่าไม่มีใครรับรู้การมีอยู่ของเธอเลยแม้แต่คนเดียว...‘ไม่ต้องตกใจ’ เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ไม่ใกล้แต่ก็ไกล คล้ายมาจากทุกทิศทางพร้อมกัน‘ร่างของเจ้าในโลกใบนี้ตายไปแล้ว ไม่อาจกลับคืนได้อีก ต่อจากนี้ เจ้าจำต้องไปอาศัยอยู่ในร่างของผู้ที่มีชะตาถึงฆาตในอีกโลกหนึ่งแทน’“เดี๋ยวก่อนนะคะ!” ปองรักรีบสวนกลับทันที น้ำเสียงสั่นแต่ชัดถ้อยชัดคำ“คุณช่วยอธิบายให้มันเป็นภาษาคนหน่อยได้ไหม ร่างนี้ตายแล้วคืออะไร อีกโลกหนึ่งคืออะไร แล้วที่ฉันยืนอยู่ตรงนี้คืออะไรกันแน่!”หญิงสาวสูดหายใจลึก พยายามกดความตื่นตระหนกที่กำลังไหลบ่าราวกับเขื่อนแตก “แล้วอะไรคือฉันตายแล้ว ในเมื่อฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้...”คำถามสุดท้ายหลุดออกมาเบาราวกับกระซิบ แต่กลับหนักหน่วงจนหัวใจเธอสั่นไหว‘ใช่เจ้าตายแล้วคือเรื่องจริง’คำตอบนั้นเหมือนค้อนหนักฟาดลงกลางอกของปองรักจนหญิงสาวถึงกับนิ่งงันไปครู่หนึ
ตอนที่ 1 ||สวรรค์มันชดเชยหรือรังแกเจ็ดวันต่อมา…ที่หน้าเมรุวัดดังแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดเชียงใหม่ เวลาใกล้ห้าโมงเย็น แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดลอดผ่านยอดไม้เป็นริ้วสีส้มหม่น คลันสีเทาขุ่นจากปล่องเมรุลอยเอื่อยเหนือหลังคา ราวกับสายหมอกเศร้าที่ไม่ยอมสลายไปกับลมเย็นปลายฤดูสองบุรุษต่างวัยยืนเคียงกันอยู่ไม่ห่างจากเมรุนัก คนหนึ่งอยู่ในวัยชรา รูปร่างยังสง่าตามแบบนายทหารที่ผ่านสนามชีวิตมาอย่างโชกโชนอีกคนเป็นชายหนุ่มในชุดสีดำทรงผมตัดสั้น ใบหน้าเคร่งเครียด ดวงตาแดงก่ำ ร่องรอยของการร้องไห้ยังคงติดค้างอยู่ในแววตานั้นครอบครัว เกิดผลชนะ บัดนี้เหลือเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น สิบปีก่อน ภรรยาและมารดาของบ้านจากไป สิบปีต่อมา ลูกสาวและน้องสาวเพียงคนเดียวก็มาจากไปอีกคน...“ไม่น่าเลย…”เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากของสารวัตรหนุ่ม เขาไม่รู้ว่าตัวเองพูดกับใคร หรือเพียงแค่ต้องการระบายความอัดอั้นที่แน่นอก ดวงตายังคงจับจ้องไปยังควันที่ลอยขึ้นจากปล่องเมรุ ราวกับหวังว่าหากมองนานพอ สิ่งที่สูญเสียไปจะย้อนกลับมา“กลับกันเถอะเป้” เสียงทุ้มต่ำและเคร่งขรึมของนายพลทหารระดับสูงดังขึ้นซึ่งมันเต็มไปด้วยความขมขื่นอย่างไม่อา
บทนำ ปลายฤดูหนาวของปีนี้ชวนให้สับสนอย่างประหลาดท้องฟ้าครึ้มเหมือนจะเย็น แต่ลมที่พัดผ่านกลับอุ่นจนรู้สึกเหนียวตัว เหงื่อซึมตามไรผมตั้งแต่ยังไม่ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย แดดอ่อน ๆ ยามบ่ายคล้ายลังเลว่าจะเป็นฤดูร้อน หรือจะยอมถอยให้ฤดูหนาวเข้ามาทำหน้าที่ของมันอย่างที่ควรจะเป็นปองรัก เกิดผลชนะ สะพายกระเป๋าผ้าใบเก่าคู่ใจ เดินออกจากอาคารเรียนด้วยจังหวะไม่รีบร้อน หญิงสาววัยยี่สิบปี นักศึกษาชั้นปีที่สี่ คณะบริหารธุรกิจ สาขาบริหารต่างประเทศ ใบหน้ากลม แก้มอิ่ม และดวงตาที่มักเป็นประกายยามพูดถึงสิ่งที่รัก ขณะนี้เธอกำลังคิดถึงเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือเตียงนุ่มในคอนโด กับกองหนังสือที่รอให้นอนอ่านจนดึกหลังเลิกเรียน เธอจึงมักชอบตรงดิ่งกลับคอนโดทันที คอนโดขนาดกลางไม่หรูหราแต่สะดวกสบาย ที่บิดากับพี่ชายช่วยกันซื้อไว้ให้ตั้งแต่เธอขึ้นปีหนึ่ง เพื่อไม่ต้องลำบากเดินทางไกลทุกวัน ปองรักขึ้นรถสองแถวสายประจำ นั่งมองวิวข้างทางที่คุ้นตาจนแทบจำได้ทุกหลุมบ่อ ทุกป้ายร้านค้าเมื่อรถสองแถวชะลอจอดตรงปากซอย สายตาของหญิงสาวก็พลันสะดุดเข้ากับตลาดนัดขนาดใหญ่ที่ตั้งขวางทางสายตาอยู่ตรงนั้นตลาดนัดเย็นที่คึกคัก เสียงพ่อค้าแม่ค







