LOGINยมทูตทำงานผิดพลาด [2/2]
ความเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างทันทีที่ไป๋เสวี่ยหรงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวกวาดสายตาไปรอบตัวพบว่าตนเองยืนอยู่บนพื้นที่กว้างไร้ขอบเขตทั้งยังมีหมอกขาวโพลนปกคลุมไปทั่วและไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีเพียงความเงียบและว่างเปล่า
หัวใจของหญิงสาวหล่นวูบ..ไม่สิ...หัวใจของเธอคงหยุดเต้นไปแล้วตั้งแต่เมื่อครู่แล้วต่างหาก...
“ฉัน…ตายแล้วงั้นเหรอ?”
พูดจบภาพสุดท้ายก่อนตายก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธออย่างชัดเจน ภาพมือที่กำบัตรรางวัลใหญ่ไว้แน่นและเสียงของผู้คนที่ตื่นตกใจหลังจากที่เธอล้มลงไปนอนกับพื้น
“ให้ตายสิ! ฉันยังไม่ได้ใช้เงินเลยนะ! บ้านหลังใหม่ รถคันใหม่ ทริปยุโรป! ทุกอย่างหายวับไปกับตา!” พูดจบไป๋เสวี่ยหรงก็ยกมือขึ้นทึ้งผมตัวเองด้วยความหัวเสีย
ทว่าท่ามกลางความเงียบอันหนาวเย็น...เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น…
“ไป๋เสวี่ยหรง”
หญิงสาวสะดุ้งตัวด้วยความตกใจก่อนจะหันขวับไปทางต้นเสียง ภาพตรงหน้าของเธอคือหญิงสาวหน้าตาสวยราวภาพวาดสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ยืนอยู่ในท่ามกลางหมอกราวกับหลุดมาจากแดนสวรรค์
“คุณเป็นคะ.....”
“ขอโทษ…ข้าผิดเอง…”
เสียงของไป๋เสวี่ยหรงหายไปในลำคอเมื่อจู่ ๆ หญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นเดินมาคุกเข่าตรงหน้าของเธอพลางเอ่ยขอโทษทั้งน้ำตา
“อะไรของคุณ?” ไป๋เสวี่ยหรงเลิกคิ้วพลางเอ่ยถามน้ำเสียงบ่งบอกถึงความประหลาดใจ
“ข้าคือผู้นำพาดวงวิญญาณมีหน้าที่พิพากษาความตายให้กับมนุษย์ที่สิ้นอายุขัย แต่เมื่อหลายวันก่อนข้าได้พิพากษาความตายให้มนุษย์ผิดคนและคนผู้นั้นก็คือเจ้า…ความจริงแล้วเจ้ายังไม่ถึงเวลาตาย...”
“หา?!” เสียงของไป๋เสวี่ยหรงก้องกังวานในหมอก
“คุณพูดเล่นรึไง!? แปลว่าฉันควรจะยังอยู่บนโลก…ใช้เงินรางวัลใหญ่สบาย ๆ อยู่ตอนนี้?”
“ใช่…แต่ว่า…”
“งั้นก็ส่งฉันกลับไปเดี๋ยวนี้สิ! เอาร่างฉันคืนมา ฉันยังมีบ้าน รถ และอนาคตที่รออยู่!” ไป๋เสวี่ยหรงขยับเข้าไปใกล้สายตาวาววับราวจะเผาอีกฝ่ายให้ไหม้
“ข้า…ทำไม่ได้” หญิงสาวก้มหน้าหลบตาพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าบ่งบอกถึงความสำนึกผิดสุดขีด
สิ้นคำพูดของหญิงสาวชุดขาวหมอกรอบตัวเหมือนเย็นลงทันตา มือบางของไป๋เสวี่ยหรงกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อราวกับคนที่กำลังจะระเบิดอารมณ์
“คุณพูดแบบนี้ได้ยังไง! คุณทำลายอนาคตฉัน! รู้ไหมว่าฉันวาดฝันชีวิตสุขสบายมานานกี่ปี! บ้านหลังใหญ่! รถหรู! การนอนตื่นสายทุกวัน! ทั้งหมดหายไปเพราะคุณ!!”
ไป๋เสวี่ยหรงความโกรธพวยพุ่งเหมือนหม้อเดือดที่ใกล้ล้น เธอคว้าบ่าอีกฝ่ายไว้เต็มแรงแล้วเขย่าไปมาจนหมอกขาวรอบตัวสั่นไหว
“ชดใช้มา! ฉันบอกให้คุณชดใช้ชีวิตที่คุณพรากไปมา!”
หญิงสาวชุดขาวหน้าเสียพยายามอธิบายแต่ถูกเสียงตะโกนของไป๋เสวี่ยหรงกลบจนมิด จนเมื่อความกดดันบดขยี้ไม่หยุดเธอร้องตะโกนตอบออกมา
“ก็ได้! ถึงข้าจะไม่สามารถส่งเจ้ากลับไปโลกมนุษย์ได้…แต่ข้าสามารถให้เจ้าเกิดใหม่ได้!”
เสียงนั้นดังชัดในหมอกทำให้ไป๋เสวี่ยหรงชะงักมือแต่ยังไม่ยอมปล่อยไหล่ของอีกฝ่ายเป็นอิสระ
หญิงสาวชุดขาวรีบพูดต่อ “ทว่าโลกที่เจ้าจะไปเกิดใหม่นั้นเป็นโลกที่ไม่มีอยู่จริง…มันเป็นโลกของนิยายที่เจ้าเคยอ่านและเจ้าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้จนกว่าจะสิ้นอายุขัย”
ไป๋เสวี่ยหรงนิ่งไปชั่วครู่ดวงตาวาวขึ้นน้อย ๆ แม้ข้อเสนอจะฟังแปลกประหลาดและไม่ใช่สิ่งที่เธออยากได้ตั้งแต่แรกแต่เธอก็อยากมีชีวิตมากกว่าอยู่ในหมอกไร้จุดหมายนี้ มือบางค่อย ๆ ปล่อยไหล่อีกฝ่าย เป็นอิสระพลางสูดลมหายใจ
“ก็ได้…แต่ฉันมีข้อแม้สามข้อ”
หญิงสาวชุดขาวพยักหน้ารับทันทีเพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นสิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบกับอีกฝ่าย
“ข้อแรกถ้าเกิดใหม่ในนิยายฉันไม่ขอเป็นตัวละครเอกที่ต้องวิ่งตามเส้นเรื่อง ฉันขอเป็นแค่ตัวประกอบที่มีฐานะร่ำรวยเท่านั้น”
“ข้อสองฉันไม่ขอแย่งร่างของใครจะเกิดในร่างตัวละครที่ตายแล้วเท่านั้น ที่สำคัญร่างต้องไม่เน่าหรือเป็นโรคร้ายด้วย”
“ข้อสามเพราะความผิดพลาดของคุณทำให้ฉันต้องตายอย่างไม่ยุติธรรมและยังไม่มีโอกาสใช้เงินรางวัล เพื่อชดใช้ความผิดฉันจะต้องได้เกิดใหม่พร้อมระบบที่สามารถสร้างอาชีพให้ฉันได้”
หญิงสาวชุดขาวนิ่งไปครู่หนึ่งพลางครุ่นคิดถึงข้อเรียกร้องที่หญิงสาวตรงหน้าร้องขอมา ทว่าเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้รอยยิ้มบาง ๆ ก็ปรากฏขึ้น
“ตกลง…ข้าจะทำตามข้อเรียกร้องทั้งสามของเจ้ามีสิ่งใดที่ต้องการอีกหรือไม่”
“ความจริงไหน ๆ ก็เกิดใหม่แล้วถ้าเป็นคนหน้าตาสวยจะขอบคุณมาก”
“ได้สิ”
“ถ้าได้ทั้งหมดตามที่ฉันขอไปงั้นก็ไม่ต้องการอะไรแล้ว”
“ถ้างั้นถึงเวลาบอกลาแล้ว ไป๋เสวี่ยหรงหลบตาสิ”
หมอกขาวเริ่มหมุนวนรอบตัวหลังจากไป๋เสวี่ยหรงหลับตาลง ความรู้สึกเหมือนทั้งร่างถูกดึงเข้าสู่ที่แห่งใหม่ก่อนที่สติของเธอจะดับวูบไปอีกครั้ง...
ครอบครัว ENDเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม โรงหมอที่จ้าวหว่านชิงตั้งใจสร้างก็เปิดต้อนรับผู้คนตามที่นางตั้งปณิธานไว้ เดิมทีมีเพียงแผ่นป้ายไม้เรียบง่ายแขวนหน้าประตู แต่บัดนี้กลับมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยชื่อเสียงความสามารถการรักษาของนางที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ในแต่ละวันคนเจ็บไข้เดินทางมาขอรับการรักษาจนแน่นขนัด สุดท้ายนางจำต้องออกประกาศอย่างเข้มงวดว่าจะรับผู้ป่วยเพียงยี่สิบรายต่อวัน เพื่อมิให้ตนเองหมดเรี่ยวแรงเสียก่อนเวลาอันควรภายในห้องตรวจเงียบสงบกลิ่นสมุนไพรอวลอยู่ทั่วอากาศ จ้าวหว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังบันทึกตำรับยารอคนไข้รายสุดท้ายของวันอย่างใจเย็นจังหวะนั้นเองเสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนอกประตู“ท่านแม่ ค่อย ๆ เดินนะขอรับ...”เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาจ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นจากพู่กันด้วยท่าทีเรียบขรึม แต่ถ้อยคำต้อนรับคนไข้ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปากเสียงก็ขาดหายลงกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษและหญิงชราที่นางคุ้นเคยในอดีตดวงตาคู่สวยพลันแข็งกร้าวในบัดดล“ทำไมถึงเป็นเจ้า!”ฉู่จิ่นหานก้าวเข้ามาพร้อมประคองมารดาใบหน้าแสดงความตกตะลึงยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อได้ว่าหมอเทวดาผู้เลื่องลือ
จะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาวใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมา
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [2/2]“ตะ…ใต้เท้ากู้! เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่…”ฉู่จิ่นหานถึงกับชะงักงัน ร่างสูงผู้ยืนตระหง่านตรงหน้าไม่เพียงทำให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด หากยังเป็นผู้มีอำนาจแม้ตนจะเป็นขุนนางแต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองแล้วก็ยังห่างชั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงความเหี้ยมโหดของกู้ฮ่าวเทียนมีหรือจะไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก!กู้ฮ่าวเทียนยืนนิ่ง ปลายคมเฉียบของกระบี่ยังคงจ่ออยู่ตรงลำคอของฉู่จิ่นหาน นัยน์ตาคมฉายแววดุดันดั่งคมดาบแฝงแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนรอบกายต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“ฉู่จิ่นหาน เจ้ากล้าวางแผนสังหารคนเพียงเพราะต้องการปกปิดความผิดของมารดาต่อหน้าต่อตาข้า…เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักหน่วงประหนึ่งสายฟ้าฟาดฉู่จิ่นหานหน้าถอดสีเข่าทั้งสองแทบทรุดลงกับพื้น เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งเพื่อขอความเมตตาด้วยรู้ดีว่าหากผู้บัญชาการกู้ลงมือจริง ๆ แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย“ข้า… ข้าไม่กล้าแล้ว!” เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอย่างอับจนหนทางกู้ฮ่าวเทียนก้าวเข้าหาอีกก้า
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [1/2]กู้ฮ่าวเทียนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้เก่า ร่างสูงเปียกชุ่มจากสายน้ำแต่แววตาคมกลับเย็นยะเยือกประหนึ่งคมดาบ เสียงตะโกนด่าทอของหญิงชราแว่วก้องท่ามกลางสายตาของเหล่าบ่าวรับใช้ที่จับจ้องมาอย่างตื่นตระหนก หากไม่ใช่เพราะจ้าวหว่านชิงยังอยู่ในห้องด้านหลังเขาคงยื่นมือไปบีบคอหญิงปากกล้าผู้นี้จนสิ้นใจคามือไปแล้ว“เจ้าเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุตรชายข้า!” น้ำเสียงแหลมตวาดก้อง หญิงชราเชิดหน้าด้วยความหยิ่งผยองราวกับตนถือสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือผู้ใดกู้ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพาดหลังมือ แววตาเปล่งประกายอาฆาตเย็นเยียบริมฝีปากเอื้อนเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น“เด็กคนนั้นตกน้ำข้าเพียงช่วยชีวิตนาง เจ้ามิเพียงไม่ขอบคุณแต่ยังบังอาจกล่าววาจาดูหมิ่นข้า…หรือว่าเจ้าเบื่อการมีชีวิตแล้ว?”ถ้อยคำเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศรอบกายขึงตึง หญิงชราผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกร่างสั่นสะท้านเผลอก้าวถอยหลังแต่ยังดึงหน้ากลบเกลื่อนความหวาดหวั่นไว้เชิดหน้าสวนกลับเสียงสั่นเครือ“คะ…คนต่ำต้อยเช่นเจ้ากล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรชายข้าเป็นใคร!”คำพูดโอห
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [2/2]ภายในห้องเล็กที่เย็นชืดจ้าวหว่านชิงเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์ให้บุตรสาวเรียบร้อย ร่างเล็กของซูเหยาเอนนอนอยู่บนเตียงเก่าใบหน้าน้อยซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวเปิดใช้ระบบหมอเทวดาตรวจอาการละเอียดถี่ถ้วน[กำลังตรวจวิเคราะห์….][ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ชีพจรเต้นอ่อน ปอดได้รับความกระทบกระเทือน และมีรอยฟกช้ำปรากฏหลายแห่งบนร่างกาย]หญิงสาวมองหน้าต่างของระบบด้วยหัวใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวถาโถมเมื่อเห็นคำว่าขาดสารอาหารและฟกช้ำปรากฏตรงหน้า แต่เพราะการรักษาบุตรสาวนั้นสำคัญกว่านางจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้[ตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้น.....][ระบบกำลังส่งใบสั่งยาไปให้ท่านกรุณารอสักครู่....]ไม่นานใบสั่งยาก็ปรากฏขึ้นบนมือของหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยมองใบสั่งยาก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะนี่ต้องใช้เวลาต้มยานานและบุตรสาวของนางอาการจะไม่ทรุดลงหรือ“ระบบในร้านค้ามียาที่สามารถทดแทนกันได้หรือไม่”ติ้ง![กำลังทำการตรวจสอบ....]ติ้ง![โอสถฟื้นฟูโลหิต]ระดับ : สูงสรรพคุณ : ฟื้นฟูโลหิต 80% ทันทีผลข้างเคียง : ไม่มี[ ราคา : 500 ค่าประสบการณ์ ]ติ้ง![โอสถประสานชีพจร]ระดับ
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [1/2]“ซูเหยา...ข้าต้องการให้ท่านยกซูเหยาให้ข้า” เสียงของจ้าวหว่านชิงหนักแน่นชัดเจน ราวกับคำขอนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางเฝ้ารอ“เจ้าคิดบ้าอันใด! ซูเหยาเป็นบุตรสาวของข้าจะยกให้อีกผู้ใดได้อย่างไร!”น้ำเสียงของฉู่จิ่นหานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งที่แทบไม่เคยมีความผูกพันกับเด็กน้อยนัก ทว่าเพียงเพราะนางคือสายเลือดของสกุลฉู่เขาย่อมไม่อาจยกให้ไปง่าย ๆ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาต้องการลบออกจากชีวิตจ้าวหว่านชิงมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ความแปลกใจผุดวาบขึ้นในใจฉู่จิ่นหานหวงแหนซูเหยามากถึงเพียงนี้หรือ....แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดจาต่อเสียงวุ่นวายจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างตระหนก“ช่วยด้วย! คุณหนูซูเหยาตกน้ำ!”หัวใจของจ้าวหว่านชิงร่วงวูบนางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปรีบผุดลุกแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที แม้เสียงเรียกห้ามของฉู่จิ่นหานจะดังตามหลังมานางก็หาได้หันกลับไปมองไม่เมื่อมาถึงสระน้ำก็พบเหล่าบ่าวรับใช้ยืนแตกตื่นล้อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กหญิงร่างน้อยนอนหมดสติอยู่บนพื้นร่างเปียกปอนจนหนาวสั่นข้างกายมีร่างสูงใหญ่ข







