Mag-log inสำหรับความหวังดีของหลินอี้ ฉินเยว่เหมือนจะไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก นางยังคงก้มหน้าพูดขอบคุณเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์หลิน”
“ไม่ต้องเกรงใจข้าขนาดนั้นก็ได้ ข้าก็แค่คนหยาบๆ ไม่รู้จักเอาใจใคร แค่ทำอาหารเป็น ถ้าช่วยเจ้าได้ก็นับว่าดีที่สุดแล้ว”
ฉินเยว่ก้มหน้าลงไม่ได้ตอบอะไรอีก นางรู้ตัวเองดีว่าไม่ใช่ผู้หญิงที่หน้าตาดีอะไร ไม่เหมือนน้องสาวของนางที่หน้าตางดงามและนิสัยร่าเริง จ้าวเยี่ยนเจียวบอกว่าหลินอี้ชอบนาง แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่านางมีอะไรดีถึงได้เข้าตาหลินอี้ได้
ตอนแรกแค่ติดต่อกับเป่าชิ่งโหลวเพื่อผู้อาวุโสเท่านั้น หลินอี้มักจะส่งอาหารให้จ้าวเยี่ยนเจียวบ่อยๆ ทั้งสองคนจึงมีโอกาสได้พูดคุยกันบ้าง นานวันเข้าจึงรู้สึกคุ้นเคย แต่ก็เพียงพูดคุยกันแค่นั้น
“เดี๋ยวข้าเอาอาหารใส่กล่องให้นะ แล้วจะให้คนไปส่ง”
“วันนี้ข้าจะช่วยท่านตุ๋นน้ำแกงปลาเจ้าค่ะ” ฉินเยว่พูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หลินอี้แปลกใจอยู่ๆ นางก็พูดขึ้นมา กำลังจะถาม จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบอธิบายว่า
“ท่านลุงหลิน ข้าได้ยินพี่ซานบอกว่าเมื่อวานมีแขกคนสำคัญมาที่เป่าชิ่งโหลว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีความอยากอาหาร อาหารที่เอาไปให้ให้ก็ถูกนำกลับมาเหมือนเดิม ท่านป้าของข้าเลยเลือกปลาสดๆ มาสองสามตัว อยากจะช่วยท่านทำน้ำแกงปลา ปลาสดๆ บำรุงร่างกายและกินง่าย ท่านคิดว่าอย่างไร?”
“ดีแน่นอน” หลินอี้ดีใจมาก “เมื่อเช้าก็เพิ่งส่งอาหารไปให้ แต่เสี่ยวเอ้อร์บอกว่าแขกคนนั้นไม่ได้แตะต้องแม้แต่น้อย ติ่งซานเจ้าไปขออนุญาตคนดูแลร้านเร็วเข้า”
หลินอี้กับฉินเยว่ช่วยกันดูปลาสดที่ยังกระโดดอยู่ในถังหลังร้าน ท่าทางพอใจมาก หลังจากนั้นไม่นาน เฉียวติ่งซานก็กลับมาพร้อมกับคำอนุญาตให้ฉินเยว่เข้าไปช่วยในห้องครัวได้
หลินอี้ถูมือไปมา ยิ้มแล้วพูดว่า ““แม่นางฉิน เจ้าช่วยเลือกปลาให้หน่อยได้หรือไม่”
ฉินเยว่เดินเข้าไปมองดูอย่างจริงจัง แล้วชี้ไปที่ปลาตัวหนึ่ง ปลาตัวนี้มีขนาดพอเหมาะ เพราะเมื่อกี้ได้ยินจ้าวเยี่ยนเจียวบอกว่าแขกคนสำคัญไม่มีความอยากอาหาร ถ้าทำมากเกินไปก็จะกินไม่หมด
“ดี!” หลินอี้ยกแขนเสื้อขึ้น แล้วตักปลาตัวนั้นขึ้นมา หันหลังเดินเข้าไปในห้องครัว
ฉินเยว่บอกว่าจะช่วย ดังนั้นนางจึงเดินตามเข้าไป
“เดี๋ยวข้าจะทำปลาอีกตัวให้เจ้าเอากลับไปกิน”
ได้ยินคำพูดของหลินอี้ ฉินเยว่ก็ส่ายหน้า “ไม่ดีหรอกกระมัง ให้ท่านต้องสิ้นเปลืองทุกครั้ง”
หลินอี้ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ ในสายตาของเขา ฉินเยว่แค่มีปานบนหน้าผากเท่านั้น แต่รูปร่างหน้าตาของนางไม่ได้แย่ นิสัยก็ดี ในสายตาของเขานางเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะแต่งงานเข้ามาเป็นฮูหยิน แต่ดูเหมือนนางจะไม่ค่อยชอบเขาเท่าไหร่...
“เจ้าหลีกไปก่อน อย่าให้กลิ่นคาวปลาติดตัว”
“ไม่ได้ๆ มา ให้ข้าช่วยเอง หรือว่าท่านถอยไปเลยจะดีกว่า” ฉินเยว่แย่งเอาปลามาได้ แล้วออกแรงใช้สันมีดทุบหัวปลาบนเขียงไปสองสามทีเพื่อให้ปลาสลบ นางอาสามาช่วยงาน งานเล็กน้อยแบบนี้ไม่ควรให้พ่อครัวใหญ่ทำ
หลินอี้ทำอะไรไม่ได้ นอกจากถอยไปยืนข้างๆ มองดูนางที่ก้มหน้าก้มตาแล่ปลาอย่างตั้งใจ
“ตอนบ่ายข้าซื้อตั๋วดูงิ้วของหงเสียไว้แล้ว วันนี้แสดงเรื่องนางพญางูขาวใช่ไหม?”
ฉินเยว่พยักหน้าอย่างซื่อๆ “ใช่แล้ว”
“เอาไว้ไปถึงแล้วข้าจะไปหา ไปพูดคุยกับเจ้าสักหน่อย”
“แต่ข้ายังมีงานอีกเยอะที่ต้องทำ แป้งแต่งหน้าในคณะงิ้วใช้กันเร็วมาก เมื่อวานดูเหมือนจะหมดแล้ว ข้าต้องรีบไปช่วยทำเพิ่ม เกรงว่าจะไม่มีเวลาคุยกับท่าน” ฉินเยว่ไม่ได้ตั้งใจที่จะปฏิเสธ แต่เป็นเพราะวันนี้นางตั้งใจไว้แบบนั้นจริงๆ
จ้าวเยี่ยนเจียวมองดูอยู่จากนอกหน้าต่างรู้สึกหมดหนทาง หลินอี้มีสายตาเฉียบแหลมที่มองเห็นความดีของท่านป้าของนางได้ แต่น่าเสียดายที่ท่านป้าของนางยังคงมีความหวัง... หวังว่าท่านลุงเขยของนางจะไม่ตาย ถ้าท่านป้าของนางยังไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าใครก็คงไม่อยู่ในสายตาของท่านป้า
จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนมีเหตุผล ไม่ว่าท่านลุงเขยที่ไม่เคยพบเจอหน้าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร นางไม่มีทางปล่อยให้ท่านป้าเสียเวลาไปกับผู้ชายที่ไม่คู่ควรอย่างแน่นอน ดังนั้นนางจึงพยายามช่วยหลินอี้ให้เอาใจท่านป้า หวังว่าจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่า แม้ดอกไม้ร่วงหล่นมีความตั้งใจแต่สายน้ำไหลกลับไร้ความรู้สึก[1]...
[1] ฝ่ายหนึ่งมีใจรักหรือปรารถนาแต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ตอบสนอง ไม่แยแส หรือไม่มีใจให้
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







