Masukเช้าวันต่อมา
มะปรางเดินมาถึงหน้าเรือนเพาะชำใหญ่ของโครงการเกษตรด้วยความรู้สึกระแวงขั้นสุด หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมพร้อมรับมือกับสงครามประสาทที่อาจจะเกิดขึ้น หากผู้ชายหน้าหนวดคนนั้นคิดจะแกล้งเอาคืนเรื่องผักบุ้งฟาดหน้าเมื่อวาน เธอพร้อมจะเปิดฝีปากเถียงกลับทันทีแบบไม่ยอมแพ้
ภายในเรือนเพาะชำเต็มไปด้วยคนงานที่กำลังคัดแยกผลไม้และผักสดเพื่อเตรียมส่งให้พ่อค้าคนกลาง ร่างอวบกวาดสายตามองหาเจ้านายชั่วคราว ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อยืดสีเทาเข้มกำลังยืนตรวจของอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวยาวมุมห้อง
"มาพอดีเลย มาดูงานตรงนี้สิ" เสียงทักทายเรียบๆ ดังขึ้นโดยที่เขาไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำ
หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้โต๊ะอย่างระมัดระวัง บนนั้นมีสมุดจดสต็อกและปึกบิลส่งของวางเรียงรายอยู่เป็นกองสูง
ชายหนุ่มขยับตัวมายืนซ้อนอยู่ด้านหลังคนที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อชี้แจงรายละเอียดบนหน้ากระดาษ ระยะห่างที่ลดลงอย่างกะทันหันทำเอาคนถูกสอนถึงกับกลั้นหายใจ กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยมาเตะจมูก มันไม่ได้เหม็น แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความเป็นผู้ชายลุยงานอย่างประหลาด
"ตรงนี้คือยอดที่ต้องเช็กกับของในตะกร้า ส่วนใบนี้คือบิลที่ต้องเขียนแยกส่งพ่อค้าแต่ละเจ้า เข้าใจไหม" เสียงทุ้มดังอยู่ใกล้ใบหูจนคนฟังรู้สึกขนลุกซู่
"เข้าใจแล้ว ถอยออกไปหน่อยได้ไหม อึดอัด" หญิงสาวขยับตัวหนีเล็กน้อยพร้อมกับบ่นอุบอิบ
คนตัวโตทำหน้าตาย ถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวโดยไม่พูดอะไรต่อ แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามุมปากของเขากระตุกขึ้นนิดหน่อยด้วยความพอใจที่เห็นอีกฝ่ายทำตัวไม่ถูก
หลังจากสอนงานเสร็จ มะปรางก็เริ่มลงมือตรวจนับสต็อกและเขียนบิลอย่างตั้งใจ เธอคิดว่างานแค่นี้สบายมาก แต่ปรากฏว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด ไม่ใช่เพราะงานยาก แต่เพราะคนตรวจงานต่างหาก
"ตัวเลขตรงนี้เขียนเบี้ยวไป ลบเขียนใหม่เดี๋ยวคนส่งของอ่านผิด" เสียงดุๆ ดังขึ้นขัดจังหวะ
หญิงสาวกัดฟันหยิบยางลบมาลบแล้วเขียนใหม่ ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ร่างสูงก็เดินวนกลับมาอีกครั้ง
"บิลเจ้านี้วางสลับกอง จัดใหม่ทั้งหมดเลยนะ"
มะปรางวางปากกากระแทกโต๊ะ หันไปถลึงตาใส่เจ้านายมาดขรึม "นี่คุณจงใจแกล้งกันใช่ไหม แค่วางสลับกองนิดเดียวเอง เดี๋ยวฉันก็หยิบถูกน่า"
"ทำงานก็ต้องมีความละเอียดสิครับ รับค่าแรงตั้งวันละสี่ร้อย จะมาทำส่งๆ ได้ยังไง" เขาตอบหน้าตายก่อนจะเดินเลี่ยงไปตรวจงานทางอื่นต่อ ทิ้งให้คนตัวเล็กกว่านั่งหน้าหงิกด่าเขาในใจอยู่คนเดียว
ช่วงพักกลางวัน
คนงานแยกย้ายกันไปกินข้าวและพักผ่อนตามร่มไม้ หญิงสาวนั่งดื่มน้ำเย็นอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ เรือนเพาะชำ สายตาคู่กลมโตทอดมองไปยังร่างสูงที่ยังคงทำงานอยู่
ชายหนุ่มกำลังช่วยลูกน้องผู้ชายสองคนแบกเข่งผลไม้ลังใหญ่ขึ้นท้ายรถกระบะ เสื้อยืดสีเทาของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนลู่ติดผิว เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ภายใน เขาทำงานหนักกลางแดดเปรี้ยงโดยไม่มีทีท่าว่าจะเหน็ดเหนื่อยหรือปริปากบ่นสักคำ
เธอมองภาพนั้นด้วยความแปลกใจ ข่าวลือที่ชาวบ้านพูดกันหนาหูว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้ มีข่าวกับผู้หญิงแทบทั้งตำบล มันดูขัดแย้งกับภาพที่เห็นตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง ผู้ชายที่บ้างานและลุยงานหนักขนาดนี้ จะเอาเวลาที่ไหนไปทำตัวกรุ้มกริ่มเจ๊าะแจ๊ะกับสาวๆ ตั้งแต่เช้าเธอยังไม่เห็นเขาพูดคุยเล่นหัวกับแม่ค้าคนไหนเลยด้วยซ้ำ มีแต่สั่งงาน สั่งงาน แล้วก็สั่งงาน
ช่วงบ่ายการทำงานยังคงเต็มไปด้วยการปะทะคารมย่อมๆ ทุกครั้งที่ร่างสูงเดินมาตรวจความเรียบร้อย มะปรางต้องคอยหาเรื่องเถียงเขากลับทุกครั้งที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งแปลกมากที่คนงานรอบข้างไม่ได้ดูตกใจหรือเข้ามาห้ามปราม แถมบางคนยังแอบหันไปอมยิ้มกันอีกต่างหาก
เวลาเลิกงานตอนเย็น พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง หญิงสาวบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้าหลังจากนั่งงมกับกองเอกสารมาทั้งวัน ร่างสูงเดินตรงเข้ามาหาพร้อมกับยื่นธนบัตรสีแดงสี่ใบให้ด้วยตัวเอง
"นี่ค่าแรงของวันนี้"
คนถูกใช้งานหนักยื่นมือไปรับมาเก็บไว้ในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว "ขอบคุณค่ะ งั้นฉันกลับก่อนนะ"
"เดี๋ยวพรุ่งนี้มาเช้ากว่านี้หน่อยนะ วันนี้ทำงานช้ามาก บิลค้างตั้งหลายใบ พรุ่งนี้มีของลงเพิ่มอีกสองคันรถ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จงใจกวนประสาท
คนถูกหาว่าทำงานช้าหันขวับกลับมาทันที "นี่คุณ ฉันเพิ่งมาทำวันแรกนะ จะให้ไวเหมือนคนที่ทำมาสิบปีได้ยังไง แล้วอีกอย่าง ที่มันช้าก็เพราะคุณมัวแต่มาสั่งให้แก้ตัวเลขตัวเดียวตั้งสามรอบไม่ใช่หรือไง"
"ก็บอกแล้วว่าต้องละเอียด"
"เผด็จการ" เธอพึมพำใส่หน้าเขาเบาๆ
"เมื่อกี้ว่าไงนะ"
"เปล่าค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะมาแต่เช้า จะเขียนบิลให้ละเอียดระดับมิลลิเมตรเลย พอใจไหมคะกำนัน" หญิงสาวประชดประชันก่อนจะสะบัดหน้าเดินตึงตังออกจากเรือนเพาะชำไป
ยศกรมองตามแผ่นหลังของคนขี้หงุดหงิดไปจนสุดสายตา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายโดยที่เจ้าตัวก็อาจจะไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังยิ้มออกมา ทำเอาคนงานเก่าแก่สองสามคนที่ยืนอยู่แถวนั้นหันมามองหน้ากันแล้วแอบยิ้มตามอย่างรู้ทัน
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในเรือนเพาะชำใหญ่ยังคงวุ่นวายเหมือนเช่นทุกวัน ร่างอวบในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมงเดินเข้ามารายงานตัวทำงานด้วยใบหน้าที่สดใสกว่าปกติ เธอไม่ได้กระตือรือร้นที่จะมานั่งจดตัวเลขหรือทำบิลส่งของหรอกนะ แต่สายตากลมโตกำลังสอดส่ายมองหาบางสิ่งบางอย่างที่มุมห้องต่างหาก'เจ้าเขียวไปไหนนะ หรือว่าตาหนวดนั่นจะเอาไปทิ้งแล้ว' หญิงสาวบ่นในใจพลางชะเง้อคอ มองหาจนคอแทบจะเคล็ด"มองหาบิลของเมื่อวาน หรือมองหาแมว" เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาคนที่กำลังทำตัวลับๆ ล่อๆ สะดุ้งสุดตัวเธอมองร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามายืนซ้อนด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนขึ้นมาถึงศอก ดูลุยๆ แต่ก็แฝงความเนี้ยบเอาไว้ในที ใบหน้าคมเข้มที่มีหนวดเครายังคงเรียบตึงเหมือนคนไม่เคยยิ้มบนโลกใบนี้"ฉันก็ต้องมองหางานสิ ใครจะไปมองหาแมวกันล่ะ ไม่ได้ว่างขนาดนั้นซะหน่อย" คนถูกจับได้รีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แล้วแสร้งทำเป็นหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะมาเปิดดูอย่างขะมักเขม้น ทั้งที่ถือแฟ้มกลับหัวอยู่แท้ๆกำนันหนุ่มปรายตามองแฟ้มในมือของเธอแล้วอดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มมุมปาก เขาไม่ได้ทักท้วงเรื่องแ
"โธ่ ใครเอาหนูมาทิ้งไว้ตรงนี้เนี่ย"สัญชาตญาณความอ่อนโยนทำงานโดยอัตโนมัติ คราบสาวปากเก่งที่ชอบเถียงเจ้านายฉอดๆ หรือคราบขาเมาท์เมื่อครู่ถูกสลัดทิ้งไปในพริบตา หญิงสาวย่อตัวลงนั่งยองๆ บนพื้นดิน หยิบขวดน้ำเปล่าในถุงพลาสติกออกมาเทล้างน้ำจิ้มออกจากลูกชิ้นจนสะอาดเอี่ยม แล้วฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ วางลงบนใบไม้แห้งตรงหน้าเจ้าเหมียว"หิวใช่ไหมลูก ค่อยๆ กินนะตัวเล็ก กินเยอะๆ จะได้อ้วนๆ เหมือนแม่ เอ้ย เหมือนพี่" เสียงที่เปล่งออกมาเปลี่ยนเป็นระดับความหวานเจี๊ยบขั้นสุด เรียกว่าเป็นเสียงสองที่คนฟังต้องขนลุกซู่ด้วยความหมั่นเขี้ยวลูกแมวน้อยดมกลิ่นอาหารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินลูกชิ้นอย่างตะกละตะกลามด้วยความหิวโหย มือเรียวเอื้อมไปลูบหัวทุยๆ ของมันอย่างเบามือ สายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่เจ้าของสวนกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยของรั้วลวดหนามอยู่กับลุงชัย คนงานเก่าแก่ ร่างสูงชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงหวานเจี๊ยบที่ไม่คุ้นหูลอยแว่วมา เขาขยับตัวเข้าไปยืนหลบมุมอยู่หลังต้นไม้ใหญ่เพื่อมองดูเหตุการณ์ภาพที่เห็นคือคู่กัดที่ชอบเถียงเขาทุกคำกำลังนั่งยองๆ คุยกับแมวจรจัดด้
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์นับตั้งแต่หญิงสาวเข้ามารับหน้าที่จัดการเอกสารในเรือนเพาะชำใหญ่ของโครงการเกษตร ชีวิตการทำงานของเธอวนเวียนอยู่กับการนับสต็อกผลผลิต เขียนบิลส่งของ และปะทะคารมกับเจ้านายชั่วคราวหน้านิ่งแทบทุกวันเช้าวันนี้ก็เช่นกัน กองเอกสารปึกใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าร่างอวบตั้งแต่เธอยังไม่ทันได้นั่งเก้าอี้ด้วยซ้ำ คนตัวโตในชุดเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตพับแขนถึงศอกยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง เขาชะโงกหน้ามาตรวจดูตัวเลขในสมุดบันทึกของเมื่อวาน กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยมากระทบจมูกอีกครั้งจนคนถูกจ้องจับผิดต้องแอบขยับตัวหนี"บิลของร้านเจ๊หงส์เมื่อวานทำไมยอดไม่ตรงกับในสต็อก ลองเช็กดูใหม่ซิ" เสียงทุ้มดุๆ เอ่ยสั่งงานตั้งแต่ไก่โห่"ก็เมื่อวานคุณสั่งให้ลูกน้องยกมะละกอไปเพิ่มให้เจ๊หงส์อีกสองลังไม่ใช่หรือไง ฉันก็เลยบวกยอดเพิ่มเข้าไปในบิลแล้ว ส่วนในสต็อกฉันกำลังจะแก้ให้เช้านี้ไงล่ะ" หญิงสาวหันไปเถียงฉอดๆ ไม่ยอมแพ้"ทำงานต้องทำทีเดียวให้จบ ปล่อยข้ามวันเดี๋ยวก็ลืมจนตัวเลขคลาดเคลื่อนหรอก รีบแก้ซะ สายๆ จะมีรถกระบะมารับของอีกรอบ" เขาบ่นทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินล้วงกระเป๋ากางเกงออกไปตรวจแปลง
เช้าวันต่อมามะปรางเดินมาถึงหน้าเรือนเพาะชำใหญ่ของโครงการเกษตรด้วยความรู้สึกระแวงขั้นสุด หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมพร้อมรับมือกับสงครามประสาทที่อาจจะเกิดขึ้น หากผู้ชายหน้าหนวดคนนั้นคิดจะแกล้งเอาคืนเรื่องผักบุ้งฟาดหน้าเมื่อวาน เธอพร้อมจะเปิดฝีปากเถียงกลับทันทีแบบไม่ยอมแพ้ภายในเรือนเพาะชำเต็มไปด้วยคนงานที่กำลังคัดแยกผลไม้และผักสดเพื่อเตรียมส่งให้พ่อค้าคนกลาง ร่างอวบกวาดสายตามองหาเจ้านายชั่วคราว ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อยืดสีเทาเข้มกำลังยืนตรวจของอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวยาวมุมห้อง"มาพอดีเลย มาดูงานตรงนี้สิ" เสียงทักทายเรียบๆ ดังขึ้นโดยที่เขาไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำหญิงสาวเดินเข้าไปใกล้โต๊ะอย่างระมัดระวัง บนนั้นมีสมุดจดสต็อกและปึกบิลส่งของวางเรียงรายอยู่เป็นกองสูงชายหนุ่มขยับตัวมายืนซ้อนอยู่ด้านหลังคนที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อชี้แจงรายละเอียดบนหน้ากระดาษ ระยะห่างที่ลดลงอย่างกะทันหันทำเอาคนถูกสอนถึงกับกลั้นหายใจ กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยมาเตะจมูก มันไม่ได้เหม็น แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความเป็นผู้ชายลุยงานอย่างประหลาด"ตรง
ร่างอวบเดินกระแทกเท้าปึงปังกลับมาถึงโรงเรือนคัดแยกผัก ใบหน้ากลมมนยังคงงองุ้มด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด เธอโยนตะกร้าพลาสติกเปล่าลงบนพื้นดินข้างคันดิน ก้มหน้าก้มตาหยิบต้นคะน้ามามัดรวมกันโดยไม่พูดไม่จา"อ้าว ทำไมหลบมามือเปล่าล่ะลูกเห้อ แล้วผักบุ้งไปไหนเสียแล้ว" ยายเงยหน้าจากกองผักถามด้วยความสงสัยหญิงสาวชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด"หนูเดินสะดุดคันดินล้มจ้ะยาย ผักบุ้งช้ำหมดเลย หนูเลยกองทิ้งไว้ตรงนู้น เดี๋ยวค่อยเอาไปทำปุ๋ยก็แล้วกัน""เอ้า เป็นพันพรือมั่ง เจ็บตรงไหนหม้ายลูก" ตาที่กำลังยกเข่งผักรีบวางมือแล้วเดินเข้ามาดูหลานสาวด้วยความตื่นตระหนก"หนูไม่เป็นไรจ้ะตา แค่เจ็บใจนิดหน่อย" ประโยคหลังเธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาที่มีหนวดเคราของตาโรคจิตคนนั้น คอยดูเถอะ ถ้าเจอตัวอีกแม่จะเอาเปลือกทุเรียนฟาดหน้าให้เข็ด โทษฐานมาฉวยโอกาสจับหน้าอกคนอื่นแล้วยังทำหน้ามึนใส่อีกระหว่างที่สองตายายกำลังสาละวนกับการตรวจดูรอยถลอกบนแขนหลานสาว เสียงทักทายของชาวบ้านในโครงการก็ดังแว่วมาเป็นระยะ"สวัสดีครับกำนัน""กำนันมาตรวจแปลงแต่เช้าเลยนะครับ วันนี้ลมเย็นเชียว"คนเพิ่งอาร
แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องลงมาทบหลังคาบ้านไม้ครึ่งปูนสองชั้นในจังหวัดชุมพร บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นต่างจากเมืองหลวงที่เพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง ปรางค์นารา หรือ มะปราง หญิงสาวรูปร่างอวบอัดกำลังก้มๆ เงยๆ จัดของออกจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เธอเพิ่งถูกเลิกจ้างจากบริษัทในกรุงเทพฯ จึงตัดสินใจหอบเงินชดเชยก้อนสุดท้ายกลับมาตายรังที่บ้านเกิด"หลบมาอยู่บ้านเราก็ดีแล้วลูกเห้อ กรุงเทพมันวุ่นวาย" เสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้นพร้อมกับร่างผอมบางที่เดินถือแก้วกาแฟโบราณเข้ามาในบ้าน"นั่นสิตา หนูเบื่อรถติดจะแย่ กลับมาสูดอากาศชุมพรดีกว่าเยอะเลย" หญิงสาวหันไปยิ้มกว้างให้ผู้เป็นตา"แล้วอิไปช่วยยายทำไหร่ในแปลงผัก แดดมันร้อน นั่งทับหนมกินอยู่บ้านต๊ะหลาน" ยายที่เพิ่งเดินกลับมาจากหลังบ้านเอ่ยสมทบด้วยความเป็นห่วง"หนูตกงานอยู่นะคะยาย ขืนนั่งกินนอนกินอยู่บ้านเฉยๆ เงินเก็บก้อนสุดท้ายได้หมดกันพอดี" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะหญิงสาวรู้สึกผิดอยู่ในใจลึกๆ ที่ปล่อยให้ตายายซึ่งอายุมากแล้วต้องไปรับจ้างดูแลแปลงผักในโครงการเกษตรของหมู่บ้าน แลกกับค่าแรงเพียงวันละ 350 บาท ทั้งที่งานเกษตรต้องใช้แรงงานเยอะและเหนื่อยมาก เธ







