แชร์

บทที่ 8: กล้าหนีข้าไปงั้นรึ

ผู้เขียน: แคลร์ออสติน
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-17 20:16:08

บทที่ 8: กล้าหนีข้าไปงั้นรึ

วินาทีนั้น... เสียงรอบกายพลันเงียบงันราวกับกาลเวลาถูกหยุดนิ่ง

ความหนาวเหน็บสายหนึ่งแล่นปราดจากฝ่าเท้าขึ้นมาเกาะกุมดวงใจจนสั่นสะท้าน คำว่า ‘ความแตก’ วนเวียนอยู่ในห้วงความคิดซ้ำไปซ้ำมาราวกับกงล้อที่มิอาจหยุดยั้ง แต่ทว่า... สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของนางสู้ชีวิตทำงานรวดเร็วยิ่งกว่าสติสัมปชัญญะ

จะยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!

ขืนพยักหน้ายอมรับในยามนี้ เท่ากับนางเดินเข้าคุกหลวงด้วยเท้าตนเอง หรือมิเช่นนั้นอาจถูกบั่นคอทิ้งเสียตรงนี้ให้กลายเป็นผีเฝ้าหอ!

มู่หลานสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความตระหนก ปรับเปลี่ยนแววตาที่สั่นไหวให้กลายเป็นแววตาหวานเชื่อม หยาดเยิ้มไปด้วยจริตมารยาแห่งอิสตรีที่เพียรฝึกปรือมาจากสำนักโคมเขียว ริมฝีปากอิ่มสีชาดยกยิ้มยั่วยวน พลางขยับกายเข้าไปแนบชิดร่างสูงใหญ่อย่างใจกล้าบ้าบิ่น

“ท่านอ๋องกล่าวอันใดหรือเจ้าคะ...”

นางหัวเราะเสียงใส ฟังดูไร้เดียงสาปนขบขัน “นักฆ่ากระนั้นหรือ? มือของข้าน้อยนุ่มนิ่มเพียงนี้ วันๆ จับเป็นแต่พู่กันเขียนคิ้วและดีดสายพิณ... จะไปมีเรี่ยวแรงจับดาบไล่เข่นฆ่าผู้ใดได้เล่าเจ้าคะ”

ปลายนิ้วเรียวสวยกรีดกรายไปตามแผงอกแกร่งของบุรุษตรงหน้าอย่างอ้อยอิ่ง ลากไล้แผ่วเบาราวกับจะเชิญชวนให้เขาลิ้มลองสัมผัส

“หรือว่าท่านอ๋อง... จะมีรสนิยมชมชอบการ ‘สมมติบทบาท’ เจ้าคะ? ท่านโปรดปรานสตรีที่ดูดุดันและอันตรายเยี่ยงนั้นหรือ?”

นางช้อนตาขึ้นมองเขา ส่งสายตาเชื้อเชิญอย่างเปิดเผย หวังเพียงให้จริตจะก้านที่เกินงามนี้ทำให้เขาลังเลและปักใจเชื่อว่า นางเป็นเพียงหญิงงามเมืองที่เจนจัดในสนามรัก มิใช่ยอดฝีมือที่เขาตามหา

“เป็นเช่นนั้นหรือ...”

จวิ้นเจี๋ยเอ่ยเสียงทุ้มต่ำในลำคอ มุมปากหยักกระตุกยิ้มลึกลับที่ยากจะคาดเดาความหมาย

หมับ!

วงแขนแกร่งประดุจคีมเหล็กรวบเอวคอดกิ่วของมู่หลาน ดึงรั้งร่างบางให้เข้ามาปะทะกับแผงอกกว้างอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนนางมิทันได้ตั้งตัว

“ว้าย! ท่านอ๋อง!”

มู่หลานอุทานเสียงหลง แสร้งทำเป็นตื่นตระหนกตกใจดุจกระต่ายตื่นตูม ทว่าภายในใจกลับกรีดร้องลั่น... กรี๊ด! ไอ้บ้ากามนี่มันเอาจริงเว้ย!

จวิ้นเจี๋ยมิเปิดโอกาสให้นางดิ้นรนหลบหนี เขาโน้มใบหน้าคมคายลงมาใกล้ ปลายจมูกโด่งคมสันซุกไซ้ลงที่ซอกคอขาวผ่อง สูดดมกลิ่นกายหอมกรุ่นเฉพาะตัวที่เขาโหยหามาตลอดหลายราตรี

กลิ่นหอมลึกลับของบุปผาป่า... กลิ่นเดียวกับในคืนนั้น...

“หอม...”

เขากระซิบเสียงพร่าชิดผิวเนื้อนุ่ม ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดจนขนอ่อนนางลุกชัน

ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็ตอบสนองอย่างรุนแรง... ความรู้สึกร้อนรุ่มที่ห่างหายไปนานปีตื่นเพริดขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง โลหิตสูบฉีดพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย โดยเฉพาะเบื้องล่างที่เคยหลับใหลตายด้าน บัดนี้มันกลับแข็งขึงและปวดหนึบด้วยแรงปรารถนาที่จะครอบครองสตรีในอ้อมแขน

ไม่ผิดแน่... นางคือ ‘ยาถอนพิษ’ เพียงหนึ่งเดียวของเขา!

“นายท่าน... ปล่อยข้าน้อยเถิดเจ้าค่ะ”

น้ำเสียงของมู่หลานเริ่มสั่นเครือ ครานี้มิใช่การแสดงแต่เป็นความหวั่นเกรงจริงๆ “ข้าบอกแล้วว่า... ข้ามิขายเรือนร่าง”

นางพยายามขืนกายออก ใช้ฝ่ามือดันแผงอกเขาไว้ ครั้นจะใช้วรยุทธ์ซัดฝ่ามือใส่เขา ก็เท่ากับประกาศตัวว่าเป็นนักฆ่า นางจึงได้แต่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในกรงแขนเหล็กอย่างจนตรอก

“มิขายเรือนร่าง?”

จวิ้นเจี๋ยแค่นหัวเราะในลำคอ นัยน์ตามังกรฉายแวววาวโรจน์ด้วยความหวงแหนและต้องการอย่างปิดไม่มิด

“เจ้าคิดว่าข้าทุ่มเททองคำถึงหนึ่งพันตำลึง... เพียงเพื่อมานั่งฟังเจ้าดีดพิณกล่อมข้านอนเยี่ยงนั้นรึ?”

มือหนาเลื่อนขึ้นมาสัมผัสพวงแก้มเนียน ก่อนจะไล้ลงมาคลึงที่ริมฝีปากอิ่มอย่างถือสิทธิ์

“ข้าจ่ายเพื่อซื้อความสุข... และคืนนี้ เจ้าต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว”

สิ้นคำประกาศิต ริมฝีปากร้อนผ่าวก็บดขยี้ลงมาบนกลีบปากนุ่มของนางอย่างเอาแต่ใจและหนักหน่วง มู่หลานเบิกตากว้าง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ สัมผัสของเขารุนแรง รุกเร้า และเรียกร้องจนนางแทบสำลักลมหายใจ ปลายลิ้นร้อนชื้นแทรกเข้ามาควานหาความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างหิวกระหาย ราวกับคนอดอยากที่เพิ่งได้พานพบแหล่งน้ำทิพย์กลางทะเลทราย

ไอ้บ้ากาม! ไอ้คนฉวยโอกาส!

มู่หลานได้แต่ก่นด่าบุรุษตรงหน้าในใจด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อน ทว่าร่างกายเจ้ากรรมกลับทรยศ อ่อนระทวยดั่งขี้ผึ้งลนไฟไปกับสัมผัสอันวาบหวิวที่เขาปรนเปรอให้

ฝ่ามือหนาของจวิ้นเจี๋ยเริ่มซุกซนไม่อยู่นิ่ง ปลดสายคาดเอวของนางออกอย่างชำนาญราวกับทำมานับพันครั้ง สาบเสื้อตัวนอกแยกออกจากกัน เผยให้เห็นเนินอกขาวผ่องนวลเนียนที่กระเพื่อมไหวตามแรงหายใจหอบถี่

“อื้อ...”

มู่หลานส่งเสียงครางประท้วงในลำคอ พยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะที่กำลังกระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง

ไม่ได้การ! ขืนปล่อยตัวปล่อยใจจนเสียทีให้หมอนี่ ภารกิจมีหวังพังพินาศยับเยินแน่!

ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นไปด้วยเปลวเพลิงแห่งราคะ สัญชาตญาณนักฆ่าอันเฉียบคมของมู่หลานก็กรีดร้องเตือนภัยขึ้นมาเสียก่อน!

จิตสังหาร!

มิใช่จากจวิ้นเจี๋ย... แต่เป็นจิตสังหารอำมหิตที่พุ่งตรงมาจากความมืดนอกหน้าต่าง!

ฟิ้ว!

เสียงแหวกอากาศดังหวีดหวิวบาดหู มู่หลานตอบสนองไวกว่าความคิด นางออกแรงผลักแผงอกของจวิ้นเจี๋ยจนสุดตัว พร้อมกับเบี่ยงกายหลบอย่างรวดเร็ว

ฉึก!

ลูกธนูดอกยาวพุ่งทะลุฉากกั้นไม้ ปักเข้าที่เสาเตียงตรงตำแหน่งที่ศีรษะของจวิ้นเจี๋ยเคยอยู่เมื่อครู่อย่างแม่นยำ หางลูกธนูยังคงสั่นระริกบ่งบอกถึงพละกำลังของผู้ยิง

มู่หลานลอบกลืนน้ำลายลงคอ... หากเมื่อครู่นางมิผลักเขาออก ป่านนี้ศีรษะท่านอ๋องคงกลายเป็นลูกชิ้นปิ้งเสียบไม้ไปแล้ว!

“ผู้ใดบังอาจ!”

จวิ้นเจี๋ยคำรามลั่นก้องห้อง อารมณ์วาบหวามเมื่อครู่มอดดับลงในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยเพลิงโทสะและสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ถูกรบกวนเวลาล่าเหยื่อ

เพล้ง!

บานหน้าต่างไม้ฉลุถูกถีบพังเข้ามาจนเศษไม้ปลิวว่อน พร้อมกับร่างของกลุ่มคนชุดดำปิดหน้าอาวุธครบมือกว่าสิบคนกระโจนเข้ามาภายในห้อง กลิ่นอายรังสีอำมหิตคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

“สังหารอ๋องจวิ้นเจี๋ย! อย่าให้มันเหลือรอด!”

หัวหน้านักฆ่าตะโกนสั่งการเสียงเหี้ยมเกรียม

มู่หลานรีบดึงสาบเสื้อที่หลุดลุ่ยให้กลับมาเข้าที่อย่างทุลักทุเล นางมองสถานการณ์วุ่นวายตรงหน้าด้วยความรู้สึกระอาใจจนถึงขีดสุด

จะมาฆ่ากันตอนไหนไม่มา... ดันมาตอนที่เสื้อผ้าข้ากำลังจะหลุดเนี่ยนะ! บัดซบจริงๆ!

เคร้ง! เคร้ง!

เสียงคมดาบปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว เศษไม้ฉลุและแจกันลายครามราคาแพงระยับแตกกระจายเกลื่อนพื้น

มู่หลาน ทรุดฮวบลงไปกองอยู่กับพื้น ร่างบางแสร้งทำเป็นหวาดกลัว

นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย!

นางลอบมองเงาร่างสีดำทมิฬที่พุ่งเป้าโจมตีเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง นำทีมโดยสตรีรูปร่างคุ้นตาที่นางจดจำได้แม่นยำแม้จะปิดบังใบหน้ามิดชิด... หงเหลียน!

ยัยบ้าดอกบัวเน่านั่นเอาจริงหรือนี่!

มิหนำซ้ำดูเหมือนเป้าหมายจะมิใช่เพียงแค่ อ๋องจวิ้นเจี๋ย เพียงผู้เดียวเสียแล้ว เพราะคมดาบของหงเหลียนตวัดเฉี่ยวคอหอยนางไปหลายรอบชนิดที่กะเอาให้ตายตกไปตามกัน

จะเล่นแบบนี้ใช่ไหม! มู่หลานกัดฟันกรอด พยายามส่งสายตาอำมหิตไปให้คู่แข่ง 'หยุดเดี๋ยวนี้นะยัยบ้า! เดี๋ยวก็ซวยกันหมดหรอก!'

ทว่าหงเหลียนกลับทำเมินเฉย แววตาที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้าฉายแววอาฆาตแค้นชัดแจ้ง

‘ตายเสียเถอะมู่หลาน! วันนี้ข้าจะกวาดล้างทั้งท่านอ๋องและเจ้าไปพร้อมกัน เพื่อตำแหน่งอันดับหนึ่งของข้า!’

“กรี๊ด! ช่วยข้าน้อยด้วยเจ้าค่ะ!”

มู่หลานแสร้งกรีดร้องเสียงหลง พลิกตัวหลบคมดาบอย่างทุลักทุเลในสายตาผู้อื่น ทว่าแท้จริงแล้วมันคือการคำนวณองศาการหลบหลีกระดับเซียน นางกลิ้งตัวหลบเข้าไปหลังเสาต้นใหญ่ หวังจะอาศัยจังหวะชุลมุนนี้ชิ่งหนีออกไปให้พ้นทาง

แต่ทว่า... ความซวยยังมิจบสิ้น

หมับ!

ฝ่ามือแข็งแกร่งประดุจคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของนางไว้แน่น ก่อนจะออกแรงกระชากร่างน้อยให้เซถลาดกลับเข้ามาอยู่ในรัศมีป้องกันของเขา

“อยู่ข้างหลังข้า!”

จวิ้นเจี๋ยตะโกนสั่งเสียงเข้มดุดัน วงแขนข้างหนึ่งโอบรัดเอวของนางไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างคว้ากระบี่จากพื้นขึ้นมาตวัดรับการโจมตีของนักฆ่านับสิบได้อย่างน่าอัศจรรย์

ปล่อย...! จะดึงข้าไว้ทำไม! มู่หลานแทบอยากจะร้องไห้

นางพยายามบิดข้อมือออก พยายามส่งสัญญาณทางสายตาบอกเขาว่า ‘ทิ้งข้าไว้เถอะ ข้าดูแลตัวเองได้! ปล่อยข้าไปเถอะ!’

แต่ทว่าจวิ้นเจี๋ยกลับยิ่งบีบรัดนางแน่นขึ้น ราวกับกลัวว่าหากคลายมือเพียงเสี้ยววินาที สตรีผู้นี้จะเลือนหายไปตลอดกาล!

‘ฝากไว้ก่อนเถอะหงเหลียน! แค้นนี้ต้องชำระแน่!’

มู่หลานคาดโทษในใจด้วยความเดือดดาล สถานการณ์เบื้องหน้าเริ่มเลวร้ายลงทุกขณะ จวิ้นเจี๋ยจำต้องแบ่งสมาธิมาปกป้องนางที่แสร้งทำตัวอ่อนแอ ทำให้เขาเสียเปรียบศัตรูอย่างเห็นได้ชัด

ฉับพลันนั้น คมดาบสังหารของหงเหลียนก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามา หมายจะทะลวงขั้วหัวใจของมู่หลานให้ดับดิ้น!

ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง...

ฟึ่บ!

เงาร่างหนึ่งในอาภรณ์บุรุษสีเทาพุ่งแทรกเข้ามากลางวงล้อม

“ส่งนางมา!”

น้ำเสียงดัดห้าวทว่าคุ้นหูดังขึ้น ซูเจิน ในคราบคุณชายเจ้าสำราญนักเที่ยว ใช้วรยุทธ์ซัดสันมือกระแทกเข้าที่จุดชีพจรข้อมือของจวิ้นเจี๋ยอย่างจัง ทำให้เขาเผลอคลายมือออกจากเอวของมู่หลานด้วยความชาหนึบ

ซูเจินมิรีรอให้เสียโอกาส คว้าข้อมือมู่หลานแล้วกระชากร่างบางออกมาจากวงล้อมสังหารในทันที

“ไปเร็ว!”

“ขอบใจมากน้องพี่!”

มู่หลานกระซิบตอบเสียงเบา ก่อนจะรีบสับเท้าวิ่งตามลูกน้องคนสนิท หนีหายเข้าไปกลมกลืนกับฝูงชนที่กำลังแตกตื่นโกลาหลเบื้องล่าง

เมื่อพันธนาการอันอ่อนนุ่มหลุดลอยไป... และไร้ซึ่งตัวถ่วงให้ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง

บรรยากาศรอบกายของ อ๋องจวิ้นเจี๋ย พลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...

จากผู้ที่ถูกไล่ล่า... บัดนี้กลับกลายเป็น ‘ผู้ล่า’ อย่างเต็มตัว

“พวกสวะ...”

เขาคำรามในลำคอด้วยสุ้มเสียงที่ดังมาจากขุมนรก แววตาที่เคยทอประกายห่วงใยสตรีเมื่อครู่ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจโลหิต รังสีอำมหิตที่ถูกเก็บกดไว้ระเบิดออกมา จนหงเหลียนและพรรคพวกถึงกับชะงักฝีเท้า ขนลุกชันด้วยความหวาดกลัว

“ฆ่า... ฆ่ามัน!”

หงเหลียนตะโกนสั่งเสียงสั่นพร่า พยายามเรียกขวัญกำลังใจที่กระเจิงหายไปกลับคืนมา

ทว่า... ทุกอย่างมันสายเกินไปเสียแล้ว

ฉัวะ!

จวิ้นเจี๋ยพุ่งทะยานเข้าหาศัตรูราวกับพายุคลั่ง กระบี่ในมือตวัดวาดลวดลายอย่างรวดเร็ว โหดเหี้ยม และไร้ซึ่งความปรานี ทุกการเคลื่อนไหวคือหนึ่งชีวิตที่ร่วงหล่น ทุกการตวัดดาบคือการตัดสินชะตา

เลือดสีสดสาดกระเซ็นย้อมห้องหรูหราให้กลายเป็นโรงฆ่าภายในพริบตาเดียว!

เคร้ง! เคร้ง! ฉึก!

ทันใดนั้น เหล่า ‘องครักษ์เงา’ ที่ซ่อนเร้นกายอยู่ในความมืดก็พังหน้าต่างและประตูเข้ามาสมทบดุจฝูงมัจจุราช พวกเขาไล่สังหารและปลิดชีพนักฆ่าที่เหลือจนสิ้นซากภายในชั่วพริบตา

หงเหลียนที่เห็นท่าไม่ดี ตระหนักได้ทันทีว่านางประเมินเป้าหมายต่ำเกินไป... และบัดนี้ นางพ่ายแพ้แล้ว!

หญิงสาวขบกรามแน่น เตรียมจะปฏิบัติตามกฎเหล็กของพรรคทมิฬ... นั่นคือการปลิดชีพตนเองเพื่อรักษาความลับ

นางเผยอปากขึ้น เตรียมจะขบฟันกรามซี่ในสุดที่ฝังยาพิษร้ายแรงเอาไว้ให้แตกคาปาก

พลั่ก!

“อย่าได้หวังว่าจะตายได้โดยง่าย!”

น้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งของ ‘มั่วเหยียน’ หัวหน้าองครักษ์คนสนิทของจวิ้นเจี๋ยดังขึ้นก้อง ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้ามาประชิดตัวราวกับภูตพราย มือแกร่งคว้าเข้าที่ขากรรไกรของหงเหลียนแล้วบีบอย่างแรงจนกระดูกส่งเสียงลั่น บังคับให้นางต้องอ้าปากค้างด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

นิ้วแข็งแกร่งล้วงเข้าไปกระชากเม็ดยาพิษออกมาจากปากของนางอย่างรวดเร็วและชำนาญ ก่อนจะสับสันมือเข้าที่ท้ายทอยเต็มแรง

ตุบ!

ร่างของหงเหลียนร่วงลงกระแทกพื้น สลบเหมือดไปในทันทีโดยมิอาจขัดขืน

สิ้นเสียงศาสตราวุธปะทะกัน ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวก็เข้าปกคลุมห้องหรูหรา ที่บัดนี้แปรสภาพกลายเป็นลานประหารชุ่มโลหิต

จวิ้นเจี๋ยยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากศพศัตรูที่นอนเกลื่อนกลาด ลมหายใจหอบกระเส่าเพียงเล็กน้อยบ่งบอกถึงโทสะที่เพิ่งถูกระบายออกไป อาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำเงินเข้ม บัดนี้ถูกย้อมจนชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีชาด ดูราวกับเทพสงครามผู้กระหายเลือด

ทว่า... นัยน์ตาพยัคฆ์คู่คมกริบกลับมิได้สนใจผลงานสังหารตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย หากแต่รีบกวาดสายตาสอดส่ายไปทั่วทิศ เพียงเพื่อค้นหาเงาร่างของสตรีหนึ่งเดียวที่เขาถวิลหาในยามนี้

“นางหายไปไหน...”

เขาเอ่ยถามเสียงต่ำพร่า ฟังดูน่าหวาดหวั่นเสียยิ่งกว่าตอนลงมือเข่นฆ่าผู้คน

“แม่นางคนนั้น... อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีไปแล้วพะยะค่ะท่านอ๋อง” มั่วเหยียนก้มหน้ารายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

จวิ้นเจี๋ยกำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความหงุดหงิดพุ่งพล่านขึ้นมาจุกอก

“เอานังนักฆ่าผู้นี้กลับไปขังที่คุกใต้ดิน... ทรมานมันจนกว่ามันจะยอมคายความลับออกมาว่าใครเป็นผู้บงการ!”

เขาชี้ปลายกระบี่เปื้อนเลือดไปที่ร่างไร้สติของหงเหลียน ก่อนจะตวาดสั่งการดังกึกก้อง

“ส่วนเจ้า... ไปตามหานางโลมผู้นั้นให้เจอ! พลิกแผ่นดินหาก็ต้องลากตัวนางมาให้ข้าให้จงได้!”

นัยน์ตาคมกริบทอประกายวาวโรจน์ด้วยแรงอารมณ์ที่ยากจะจำแนก ระหว่างความแค้นเคืองและความปรารถนา

กล้าหนีข้าไปงั้นรึ... อย่าให้ข้าจับได้นะแม่ตัวดี!

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 19 'ตุ๊กตาไม้' ที่ว่างเปล่าไร้หัวใจ

    บทที่ 19บรรยากาศภายในห้องหนังสืออันกว้างขวางในยามสาย ช่างน่าอึดอัดและตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก"เคร้ง!"เสียงวัตถุกระทบแท่นหินดังสนั่น อ๋องจวิ้นเจี๋ย กระแทกพู่กันราคาแพงในมือลงบนแท่นฝนหมึกอย่างแรงด้วยโทสะ จนน้ำหมึกสีดำสนิทสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระดาษราชการจนเสียหายความหงุดหงิดงุ่นง่านที่สะสมมาหลายวัน เริ่มพุ่งสูงขึ้นจนแตะขีดสุดประดุจลาวาที่พร้อมปะทุสายตาคมกริบตวัดมองสตรีในชุดองครักษ์สีดำทะมัดทะแมง ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆมู่หลาน ยืนหลังตรงแน่ว แผ่นหลังเหยียดตึง ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ สายตามองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ราวกับนางไม่ได้อยู่ที่นั่นหลายวันมานี้... นางทำตัวเหมือน 'ตุ๊กตาไร้จิตใจ' ไม่มีผิด!แม้แต่ยามค่ำคืน... ยามร่วมอภิรมย์บนเตียงที่เขามอบความเร่าร้อนให้ถึงเพียงไหน นางก็ตอบสนองเพียงแค่ร่างกาย... แต่ทว่าแววตาของนางกลับว่างเปล่า ล่องลอย และไร้ความรู้สึกนางยืนอยู่ข้างกายเขาแท้ๆ ... ใกล้จนสัมผัสลมหายใจได้ แต่เขากลับรู้สึกว่านางอยู่ห่างไกลเหลือเกิน ราวกับนางได้ขังจิตวิญญาณของตัวเองเอาไว้ในที่ที่เขาเอื้อมมือไปไม่ถึงความห่างเหินนี้... มันช่างกวนใจเขาจนทำงานทำการไม่ได้!"ออกไ

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 18 จบแล้วสินะ... หน้าที่ของยาถอนพิษในคืนนี้

    บทที่ 18มู่หลานก้าวเท้าเดินออกมาจากเรือนไม้หลังเล็กอย่างเชื่องช้า... ราวกับวิญญาณที่หลุดลอยออกจากร่างทุกย่างก้าวที่ย่ำลงบนทางเดินหินขรุขระ ช่างหนักอึ้งเหมือนมีตะกั่วพันชั่งมาถ่วงขาเอาไว้ สมองของนางเอาแต่วนเวียนคิดถึงคำพูดของซูเจิน และความลับสวรรค์ที่นางเพิ่งได้รับรู้มาหมาดๆนางพยายามจะแค่นหัวเราะออกมา... พยายามคิดเสียว่ามันเป็นเรื่องตลกขบขัน เป็นพล็อตนิยายแฟนตาซีสุดเพี้ยนที่นางบังเอิญหลุดเข้ามาเจอแต่ทว่า... ภายในอกข้างซ้ายกลับรู้สึกเจ็บแปลบ ราวกับมีเข็มพิษนับพันเล่มทิ่มแทงความจริงที่ตีแสกหน้าทำให้นางตาสว่างวาบ...สิ่งที่ อ๋องจวิ้นเจี๋ย ปฏิบัติต่อนางมาโดยตลอด... ความหวงแหนที่แสดงออก... ความเอาใจใส่ในยามเจ็บป่วย... หรือแม้แต่อ้อมกอดที่อบอุ่นอ่อนโยนเมื่อครู่นั้น...ทั้งหมดทั้งมวล... มิใช่เพราะความรัก หรือความพิศวาสในตัวนางแต่อย่างใดมันเป็นเพียงเพราะ 'ผลประโยชน์' ล้วนๆเขาแค่ต้องการร่างกายของนางเพื่อรักษาพิษร้ายของตนเอง... นางเป็นเพียง 'ยาถอนพิษที่มีชีวิต' ที่เขาจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ทิ้งขว้างไม่ได้... ก็เท่านั้นเอง"โง่จริงมู่หลาน... เธอนี่มันโง่บัดซบ"นางพึมพำด่าทอตัวเองด้วยความสมเ

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 17 ผู้ที่พ่ายแพ้ในกระดานนี้ ก็ยังคงเป็นนางอยู่ดี!

    บทที่ 17เงาร่างสูงใหญ่ของ มั่วเหยียน ยืนนิ่งสงบจนแทบจะกลืนไปกับความมืดมิดของรัตติกาล ที่ระเบียงด้านนอกเรือนไม้หลังเล็ก ลมหายใจของเขาแผ่วเบาและสม่ำเสมอจนแทบจับสัมผัสไม่ได้บทสนทนาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและคำสัตย์สาบานระหว่างสตรีสองนางในห้อง ลอดผ่านผนังไม้บางๆ เข้ามาสู่โสตประสาทของยอดฝีมือเช่นเขาอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ...ทุกประโยคที่พวกนางเอื้อนเอ่ย... ปราศจากแผนการร้าย... ไร้ซึ่งความอาฆาตมาดร้ายต่อนายเหนือหัว...มีเพียงความรัก ความผูกพันอันลึกซึ้ง และคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นว่า 'จะอยู่และตายพร้อมกัน'หัวใจที่เคยด้านชาและแข็งแกร่งดุจศิลา จากการกรำศึกและฆ่าฟันผู้คนมาครึ่งค่อนชีวิต กลับรู้สึกสั่นไหวอย่างประหลาดความภักดีที่ยอมแลกด้วยชีวิต... ช่างเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งและน่าสะเทือนใจนักในยุทธภพที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลังมั่วเหยียนหลับตาลงชั่วครู่ ขับไล่ความรู้สึกอ่อนไหวที่ไม่ควรมีทิ้งไป ก่อนจะเร้นกายหายวับไปในความมืด มุ่งหน้าสู่ห้องทรงอักษรเพื่อรายงานนายเหนือหัวภายในห้องหนังสืออันเงียบสงัด มีเพียงเสียงเปลวเทียนปะทุเบาๆอ๋องจวิ้นเจี๋ย นั่งฟังรายงานจากหัวหน้าองครักษ์คนสนิทด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 16 ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอท่านอีก

    บทที่ 16ณ เรือนไม้หลังเล็กที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวอยู่บริเวณท้ายจวนอ๋อง...บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด วังเวง ทว่าแฝงไปด้วยความตึงเครียดเข้มข้นจากบรรดา 'องครักษ์เงา' ฝีมือฉกาจนับสิบชีวิตที่ซ่อนเร้นกายอยู่ตามมุมมืดและแมกไม้ คอยเฝ้าระวังความปลอดภัยดุจตาข่ายฟ้าที่ไม่มีวันยอมให้มดสักตัวเล็ดลอดผ่านเข้าไปได้มั่วเหยียน วางร่างที่ไร้สติของ ซูเจิน ลงบนเตียงตั่งอย่างระมัดระวังตามบัญชาของท่านอ๋อง ก่อนจะส่งสัญญาณเรียกบ่าวรับใช้หญิงเข้ามาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และเช็ดตัวให้แก่นาง เพื่อชำระล้างคราบโลหิตและฝุ่นโคลนจากการต่อสู้เสี่ยงตายเมื่อครู่เวลาผ่านไปชั่วก้านธูปมอดไหม้...เมื่อสาวใช้จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นและถอยฉากออกไปอย่างรู้งาน มั่วเหยียนจึงก้าวเท้าหนักแน่นกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งร่างสูงใหญ่ในชุดองครักษ์สีดำสนิท ยืนกอดอกพิงเสาไม้ต้นใหญ่ที่มุมห้อง สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อจ้องมองไปยังสตรีที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงไม่วางตาบัดนี้... คราบเพชฌฆาตเปื้อนเลือดได้เลือนหายไปจนสิ้น...หลงเหลือเพียงดรุณีน้อยใบหน้าจิ้มลิ้มเกลี้ยงเกลา ผิวพรรณขาวซีดทว่านวลเนียนดุจหิมะแรกฤดู อาภรณ์สีอ่อนสะอาดตาที่สวมใส่ขั

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 15

    บทที่ 15ทันทีที่ล้อรถม้าบดเบียดกับพื้นหินหน้าจวนอ๋องจนหยุดสนิทบรรยากาศภายในจวนดูเคร่งขรึมขึ้นทันตา พ่อบ้านชราและเหล่าบ่าวไพร่ที่ตั้งแถวรอรับเสด็จต่างพากันก้มหน้ามองพื้นต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของ อ๋องจวิ้นเจี๋ย ที่กำลังประคองร่างของแม่นางมู่หลานลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอมมู่หลานก้มหน้างุด ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความขัดเขิน ยิ่งเขาแสดงออกว่าใกล้ชิดสนิทสนมกับนางต่อหน้าธารกำนัลมากเท่าไหร่ นางยิ่งวางตัวไม่ถูกมากเท่านั้น นางพยายามขืนตัวออกจากการเกาะกุมของเขาเบาๆ"หม่อมฉันเดินเองได้เพคะ..."นางกระซิบเสียงอ้อมแอ้ม ยอมรับตามตรงว่าการต้องมาอยู่เคียงข้างเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ ทำให้นางประหม่าจนทำตัวไม่ถูก ยิ่งบางครั้งเผลอพูดจาห้วนๆ ไร้สัมมาคารวะกับเขาไปด้วยความเคยชิน แต่ก็นับว่าเป็นโชคมหาศาลที่จวิ้นเจี๋ยไม่เคยถือสาหาความจวิ้นเจี๋ยกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์... แปลกนัก ยิ่งนางพยายามผลักไสหรือขัดขืน เขากลับยิ่งอยากเอาชนะและดึงนางเข้ามาให้แนบชิดกว่าเดิมพรึ่บ!"ว้าย!"มู่หลานหลุดเสียงร้องด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ ร่างสูงสง่าก็ช้อนร่างของนางลอยหวือขึ้นจากพื้นใน 'ท่าอุ้มเจ้าสาว'

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 14 รีบๆ ไปหาตัวจริงของท่านซะเถอะเจ้าค่ะท่านอ๋อง

    บทที่ 14 แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมากระทบแนวหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกตของร้านรวงในเมืองหลวง สะท้อนประกายระยิบระยับล้อแสงแดดราวกับเกล็ดมังกรที่กำลังเริงระบำ นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ มู่หลาน ถูกแต่งตั้ง (แกมบังคับ) ให้ดำรงตำแหน่ง 'องครักษ์ส่วนตัว' ที่นางได้รับอนุญาตให้ออกมาเปิดหูเปิดตาเดินดูโลกภายนอก ...แม้จะต้องเดินตามหลังเขาต้อยๆ ในฐานะผู้ติดตามก็ตามเถอะ ดวงตากลมโตภายใต้หมวกสานปีกกว้างกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ 'ตลาดตงซื่อ' ย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดและเจริญที่สุดในเมืองหลวงช่างคึกคักและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่วางขายสินค้านานาพรรณ ตั้งแต่ผ้าไหมเนื้อดีจากแดนใต้ เครื่องเคลือบดินเผาลวดลายวิจิตรบรรจง เครื่องเทศที่ส่งกลิ่นหอมฉุนเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงขนมหวานนานาชนิดที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าแข่งกับเสียงดนตรีเปิดหมวก ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ โอ้โห... นี่มัน สยามพารากอน เวอร์ชันจีนโบราณชัดๆ! มู่หลานลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื๊อก เมื่อเดินผ่านร้านซาลาเปาไส้หมูแดงที่ควันฉุย นางอยากจะแวะซื้อสักลูกมาประทังความหิว แต่ทว่า...

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status