แชร์

บทที่ 7: ใครแพ้ต้องเห่าเหมือนหมา

ผู้เขียน: แคลร์ออสติน
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-17 20:15:30

บทที่ 7: ใครแพ้ต้องเห่าเหมือนหมา

เสียงปรบมือเกรียวกราวและสุ้มเสียงโห่ร้องชื่นชมค่อยๆ แผ่วจางลง ยามที่ม่านไหมผืนหนาปิดตัวลงสนิทเพื่อสิ้นสุดการแสดง

มู่หลาน ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก ทันทีที่พ้นจากสายตาผู้ชมบนเวที นางก็แทบจะโยนมาดนางพญาผู้สูงศักดิ์ทิ้งไปในทันที ไหล่บางห่อลงด้วยความเหนื่อยล้าเกินจะกล่าว

การที่ต้องมานั่งกรีดนิ้วบนสายพิณ พร้อมกับปั้นหน้าส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้บุรุษนับร้อยนี่มันช่างบั่นทอนกำลังกายยิ่งกว่าการกวัดแกว่งอาวุธเสียอีก!

“หึ... แสดงได้มิเลวนี่”

เสียงแหลมสูงที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง มิต้องหันไปมองนางก็รู้ซึ้งว่าเป็นผู้ใด หงเหลียน เดินนวยนาดเข้ามาใกล้ ใบหน้าสวยเฉี่ยวยังคงเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มักใช้ประดับกายอยู่เป็นนิจ

“ทว่า... สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการแสดงเห็นจะเป็นแขกผู้ทรงเกียรติในเขตพิเศษแถวหน้าสุดมากกว่า” หงเหลียนจีบปากจีบคอเอ่ย สายตาฉายแววท้าทายอย่างไร้ปิดบัง “ข้าเห็นนะ... อ๋องจวิ้นเจี๋ย เป้าหมายที่เจ้าเพิ่งจะทำภารกิจล้มเหลวมิเป็นท่า นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงนั้น”

มู่หลานกรอกตามองบนด้วยความระอาในใจ... เออ เห็นแล้วย่ะ!

“แล้วอย่างไร?” มู่หลานถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มิแสดงอาการหวั่นไหว

“ก็มิได้เป็นอย่างไร...” หงเหลียนขยับเข้ามาใกล้ กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงยั่วยุ “เพียงแค่อยากจะถามว่า... สนใจให้ข้าช่วยจัดการ ‘เก็บงาน’ ให้หรือไม่? ในเมื่อเจ้ามันไร้น้ำยา ข้าผู้นี้จะเป็นคนเด็ดหัวมันมาเซ่นสังเวยสำนักเอง คืนนี้ช่างเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่งนัก”

มู่หลานได้ฟังดังนั้น ในใจก็แทบจะจุดพลุฉลองรัวๆ

เอาเลยจ้ะแม่คุณ! เชิญตามสบายเลย! หากหล่อนคิดว่าไอ้ปีศาจหน้าหล่อคนนั้นมันเคี้ยวง่ายนักก็เชิญไปตายแทนฉันได้เลย ฉันยินดีเป็นอย่างยิ่ง!

ทว่าแม้ในใจจะกระโดดโลดเต้นเพียงใด ปากของนางกลับเอ่ยสิ่งที่ตรงกันข้าม เพื่อกระตุ้นต่อมอยากเอาชนะของคู่ปรับให้ทำงานหนักยิ่งขึ้น...

“อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยหงเหลียน...”

มู่หลานปรายตามองคู่แข่งตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาดูแคลนระคนสมเพช “ข้าคิดว่าด้วยระดับฝีมือของเจ้า... เกรงว่าจะมิอาจทำการนี้ได้สำเร็จหรอกนะ”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”

หงเหลียนตวาดแว้ด ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน “นี่เจ้ากล้าดูถูกข้าหรือ?”

“ข้ามิได้ดูถูก แต่ข้าพูดความจริง” มู่หลานยักไหล่ด้วยท่าทีกวนประสาท “อ๋องผู้นั้นมิใช่หมูในอวยที่ใครจะเคี้ยวได้ง่ายๆ เขาอันตรายยิ่งกว่าที่เจ้าคิดนัก ข้าเตือนด้วยความหวังดี... อย่าไปแหย่เสือที่กำลังหลับใหลเลยจะดีกว่า”

“หุบปากเดี๋ยวนี้!” หงเหลียนขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน ศักดิ์ศรีของนักฆ่าอันดับสองถูกเหยียบย่ำจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี “แล้วหากข้าทำได้เล่า? หากข้าเด็ดหัวมันมาได้ เจ้าจะว่าอย่างไร!”

มู่หลานกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะยื่นข้อเสนอที่นางมั่นใจว่าอีกฝ่ายมิอาจปฏิเสธ

“หากเจ้าทำสำเร็จ... ฆ่าเขาได้จริงๆ ข้ายินดียกตำแหน่ง ‘นักฆ่าอันดับหนึ่ง’ ให้เจ้าไปเลย”

นางเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อดึงอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังทว่าแฝงความท้าทาย “มิหนำซ้ำ ข้าจะยอมลดเกียรติลงไปคลานสี่ขา แล้ว ‘เห่าหอน’ เยี่ยงสุนัขรับใช้ให้เจ้าดูต่อหน้าทุกคนในพรรคด้วยเอ้า!”

“เจ้าพูดเองนะมู่หลาน!”

หงเหลียนแสยะยิ้มร้ายกาจ ความมั่นใจในฝีมือตนเองเปี่ยมล้นจนบังตา “เตรียมฝึกเห่ารอไว้ได้เลย คืนนี้ข้าจะนำศีรษะของจวิ้นเจี๋ยกลับไปวางแทบเท้าเจ้าสำนัก!”

สิ้นวาจา หงเหลียนก็สะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าจากไป

มู่หลานมองตามแผ่นหลังนั้นไปพลางส่ายหน้าเบาๆ ... โชคดีนะจ๊ะแม่น้องสาว ถ้าไม่ตายก็คงได้แผลกลับมาเป็นของฝากบ้างแหละ

นางหมุนตัวเตรียมจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องแต่งตัวเพื่อล้างเครื่องสำอางหนาเตอะนี่ออกเสียที แต่ยังมิทันจะได้ก้าวเท้า ร่างท้วมที่ประดับประดาไปด้วยเครื่องทองหยองของ แม่เล้าจู ก็พุ่งเข้ามาขวางทางไว้เสียก่อน

“มู่หลาน! มู่หลานลูกรัก!”

แม่เล้าจูยิ้มจนแก้มปริ ดวงตาหยีจนแทบไม่เห็นลูกตาดำ “เจ้าจะรีบไปไหน? คืนนี้เจ้ายังพักมิได้นะ!”

“เหตุใดเล่าเจ้าคะ?” มู่หลานขมวดคิ้วมุ่น “การแสดงจบลงแล้วมิใช่หรือ?”

“จบที่ไหนกันเล่า! นั่นมันเพียงแค่หน้าเวทีเท่านั้น!”

แม่เล้าจูรีบละล่ำละลักบอกด้วยความตื่นเต้น “มีท่านขุนนางใหญ่ผู้หนึ่ง... กระเป๋าหนักยิ่งนัก! เขาประทับใจเสียงพิณของเจ้ามาก ถึงขั้นเสนอเงินก้อนโตเพื่อต้องการให้เจ้าไปแสดงดนตรีให้ฟังเป็นการส่วนตัวที่ห้องรับรองชั้นบน... เดี๋ยวนี้เลย!”

มู่หลานชักสีหน้าบึ้งตึงลงทันตา ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันทำให้ความอดทนของนางเริ่มต่ำลงจนแทบติดลบ

“ข้าเหนื่อย... ข้าจะกลับไปพักผ่อน”

“ไม่ได้นะ! เขาจ่ายเงินมาแล้วตั้ง หนึ่งพันตำลึงทอง!”

แม่เล้าจูรีบผวากอดท่อนแขนของนางไว้แน่นราวกับปลิง ไม่ยอมปล่อยให้ตัวทำเงินหลุดมือไปง่ายๆ “เจ้าต้องไปนะมู่หลาน ถือว่าแม่ขอร้อง! แค่ประเดี๋ยวเดียวเอง ไปนั่งดีดพิณ รับทรัพย์ก้อนโต ไม่ดีหรือไร!”

มู่หลานถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความระอา นางรู้ดีว่าในฐานะที่แฝงตัวมาเป็นเพียงนางโลมหน้าใหม่ นางไม่อาจทำตัวมีปัญหาจนกลายเป็นจุดสนใจได้ หากปฏิเสธรุนแรงเกินงามอาจจะทำให้เสียแผนการใหญ่

“ก็ได้...”

มู่หลานตอบรับอย่างเสียมิได้ ทว่าก่อนที่แม่เล้าจูจะทันได้กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ นางก็สวนกลับด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“แต่ข้ามีข้อแม้... แค่แสดงดนตรีเท่านั้น ข้า-ไม่-ขาย-เรือนร่าง”

แม่เล้าจูชะงักกึก รอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า เมื่อจู่ๆ บรรยากาศรอบตัวของสาวงามตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

ดวงตาหงส์คู่สวยที่เคยทอประกายหวานเชื่อม บัดนี้กลับแข็งกร้าวและเย็นยะเยือก รังสีสังหารบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างบอบบางนั้น กดดันจนแม่เล้าจูรู้สึกเหมือนอากาศรอบกายถูกสูบหายไป ขนอ่อนลุกซู่ไปทั้งกายราวกับกำลังยืนอยู่ต่อหน้าพญามัจจุราชที่พร้อมจะกระชากวิญญาณ

“ข้า...”

แม่เล้าจูตัวสั่นงันงก ขาแข็งจนก้าวไม่ออก ลิ้นจุกอยู่ที่ปาก “ระ... รับทราบ... แค่ดนตรี... แค่ดนตรีจริงๆ เจ้าค่ะ!”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายหวาดกลัวจนได้ที่ มู่หลานจึงค่อยๆ คลายแรงกดดันลง ปรับสีหน้ากลับมาเรียบเฉยไร้อารมณ์ดังเดิม

“ดี... เช่นนั้นก็นำทางไปสิ”

นางเดินผ่านหน้าแม่เล้าไปอย่างสง่าผ่าเผย ทิ้งให้เจ้าของหอยืนหอบหายใจแฮกๆ อยู่เบื้องหลัง พลางยกมือทาบอกด้วยความขวัญเสีย

แม่เจ้าโว้ย... นังหนูนี่มันเป็นใครมาจากไหนกันแน่ เหตุใดถึงได้น่ากลัวยิ่งกว่าโจรป่าเสียอีก!

กลิ่นกำจายหอมอ่อนๆ ของไม้จันทน์ลอยอบอวลไปทั่วห้องรับรองชั้นบนที่ถูกตกแต่งไว้อย่างวิจิตรบรรจง

มู่หลานถูกพาเข้ามาด้านใน นางกวาดสายตามองสำรวจไปรอบห้องอย่างระแวดระวัง แล้วก็ต้องลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

เมื่อเห็นว่าตรงกลางห้องมี ‘ฉากกั้นไม้ฉลุลาย’ ปิดทอง ที่บุด้วยผ้าแพรไหมบางเบากั้นขวางอยู่ระหว่างที่นั่งบรรเลงพิณของนาง และตั่งที่นั่งของแขกผู้ทรงเกียรติ

อย่างน้อยก็มีฉากกั้น... ไม่ต้องปะทะหน้ากันตรงๆ ค่อยยังชั่วหน่อย

หญิงสาวลอบระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก พลางจัดแจงท่านั่งหลังกู่เจิงตัวโปรดให้เข้าที่

ฉากกั้นเช่นนี้ นางเคยเห็นบ่อยครั้งในซีรีส์จีนย้อนยุคที่นางเอกจำต้องมาเล่นดนตรีให้ขุนนางหรือแม่ทัพผู้เกรียงไกรฟัง ไม่คาดคิดเลยว่าชีวิตจริงจะต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันราวกับลอกเลียนแบบมามิผิดเพี้ยน

ทว่า... อย่างน้อยการมีฉากกั้นบังตาไว้ก็ถือเป็นเรื่องดี นางมิต้องคอยปั้นหน้ายิ้มแย้ม หรือฝืนสบตาหวานเชื่อมกับตาแก่ตัณหากลับที่ไหนก็ไม่รู้ เพียงแค่ก้มหน้าก้มตาบรรเลงเพลงให้จบๆ ไป แล้วรีบชิ่งหนีกลับไปซุกตัวในผ้าห่มอุ่นๆ ก็เป็นอันสิ้นเรื่อง

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและมั่นคงดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งจะก้าวเข้ามานั่งลงบนตั่งไม้ฝั่งตรงข้ามฉากกั้น

แม้จะมีผ้าแพรบางเบากั้นขวาง ทว่าเงาตะคุ่มที่สะท้อนผ่านเข้ามานั้นกลับดูองอาจผึ่งผาย อีกทั้งยังแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์และกดดันบางอย่าง จนมู่หลานรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมาอย่างประหลาด

“เริ่มได้”

สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งสั้นๆ ราบเรียบแต่ทรงอำนาจ

มู่หลานชะงักมือที่กำลังจะจรดลงบนสายพิณไปชั่วครู่ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อยภายใต้ความสลัว

เสียงนี้...

เหตุใดจึงช่างคุ้นหูนัก? เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน...

นางพยายามนึกทบทวนเฟ้นหาความทรงจำในสมอง แต่จนแล้วจนรอดก็นึกไม่ออก เพราะช่วงนี้นางพบเจอผู้คนมากมายเหลือเกิน ทั้งคนในพรรคและแขกเหรื่อในหอนางโลม หญิงสาวจึงสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วเริ่มลงมือบรรเลงเพลงตามหน้าที่

ติง...

เสียงกู่เจิงดังกังวานขึ้น ท่วงทำนองพลิ้วไหวอ่อนหวานราวกับสายธาราที่ไหลริน สอดแทรกด้วยความโศกเศร้าลึกซึ้งที่นางถ่ายทอดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ... ความรู้สึก ‘คะนึงหา’ บ้านที่จากมาไกลแสนไกล

ตลอดเวลาที่ปลายนิ้วกรีดกรายลงบนสายพิณ นางสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองทะลุฉากกั้นเข้ามา...

นิ่งงัน... และจับจ้องราวกับราชสีห์ที่กำลังหมอบคอยตะครุบเหยื่อ มิมีการขยับกาย มิมีการยกจอกสุราขึ้นดื่มด่ำ มีเพียงความเงียบสงัดที่น่าหวาดหวั่นปกคลุมไปทั่วห้อง

จวบจนกระทั่งตัวโน้ตสุดท้ายเลือนหายไปในความเงียบ...

มู่หลานวางมือลงบนสายพิณเพื่อหยุดการสั่นไหว นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจให้กลับคืนมา

“บทเพลงจบลงแล้ว... ข้าน้อยขอตัวลาเจ้าค่ะ”

นางเอ่ยคำลาด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยตามมารยาท ร่างบางขยับกายเตรียมจะลุกขึ้นหนีไปให้พ้นๆ จากบรรยากาศชวนอึดอัดนี้เสียที

“ช้าก่อน...”

สุ้มเสียงทุ้มต่ำนั้นดังขัดขึ้นอีกครา เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ตรึงร่างของมู่หลานให้หยุดชะงักอยู่กับที่มิอาจก้าวเดิน

“ฝีมือดนตรีของเจ้านับว่ามิเลว... พลิ้วไหวราวกับสายวารีที่ไหลริน ช่างแตกต่างจากยามที่เจ้าถือดาบไล่เข่นฆ่าผู้คนราวกับ ฟ้ากับเหว”

มู่หลานตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินสลัก โลหิตในกายเย็นเฉียบลงอย่างฉับพลัน

เขา... เขาพูดว่าอะไรนะ? ถือดาบ? ฆ่าคน?

ยังไม่ทันที่สมองของนางจะประมวลผลได้เสร็จสิ้น ประโยคถัดมาก็ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ ชัดเจนทุกถ้อยคำ ราวกับจงใจจะกรีดมีดลงไปกลางใจคนฟัง

“ข้าเพียงแค่อยากจะรู้...”

เงาร่างสูงใหญ่หลังฉากกั้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวเดินอ้อมฉากไม้ฉลุลายนั้นออกมาปรากฏกายต่อหน้านางอย่างช้าๆ

แสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่นางจดจำได้แม่นยำแม้ในฝันร้าย... ริมฝีปากหยักได้รูปกำลังแสยะยิ้มเย็นเยือกที่ส่งตรงมาจากขุมนรก

‘อ๋องจวิ้นเจี๋ย!’

เขาสืบเท้าก้าวเข้ามาประชิดตัวนางที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่หน้ากู่เจิง กลิ่นอายคุกคามแผ่ซ่านจนนางแทบหยุดหายใจ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมากระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงหยามหยัน

“นอกจากจะเป็น ‘นักฆ่า’ แล้ว... เจ้ายังตกอับมาเป็น ‘นางโลม’ ในหอคณิกาด้วยหรือนี่?”

เปรี้ยง!

ประโยคนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล มู่หลานเบิกตากว้าง จ้องมองปีศาจในคราบเทพบุตรตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง

โป๊ะแตก! ความแตกแล้ว!

ซวยแล้วมู่หลานเอ๊ย!

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 19 'ตุ๊กตาไม้' ที่ว่างเปล่าไร้หัวใจ

    บทที่ 19บรรยากาศภายในห้องหนังสืออันกว้างขวางในยามสาย ช่างน่าอึดอัดและตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก"เคร้ง!"เสียงวัตถุกระทบแท่นหินดังสนั่น อ๋องจวิ้นเจี๋ย กระแทกพู่กันราคาแพงในมือลงบนแท่นฝนหมึกอย่างแรงด้วยโทสะ จนน้ำหมึกสีดำสนิทสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระดาษราชการจนเสียหายความหงุดหงิดงุ่นง่านที่สะสมมาหลายวัน เริ่มพุ่งสูงขึ้นจนแตะขีดสุดประดุจลาวาที่พร้อมปะทุสายตาคมกริบตวัดมองสตรีในชุดองครักษ์สีดำทะมัดทะแมง ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆมู่หลาน ยืนหลังตรงแน่ว แผ่นหลังเหยียดตึง ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ สายตามองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ราวกับนางไม่ได้อยู่ที่นั่นหลายวันมานี้... นางทำตัวเหมือน 'ตุ๊กตาไร้จิตใจ' ไม่มีผิด!แม้แต่ยามค่ำคืน... ยามร่วมอภิรมย์บนเตียงที่เขามอบความเร่าร้อนให้ถึงเพียงไหน นางก็ตอบสนองเพียงแค่ร่างกาย... แต่ทว่าแววตาของนางกลับว่างเปล่า ล่องลอย และไร้ความรู้สึกนางยืนอยู่ข้างกายเขาแท้ๆ ... ใกล้จนสัมผัสลมหายใจได้ แต่เขากลับรู้สึกว่านางอยู่ห่างไกลเหลือเกิน ราวกับนางได้ขังจิตวิญญาณของตัวเองเอาไว้ในที่ที่เขาเอื้อมมือไปไม่ถึงความห่างเหินนี้... มันช่างกวนใจเขาจนทำงานทำการไม่ได้!"ออกไ

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 18 จบแล้วสินะ... หน้าที่ของยาถอนพิษในคืนนี้

    บทที่ 18มู่หลานก้าวเท้าเดินออกมาจากเรือนไม้หลังเล็กอย่างเชื่องช้า... ราวกับวิญญาณที่หลุดลอยออกจากร่างทุกย่างก้าวที่ย่ำลงบนทางเดินหินขรุขระ ช่างหนักอึ้งเหมือนมีตะกั่วพันชั่งมาถ่วงขาเอาไว้ สมองของนางเอาแต่วนเวียนคิดถึงคำพูดของซูเจิน และความลับสวรรค์ที่นางเพิ่งได้รับรู้มาหมาดๆนางพยายามจะแค่นหัวเราะออกมา... พยายามคิดเสียว่ามันเป็นเรื่องตลกขบขัน เป็นพล็อตนิยายแฟนตาซีสุดเพี้ยนที่นางบังเอิญหลุดเข้ามาเจอแต่ทว่า... ภายในอกข้างซ้ายกลับรู้สึกเจ็บแปลบ ราวกับมีเข็มพิษนับพันเล่มทิ่มแทงความจริงที่ตีแสกหน้าทำให้นางตาสว่างวาบ...สิ่งที่ อ๋องจวิ้นเจี๋ย ปฏิบัติต่อนางมาโดยตลอด... ความหวงแหนที่แสดงออก... ความเอาใจใส่ในยามเจ็บป่วย... หรือแม้แต่อ้อมกอดที่อบอุ่นอ่อนโยนเมื่อครู่นั้น...ทั้งหมดทั้งมวล... มิใช่เพราะความรัก หรือความพิศวาสในตัวนางแต่อย่างใดมันเป็นเพียงเพราะ 'ผลประโยชน์' ล้วนๆเขาแค่ต้องการร่างกายของนางเพื่อรักษาพิษร้ายของตนเอง... นางเป็นเพียง 'ยาถอนพิษที่มีชีวิต' ที่เขาจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ทิ้งขว้างไม่ได้... ก็เท่านั้นเอง"โง่จริงมู่หลาน... เธอนี่มันโง่บัดซบ"นางพึมพำด่าทอตัวเองด้วยความสมเ

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 17 ผู้ที่พ่ายแพ้ในกระดานนี้ ก็ยังคงเป็นนางอยู่ดี!

    บทที่ 17เงาร่างสูงใหญ่ของ มั่วเหยียน ยืนนิ่งสงบจนแทบจะกลืนไปกับความมืดมิดของรัตติกาล ที่ระเบียงด้านนอกเรือนไม้หลังเล็ก ลมหายใจของเขาแผ่วเบาและสม่ำเสมอจนแทบจับสัมผัสไม่ได้บทสนทนาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและคำสัตย์สาบานระหว่างสตรีสองนางในห้อง ลอดผ่านผนังไม้บางๆ เข้ามาสู่โสตประสาทของยอดฝีมือเช่นเขาอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ...ทุกประโยคที่พวกนางเอื้อนเอ่ย... ปราศจากแผนการร้าย... ไร้ซึ่งความอาฆาตมาดร้ายต่อนายเหนือหัว...มีเพียงความรัก ความผูกพันอันลึกซึ้ง และคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นว่า 'จะอยู่และตายพร้อมกัน'หัวใจที่เคยด้านชาและแข็งแกร่งดุจศิลา จากการกรำศึกและฆ่าฟันผู้คนมาครึ่งค่อนชีวิต กลับรู้สึกสั่นไหวอย่างประหลาดความภักดีที่ยอมแลกด้วยชีวิต... ช่างเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งและน่าสะเทือนใจนักในยุทธภพที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลังมั่วเหยียนหลับตาลงชั่วครู่ ขับไล่ความรู้สึกอ่อนไหวที่ไม่ควรมีทิ้งไป ก่อนจะเร้นกายหายวับไปในความมืด มุ่งหน้าสู่ห้องทรงอักษรเพื่อรายงานนายเหนือหัวภายในห้องหนังสืออันเงียบสงัด มีเพียงเสียงเปลวเทียนปะทุเบาๆอ๋องจวิ้นเจี๋ย นั่งฟังรายงานจากหัวหน้าองครักษ์คนสนิทด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 16 ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอท่านอีก

    บทที่ 16ณ เรือนไม้หลังเล็กที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวอยู่บริเวณท้ายจวนอ๋อง...บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด วังเวง ทว่าแฝงไปด้วยความตึงเครียดเข้มข้นจากบรรดา 'องครักษ์เงา' ฝีมือฉกาจนับสิบชีวิตที่ซ่อนเร้นกายอยู่ตามมุมมืดและแมกไม้ คอยเฝ้าระวังความปลอดภัยดุจตาข่ายฟ้าที่ไม่มีวันยอมให้มดสักตัวเล็ดลอดผ่านเข้าไปได้มั่วเหยียน วางร่างที่ไร้สติของ ซูเจิน ลงบนเตียงตั่งอย่างระมัดระวังตามบัญชาของท่านอ๋อง ก่อนจะส่งสัญญาณเรียกบ่าวรับใช้หญิงเข้ามาผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และเช็ดตัวให้แก่นาง เพื่อชำระล้างคราบโลหิตและฝุ่นโคลนจากการต่อสู้เสี่ยงตายเมื่อครู่เวลาผ่านไปชั่วก้านธูปมอดไหม้...เมื่อสาวใช้จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นและถอยฉากออกไปอย่างรู้งาน มั่วเหยียนจึงก้าวเท้าหนักแน่นกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งร่างสูงใหญ่ในชุดองครักษ์สีดำสนิท ยืนกอดอกพิงเสาไม้ต้นใหญ่ที่มุมห้อง สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อจ้องมองไปยังสตรีที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงไม่วางตาบัดนี้... คราบเพชฌฆาตเปื้อนเลือดได้เลือนหายไปจนสิ้น...หลงเหลือเพียงดรุณีน้อยใบหน้าจิ้มลิ้มเกลี้ยงเกลา ผิวพรรณขาวซีดทว่านวลเนียนดุจหิมะแรกฤดู อาภรณ์สีอ่อนสะอาดตาที่สวมใส่ขั

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 15

    บทที่ 15ทันทีที่ล้อรถม้าบดเบียดกับพื้นหินหน้าจวนอ๋องจนหยุดสนิทบรรยากาศภายในจวนดูเคร่งขรึมขึ้นทันตา พ่อบ้านชราและเหล่าบ่าวไพร่ที่ตั้งแถวรอรับเสด็จต่างพากันก้มหน้ามองพื้นต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของ อ๋องจวิ้นเจี๋ย ที่กำลังประคองร่างของแม่นางมู่หลานลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอมมู่หลานก้มหน้างุด ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความขัดเขิน ยิ่งเขาแสดงออกว่าใกล้ชิดสนิทสนมกับนางต่อหน้าธารกำนัลมากเท่าไหร่ นางยิ่งวางตัวไม่ถูกมากเท่านั้น นางพยายามขืนตัวออกจากการเกาะกุมของเขาเบาๆ"หม่อมฉันเดินเองได้เพคะ..."นางกระซิบเสียงอ้อมแอ้ม ยอมรับตามตรงว่าการต้องมาอยู่เคียงข้างเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ ทำให้นางประหม่าจนทำตัวไม่ถูก ยิ่งบางครั้งเผลอพูดจาห้วนๆ ไร้สัมมาคารวะกับเขาไปด้วยความเคยชิน แต่ก็นับว่าเป็นโชคมหาศาลที่จวิ้นเจี๋ยไม่เคยถือสาหาความจวิ้นเจี๋ยกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์... แปลกนัก ยิ่งนางพยายามผลักไสหรือขัดขืน เขากลับยิ่งอยากเอาชนะและดึงนางเข้ามาให้แนบชิดกว่าเดิมพรึ่บ!"ว้าย!"มู่หลานหลุดเสียงร้องด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ ร่างสูงสง่าก็ช้อนร่างของนางลอยหวือขึ้นจากพื้นใน 'ท่าอุ้มเจ้าสาว'

  • เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ   บทที่ 14 รีบๆ ไปหาตัวจริงของท่านซะเถอะเจ้าค่ะท่านอ๋อง

    บทที่ 14 แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมากระทบแนวหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกตของร้านรวงในเมืองหลวง สะท้อนประกายระยิบระยับล้อแสงแดดราวกับเกล็ดมังกรที่กำลังเริงระบำ นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ มู่หลาน ถูกแต่งตั้ง (แกมบังคับ) ให้ดำรงตำแหน่ง 'องครักษ์ส่วนตัว' ที่นางได้รับอนุญาตให้ออกมาเปิดหูเปิดตาเดินดูโลกภายนอก ...แม้จะต้องเดินตามหลังเขาต้อยๆ ในฐานะผู้ติดตามก็ตามเถอะ ดวงตากลมโตภายใต้หมวกสานปีกกว้างกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ 'ตลาดตงซื่อ' ย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดและเจริญที่สุดในเมืองหลวงช่างคึกคักและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่วางขายสินค้านานาพรรณ ตั้งแต่ผ้าไหมเนื้อดีจากแดนใต้ เครื่องเคลือบดินเผาลวดลายวิจิตรบรรจง เครื่องเทศที่ส่งกลิ่นหอมฉุนเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงขนมหวานนานาชนิดที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าแข่งกับเสียงดนตรีเปิดหมวก ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ โอ้โห... นี่มัน สยามพารากอน เวอร์ชันจีนโบราณชัดๆ! มู่หลานลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื๊อก เมื่อเดินผ่านร้านซาลาเปาไส้หมูแดงที่ควันฉุย นางอยากจะแวะซื้อสักลูกมาประทังความหิว แต่ทว่า...

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status