เข้าสู่ระบบเสียงบุรุษผู้นั้นเย็นเยียบ ซูมู่เยียนส่ายหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม 'แต่ข้าไม่มีทางเลือกแล้ว' 'เช่นนั้นก็อย่ามาเสียใจภายหลัง' บุรุษผู้นั้นหมุนกายจากไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนอยู่เพียงลำพังริมสระ ทันใดนั้น ภาพทุกอย่างก็แตกกระจาย ลู่เสี่ยวหลันเบิกตากว้าง ร่างของนางจมลงไปในความมืดมิด ไม่ไหวแล้ว...นางหายใจไม่ออกจริงๆ ในขณะเดียวกัน ริมสระน้ำก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างหนัก “รีบลงไปช่วยพระชายาสิ!” องครักษ์คนหนึ่งกำลังจะกระโดดลงน้ำ แต่ยังไม่ทันได้ขยับ เสียงตวาดที่เต็มไปด้วยโทสะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เกิดอะไรขึ้น!” ทุกคนหันกลับไปมองพร้อมกัน เซียวเฟยหลงกำลังเสด็จมาจากทางเดินอีกด้าน ข้างกายมีขันทีติดตามอยู่สองคน เดิมทีพระองค์เพียงตั้งใจจะมาตามลู่เสี่ยวหลันกลับไป แต่เมื่อทอดพระเนตรเห็นเหล่าข้ารับใช้ยืนแตกตื่นอยู่ริมสระ สีพระพักตร์ก็เปลี่ยนไปทันที “ทูลท่านอ๋อง พระชายาตกน้ำพ่ะย่ะค่ะ!” สิ้นเสียงรายงาน เฟยหลงก็ทอดพระเนตรลงไปในสระ ผิวน้ำยังคงกระเพื่อมเป็นวงกว้าง แต่กลับมองไม่เห็นร่างของลู่เสี่ยวหลันแล้ว เพียงชั่วพริบตา สีพระพักตร์ของพระองค์ก็ซีดเผือด “
ลู่เสี่ยวหลันชะงักไปเล็กน้อย นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลี่เสี่ยวหยินจึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นแววตาของอีกฝ่ายที่จับจ้องมาไม่วางตา นางก็เริ่มรู้สึกว่าคำถามนี้อาจไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด “เหตุใดคุณหนูหลี่จึงถามเช่นนี้?” หลี่เสี่ยวหยินยกมือขึ้นแตะปิ่นบนศีรษะ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “ไม่มีอะไรเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันเคยได้ยินเรื่องเล่าบางอย่างเกี่ยวกับสวนหลวงแห่งนี้ จึงอยากรู้ว่าพระชายาเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่” “เรื่องเล่าอะไรอีกแล้ว?” นางยกยิ้มเพราะวันนี้ราวกับได้ยินเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก “เรื่องของสตรีผู้หนึ่งที่เคยมาร้องไห้อยู่ริมสระน้ำแห่งนี้ก่อนวันอภิเษกเพียงไม่กี่วัน” หัวใจของลู่เสี่ยวหลันกระตุกวูบริมสระน้ำ...ก่อนวันอภิเษก...เหตุใดทุกครั้งที่นางคิดว่ากำลังเข้าใกล้ความจริง กลับมีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเบาะแสใหม่เสมอ? “แล้วคุณหนูรู้หรือไม่ว่าสตรีผู้นั้นเป็นใคร?” หลี่เสี่ยวหยินส่ายหน้า ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่เปลี่ยนไป “หม่อมฉันไม่ทราบแน่ชัดเพคะ แต่ได้ยินว่าคืนนั้นนางดูเศร้าโศกมาก ราวกับกำลังจะสูญเสียสิ่งส
หลิงเยี่ยนเฟยรีบเดินไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้จึงไม่ได้อยู่สนทนาต่อ ส่วนลู่เสี่ยวหลันนั้นยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าความทรงจำของซูมู่เยียนเป็นเหมือนปริศนาที่มีคนจงใจฉีกออกเป็นชิ้นๆ นางรู้ว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่ในอดีตของร่างนี้ แต่ยิ่งพยายามค้นหา ภาพที่ปรากฏกลับยิ่งเลือนราง ราวกับมีม่านหมอกหนาทึบขวางกั้นเอาไว้ นางไม่อยากคิดเรื่องนี้ต่อหน้าเซียวเฟยหลงได้อีกแล้ว “ท่านอ๋อง หม่อมฉันอยากเดินเล่นสักครู่เพคะ” เฟยหลงขมวดพระขนงทันที “เจ้ายังไม่หายดี จะเดินไปไหน?” “เพียงริมสระน้ำเท่านั้นเพคะ อยู่ตรงนี้นานๆ หม่อมฉันรู้สึกอึดอัด อยากออกไปสูดอากาศสักหน่อย” ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังพิจารณาว่าควรอนุญาตหรือไม่ สุดท้ายจึงหันไปกำชับองครักษ์ที่ติดตามอยู่ไม่ไกล “ตามไปดูแลพระชายาให้ดี หากนางเป็นอะไรแม้แต่ปลายเส้นผม ข้าจะถามความรับผิดชอบจากพวกเจ้า” “พ่ะย่ะค่ะ!” ลู่เสี่ยวหลันแอบถอนหายใจ นางเพียงอยากเดินเล่น ไม่ได้กำลังจะออกไปรบเสียหน่อย เหตุใดต้องทำราวกับนางเป็นเครื่องลายครามที่พร้อมแตกหักได้ทุกเมื่อด้วย ทว่าเมื่อนึกถึงเ
หลิงเยี่ยนเฟยเห็นสีหน้าของลู่เสี่ยวหลันเปลี่ยนไปก็รีบก้าวเข้ามาใกล้ “พระชายา?” น้ำเสียงนั้นทำให้ลู่เสี่ยวหลันเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาของนางยังพร่ามัวจากภาพเมื่อครู่ หญิงสาวในความทรงจำนั้นกำลังร้องไห้ กำมือแน่นราวกับกำลังพยายามฝืนบางสิ่งในใจ และคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็คือสตรีคนเดียวกัน หลิงเยี่ยนเฟย นางมองอีกฝ่ายอย่างพยายามค้นหาคำตอบจากใบหน้านั้น เหตุใดซูมู่เยียนจึงเรียกนางว่า...เยี่ยนเยี่ยน และเหตุใดเพียงได้ยินน้ำเสียงของสตรีผู้นี้ ความรู้สึกบางอย่างจึงถาโถมเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก “เจ้าจำอะไรได้หรือ?” เสียงของเฟยหลงดังขึ้นข้างกาย ลู่เสี่ยวหลันหันกลับไปมองเขา พระหัตถ์ของเขายังคงกุมมือของนางเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่านางจะทรุดลงต่อหน้าต่อตา “หม่อมฉัน...” นางยังพูดไม่จบ หลิงเยี่ยนเฟยก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน “นางเป็นอะไรหรือเพคะ?” เฟยหลงทอดพระเนตรหลิงเยี่ยนเฟย “เมื่อครู่นางเพิ่งนึกถึงเรื่องบางอย่าง” หลิงเยี่ยนเฟยนิ่งไป “เรื่อง...ก่อนแต่งงานหรือเพคะ?” เพียงประโยคนั้น...หัวใจของลู่เสี่ยวหลันก็เต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
ลู่เสี่ยวหลันพูดไม่ออก เฟยหลงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้า สายตาของพระองค์ดูเป็นห่วงนางยิ่งหว่าสิ่งใด มือหนารั้งมือของนางมากุมไว้แน่น “เมื่อครู่นี้เจ้าดูเหมือนมีเรื่องให้คิดมาก เพราะเรื่องในห้องเสวยหรือ?” “หม่อมฉันก็แค่...” นางชะงัก จะบอกว่าเพราะกำลังคิดถึงอดีตภรรยาของเขางั้นหรือ คงไม่ใช่เรื่องที่พูดออกมาได้ “แค่กำลังคิดถึงเรื่องที่ฝ่าบาทกับไทเฮาตรัสเพคะ” เฟยหลงนิ่งไป “เรื่องคืนก่อนแต่งงานรึ?” ลู่เสี่ยวหลันเงยหน้ามองเขา “เพคะ” เขาไม่ได้ถามต่อในทันที เพียงหันไปมองสระน้ำที่อยู่ไม่ไกล แววตาของเขาดูคล้ายกำลังจมอยู่กับความทรงจำบางอย่าง “เจ้าสงสัยอะไร?” “หลายอย่างเพคะ” “ถามมาสิ” ลู่เสี่ยวหลันมองเขาอย่างประหลาดใจ “พระองค์จะตอบหรือ?” “ถ้าข้าตอบได้” “แล้วถ้าตอบไม่ได้เล่า?” “ข้าก็จะบอกว่า ข้าไม่รู้” คำตอบตรงไปตรงมานั้นทำให้นางหลุดหัวเราะเบาๆ “ท่านอ๋องพูดง่ายกว่าที่คิดนะเพคะ” “ข้าไม่เคยบอกว่าข้าจะโกหกเจ้า แม้ว่าเจ้าจะไม่เคยเชื่อใจข้าเลยทั้งก่อนแต่งงานและตอนนี้” ปร
ลู่เสี่ยวหลันกล่าวจบก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ ราวกับเรื่องที่กำลังพูดถึงนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับนางแม้แต่น้อย ทว่าใต้โต๊ะ มือของนางกลับกำชายกระโปรงแน่น ข่าวลือทั่วไปในวังหลวงอย่างนั้นหรือ หากเป็นเพียงข่าวลือจริง เหตุใดทั้งไทเฮา ฮ่องเต้ หลินจื่อชิง รวมถึงเซียวเฟยหลงจึงต่างรู้เรื่องคืนก่อนวันแต่งงานของซูมู่เยียนกันหมด ยิ่งคิด นางก็ยิ่งรู้สึกว่าคืนนั้นมีบางอย่างซ่อนอยู่และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ...นางเริ่มรู้สึกว่าเจ้าของร่างเดิมอาจไม่ได้มีชีวิตอย่างที่นางเคยเห็นในภาพยนตร์เลยแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ดี” ฮ่องเต้ตรัสขึ้น ก่อนจะวางถ้วยชาลง “เรื่องเก่าก็ควรปล่อยให้เป็นเรื่องเก่า อย่าได้รื้อฟื้นจนทำให้คนในครอบครัวต้องระแวงกันเอง” พระสุรเสียงนั้นฟังดูคล้ายเป็นคำเตือนธรรมดา แต่ลู่เสี่ยวหลันกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น นางเงยหน้ามองฮ่องเต้ครู่หนึ่ง ก่อนจะลดสายตาลง “เพคะ” หลังจากนั้นบทสนทนาบนโต๊ะก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องราชกิจและคณะทูตที่กำลังจะเดินทางกลับแคว้นในอีกไม่กี่วัน ลู่เสี่ยวหลันนั่งฟังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าศีรษะของตนหนักขึ้น







