เข้าสู่ระบบไทเฮามองนางนิ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ
"พูดได้ดี แต่เจ้าลืมไปว่า...ฮองเฮาต้องมีคุณธรรม ส่วนเจ้าม
มือของกุ้ยเยว่หรงหลังยืนยันว่าข่าวลือเรื่องฮองเฮาควบคุมฮ่องเต้ปรากฏขึ้นพร้อมกันในห้าหัวเมือง หลินเวยก็สั่งให้เฉินอวี้เปลี่ยนวิธีสืบทันทีนางไม่ต้องการรู้เพียงว่าใครเป็นคนพูดแต่ต้องการรู้ว่า ใครทำให้คนเหล่านั้นมีเรื่องเดียวกันอยู่ในหัว“อย่าตามคำพูด ตามคน” หลินเวยกล่าวขณะมองแผนที่ต้าเยี่ยนซึ่งกางอยู่บนโต๊ะเฉินอวี้พยักหน้า “พระองค์หมายถึงคนที่เชื่อมระหว่างเมืองหลวงกับห้าหัวเมือง?”“ใช่ ข่าวธรรมดาเดินทางตามถนน แต่ข่าวที่ถูกวางแผนเดินทางตามเครือข่าย หากห้าหัวเมืองพูดเรื่องเดียวกันในเวลาใกล้กัน ย่อมมีบางสิ่งเชื่อมพวกเขาเข้าด้วยกัน” หลินเวยใช้นิ้วแตะจุดสีดำแต่ละแห่งชิงหลัวถาม “พ่อค้าหรือเพคะ”“อาจใช่”“ขุนนาง?”“เป็นไปได้” หลินเวยหยุดเล็กน้อย “หรือคนที่ไม่มีใครคิดว่ากำลังเล่นการเมือง”เฉินอวี้เข้าใจทันที “เหล่าฮูหยิน?”“ตรวจ”“พ่ะย่ะค่ะ”
ข่าวลือใหม่ข่าวลือเริ่มต้นจากโรงน้ำชาเล็ก ๆ ทางตะวันออกของเมืองหลวง ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนพูดคนแรก รู้เพียงว่าชายวัยกลางคนสองคนนั่งดื่มชาอยู่ริมหน้าต่าง สนทนาเรื่องการปรับเบี้ยเลี้ยงครอบครัวทหาร ก่อนหนึ่งในนั้นจะถอนหายใจแล้วพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา“ตอนนี้ราชสำนักจะเปลี่ยนกฎอะไร ต้องถามฮองเฮาก่อนทั้งนั้นกระมัง”อีกคนหัวเราะ “เจ้าพูดเบา ๆ หน่อย ไม่กลัวหัวหลุดหรือ”“ข้าพูดอะไรผิด ทุกคนก็รู้ว่าระบบตรวจสอบใหม่เป็นของฮองเฮา เรื่องคลังหลวงก็มีพระนางช่วยตรวจ เรื่องขุนนางก็เสนอความเห็น แม้แต่งานกองทัพชายแดนยังใช้กฎที่พระนางวางไว้”“แต่คนออกพระราชโองการคือฮ่องเต้”“ออกพระราชโองการก็จริง แต่หากฮองเฮาไม่เห็นชอบ ฝ่าบาทจะทรงตัดสินพระทัยหรือ” ชายคนแรกยกถ้วยชาไม่มีใครตอบ ประโยคนั้นเหมือนก้อนหินเล็ก ๆ ที่ถูกโยนลงน้ำตอนแรกมีเพียงวงคลื่นเล็กแต่ไม่นานกลับขยายออกไปเรื่อย ๆ จากโรงน้ำชาไปตลาด จากตลาดไปโรงเตี๊ยม จากโรงเตี๊ยมไปบ้านขุนนางภายในสามวัน ข่าวลือก็เปลี่
“ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ เจ้าคงบอก”“ถ้าไม่บอก?”“ก็แปลว่าเจ้าไม่อยากบอก” หลินเวยมองนาง“พระองค์ไม่ถาม?” คำตอบทำให้อันกุ้ยเฟยประหลาดใจ“ข้าจะบังคับให้เจ้ารายงานทุกคำที่พูดกับไทเฮาทำไม”“หม่อมฉันอาจคุยเรื่องที่ไม่เป็นผลดีต่อพระองค์ก็ได้”“เป็นไปได้”“พระองค์ไม่กลัว?”หลินเวยยิ้ม “เจ้าอยากให้ข้ากลัวหรือ”คำถามย้อนกลับทันที เสิ่นอันหรานยิ้มตาม “ไม่เพคะ”“เช่นนั้นก็ทำงานต่อ”หลินเวยเลื่อนบัญชีอีกเล่มมาให้ ภายนอกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ภายในใจของเสิ่นอันหรานกลับเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดหลินเวยรู้ว่านางไปพบไทเฮา รู้ว่าอาจมีเรื่องถูกพูดถึงแต่ไม่ถาม เพราะเชื่อใจ? หรือเพราะไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง? หรือเพราะกำลังรอดูว่า หลังออกจากตำหนักฉือหนิง นางจะทำอะไร คำเตือนของไทเฮากลับเข้ามาในหัวอีกครั้งอย่าคิดว่าหลินเวยมองไม่เห็นอะไร เพียงเพราะนางยังไม่ลงมือเ
อันกุ้ยเฟยนั่งลง “วันนี้มีบัญชีเบี้ยหวัดประจำเดือน บัญชีถ่านฤดูหนาว และรายการซ่อมตำหนักเพคะ”หลินเวยมองหีบ “ทั้งหมด?”“เพคะ”“เจ้าคิดจะแก้แค้นที่ข้าเลื่อนตำแหน่งให้ด้วยการเอาบัญชีมาฝังข้าหรือ”“หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ” อันกุ้ยเฟยยิ้ม“แต่ดูเหมือนกำลังทำอยู่” ชิงหลัวหัวเราะอีกครั้งแม้แต่เจ้าหน้าที่หญิงรอบข้างยังยิ้มตามภาพที่เห็นจึงคล้ายพี่สาวกับน้องสาวนั่งทำงานร่วมกันมากกว่าฮองเฮากับกุ้ยเฟยผู้มีตำแหน่งรองลงมาหลินเวยเปิดบัญชีเล่มแรก “เริ่มจากเบี้ยหวัด”“เพคะ”ทั้งสองตรวจเอกสารร่วมกัน อันกุ้ยเฟยทำเครื่องหมายรายการที่ต้องอธิบายไว้ล่วงหน้าแล้ว“ตำหนักชิงเหอใช้ถ่านมากกว่าเดือนก่อนสิบหกกระสอบเพคะ”“เพราะอะไร”“หลิวไฉเหรินยังฟื้นตัวจากการถูกพิษ หมอหลวงให้รักษาอุณหภูมิในห้อง หม่อมฉันจึงอนุญาตเบิกเพิ่มตามใบรับรองแพทย์ แต่ไม่ได้เพิ่มเป็นเบี้ยประจำ”หลินเวยเปิดเอกสารประกอบ มีลา
“เรื่องดอกไม้”“แค่นั้น?”“บางครั้งเรื่องดอกไม้ก็บอกเรื่องคนได้มากกว่าการพูดถึงคนเสียอีก” กุ้ยเยว่หรงยิ้มฮูหยินเฉินฟังไม่เข้าใจนัก จึงหัวเราะแล้วชวนไปดูดอกไม้พันธุ์ใหม่แต่กุ้ยเยว่หรงกลับไม่มีอารมณ์ชมสิ่งใดอีกหลังงานเลี้ยงจบ นางกลับจวนทันทีค่ำวันเดียวกัน กุ้ยจงเหยาเดินทางกลับจากค่ายทหารในเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการประชุมกับนายทหารระดับสูง เขาเพิ่งถอดชุดเกราะออกก็เห็นลูกพี่ลูกน้องนั่งรออยู่ในห้องหนังสือ“เจ้ามารอข้าหรือ”“มีเรื่องจะพูด”กุ้ยจงเหยานั่งลง“เรื่องอะไร”“อันกุ้ยเฟย” กุ้ยเยว่หรงไม่อ้อมค้อม“นางทำอะไร” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว“ยังไม่ได้ทำ”“เช่นนั้น?”“แต่ข้ามองออก” กุ้ยจงเหยายกน้ำชาขึ้นดื่ม“มองอะไรออก”“นางไม่ได้ต้องการเพียงตำแหน่งกุ้ยเฟย”“คนทะเยอทะยานทุกคนย่อมอยากสูงขึ้น” เขาหัวเราะเบา ๆ
นางรับคำถวายพระพรจากสนมชั้นต่ำด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน รับฟังคำร้องเรียนของเจ้าหน้าที่หญิงสองสามเรื่องระหว่างงาน และยังเอ่ยถามถึงสุขภาพของฮูหยินแม่ทัพผู้หนึ่งที่เพิ่งสูญเสียสามีจากสงครามทุกอย่างงดงาม งดงามเสียจนแทบไม่มีตำหนิ หากเป็นคนทั่วไปก็คงเห็นเพียงกุ้ยเฟยผู้เมตตาและวางตัวสมฐานะ แต่ตรงมุมหนึ่งของศาลาริมสระบัว กุ้ยเยว่หรงกลับกำลังมองนางด้วยสายตานิ่งลึกหญิงหม้ายแห่งตระกูลกุ้ยสวมชุดสีเขียวหม่นเรียบง่ายตามฐานะสตรีที่สูญเสียสามีมาหลายปี นางไม่ได้แต่งกายหรูหราเหมือนฮูหยินตระกูลใหญ่คนอื่น ไม่ได้ประดับหยกหรือทองคำมากมาย หากกลับมีบุคลิกสงบจนคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกสบายใจเมื่อสนทนาด้วยนี่คือเหตุผลที่กุ้ยเยว่หรงสามารถสร้างเครือข่ายของตนเองได้อย่างรวดเร็ว นางไม่เคยแย่งซีนผู้ใด ไม่เคยพูดจาโอ้อวด ไม่เคยแสดงว่าตนยังเป็นญาติของอดีตกุ้ยเฟยผู้เคยทรงอำนาจตรงกันข้าม นางมักพูดว่าความผิดของคนรุ่นก่อนควรจบลงกับคนรุ่นก่อน ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ควรทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด คำพูดเช่นนั้นทำให้หลายตระกูลลดความระแวงลงแต่วันนี้ กุ้ยเยว่หรงไม่ได้สนใจผู้คนรอบตัว สายตาของนางจับอยู







