เข้าสู่ระบบจ้าวเยี่ยนเจียวยิ้มให้นาง ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม ที่จริงแล้วนางก็ยังไม่เข้าใจตัวเอง แต่ก็รู้สึกได้ว่าเยว่ฉีอวิ๋นนั้นตามใจนางมาก ตราบใดที่นางไม่ไปจากหงเสีย เขาก็จะปล่อยให้นางทำตามใจตัวเองได้
เมื่อเข้าไปในวิหารใหญ่ จ้าวเยี่ยนเจียวพาจินจื่อไปไหว้พระอย่างตั้งใจ และยังขอเครื่องรางนำโชคกลับไปให้ท่านป้าของนางด้วย จากนั้นจึงเดินไปที่วิหารเล็กเพื่อจุดธูปและสวดมนต์ขอพรให้พี่ชายของเยว่ฉีอวิ๋น เห็นเปลวเทียนที่สว่างไสว นางก็สงบใจลงและสวดมนต์
หลังจากสวดมนต์เสร็จแล้ว ก็จะได้กินอาหารเจชื่อดังของวัดผู่ถัว
การจะได้กินอาหารเจของที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากจะต้องบริจาคเงินทำบุญอย่างน้อยห้าสิบตำลึงแล้ว ยังต้องจองล่วงหน้าเป็นเวลานาน ท่านป้าของนางได้จองอาหารโต๊ะนี้ไว้ตั้งแต่ครึ่งปีก่อนแล้ว จ้าวเยี่ยนเจียวพึมพำบทสวดมนต์ในปาก ได้ยินเสียงล้อไม้กลิ้งอยู่ด้านหลัง นางไม่ได้หันไปดู ยังคงสวดมนต์ต่อไปอย่างใจเย็น
เมื่อสวดมนต์เสร็จแล้ว นางก็ดึงจินจื่อให้ลุกขึ้น พอหันกลับไป ก็รู้สึกประหลาดใจ การได้เห็นเยว่ฉีอวิ๋นที่นี่ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะที่นี่มีป้ายชื่อของพี่ชายของเขา แต่ที่นางคิดไม่ถึงคือเขาเข็นรถเข็นของจางเจิ้งเหอมาด้วย
เห็นจางเจิ้งเหออยู่ที่นี่ นางรู้สึกงงงวย สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา และสุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่ขาของเขาที่ถูกคลุมด้วยผ้าห่ม “ขาของท่านยังไม่หายดีอีกหรือ?”
“หมอบอกว่าต้องพักฟื้นอีกครึ่งปี”
“แค่ล้มลงก็ต้องพักฟื้นตั้งครึ่งปี ร่างกายของท่านช่างอ่อนแอจริงๆ” ร่างกายแบบนี้ยังจะกล้าคิดที่จะแต่งงานอีก? ไม่กลัวว่าจะได้ฮูหยินที่เอาแต่ใจจนทำให้ตัวเองลำบากจนตายเลยหรือ? คำพูดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของจ้าวเยี่ยนเจียวอย่างไม่พอใจ
นางรู้ว่าตัวเองมีความรู้สึกที่ไม่ควรมีกับจางเจิ้งเหอ แต่ถึงแม้จะรู้ว่าไม่ควร ตอนนี้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ใครใช้ให้นางใจเต้นกับเขาไปแล้วล่ะ
จางเจิ้งเหอลดสายตาลงไม่ได้อธิบายอะไรมาก เขาแค่โบกมือให้นางเบาๆ นางไม่เข้าใจจึงเดินเข้าไปหา
“เข็นข้าไปหน่อย” จางเจิ้งเหอมองไปที่ป้ายชื่อ
รถเข็นนี้ทำจากไม้เนื้อแข็งจึงมีน้ำหนักไม่เบา การจะเข็นต้องใช้กำลังพอสมควร แต่สำหรับจ้าวเยี่ยนเจียวแล้วเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว นางเข็นเขาไปข้างหน้า จางเจิ้งเหอจ้องมองป้ายชื่อที่อยู่ตรงหน้าอย่างตั้งใจ
“คุณชายสามเยว่ช่างมีน้ำใจมากจริงๆ ที่ตั้งป้ายชื่อให้ท่านแม่ทัพใหญ่”
“พี่ชายของข้าปกป้องชายแดนมาหลายปี ความปลอดภัยของเขามีผลกระทบต่อทั้งจวนกั๋วกง การตั้งป้ายชื่อเพื่อขอพรให้ปลอดภัยจากเหตุเพทภัยเป็นสิ่งที่ควรทำ”
“คุณชายสามเยว่เอาแต่สนใจเรื่องของตัวเองก็เชื่อเรื่องการขอพรให้ปลอดภัยด้วยหรือ” จางเจิ้งเหอหัวเราะเบาๆ “พูดตรงๆ แล้ว ป้ายชื่อนี้คงไม่ได้ตั้งไว้เพื่อขอพรให้ท่านแม่ทัพใหญ่หรอก แต่ทำเพื่อความสบายใจของคุณชายสามเยว่เองใช่หรือไม่?”
“ทุกคนเมามายมีเพียงคุณชายรองที่ตื่นรู้เพียงคนเดียว ใช่แล้ว ที่ทำเพื่อความสบายใจของข้าเองแหละ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร นี่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย”
จางเจิ้งเหอยิ้มเล็กน้อย ไม่ปฏิเสธ แล้วเงยหน้ามองจ้าวเยี่ยนเจียว”สั่งอาหารเจไว้แล้วหรือ?”
จ้าวเยี่ยนเจียวพยักหน้า
“เช่นนั้นไปกันเถอะ”
ดวงตาของจ้าวเยี่ยนเจียวเบิกกว้างด้วยความระแวดระวัง “ท่านป้าของข้าสั่งอาหารไว้แค่สองที่เท่านั้นเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ?” จางเจิ้งเหอมองใบหน้าของนางที่ดูเหมือนจะปกป้องอาหาร “เจ้าทำข้าลำบากถึงขนาดนี้ จะให้ข้ากินข้าวกับเจ้าไม่ได้เลยหรือ?”
นี่มันตั้งใจจะยัดเยียดความลำบากของเขาให้นางอีกแล้ว “ท่านขาเจ็บเพราะล้มเองต่างหาก”
“แต่ก็เพราะเจ้าทำให้เป็นแบบนี้”
คนคนนี้ตั้งใจจะหาเรื่องนางชัดๆ จ้าวเยี่ยนเจียวรู้สึกมึนงง นางที่เป็นคนไม่ยอมเสียเปรียบ กลับต้องยอมเขาอยู่ร่ำไป มองดวงตาที่เปล่งประกายของเขา นางก็ยอมแพ้ในที่สุด พอถูกหลอกบ่อยเข้า นางรู้สึกชาชินแล้ว ในใจของนางรู้สึกว่าถ้าเขาไม่หลอกสิแปลก...
“ยอมแพ้ท่านแล้ว”
เยว่ฉีอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาคิดว่าเรื่องอาหารจะทำให้ไม่มีใครยอมใครแล้ว แต่ไม่คิดว่าจ้าวเยี่ยนเจียวจะยอมอ่อนข้อให้คนอื่น
วันนี้มีคนมาไหว้พระไม่น้อย แต่เมื่อพวกเขาออกจากวิหารเล็กแล้วเดินไปที่สวนไผ่ด้านหลัง ก็มีคนเปิดทางให้เรียบร้อยแล้ว ทำให้จ้าวเยี่ยนเจียวสามารถเข็นรถเข็นไปได้อย่างราบรื่น
เดินไปบนเส้นทางที่ไม่มีอะไรขวางกั้น จ้าวเยี่ยนเจียวยอมรับว่าอำนาจนั้นน่าหลงใหล ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีคนคอยอำนวยความสะดวกให้
ในสวนไผ่ด้านหลังวัดผู่ถัว มีห้องพักสองชั้นสวยงามตั้งเรียงราย ภายใต้การนำของสามเณรน้อยอายุประมาณหกเจ็ดขวบ พวกเขาเดินผ่านระเบียงเข้าไปในห้องที่มีอาหารเจเตรียมไว้แล้ว
ที่จริงแล้วเย่ฉีอวิ๋นก็สั่งอาหารไว้เหมือนกัน จึงสั่งให้ยกมาวางด้วยกัน โต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยอาหารมากมาย มีผัดเห็ดหอม, เต้าหู้สีทอง[1], ยำเห็ดหูหนู, มันฝรั่งผัดเปรี้ยวหวาน, มะเขือยาวผัดถั่วฝักยาว, ฟักเขียวตุ๋นซีอิ๊ว และอื่นๆ จ้าวเยี่ยนเจียวที่ก่อนหน้านี้ยังกังวลว่าอาหารจะไม่พอ เมื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกว่าความสุขนี้มาถึงอย่างกะทันหัน ดวงตาของนางเป็นประกาย
อาหารบนโต๊ะมีมากเกินไปสำหรับสามคน แต่เมื่อมีจ้าวเยี่ยนเจียวอยู่ด้วย คำว่า ‘กินไม่หมด’ ก็ไม่เคยเกิดขึ้น อีกทั้งวันนี้จางเจิ้งเหอก็มีอารมณ์อยากอาหารด้วย อาหารบนโต๊ะจึงถูกทั้งสามคนกินไปเกือบหมด
เยว่ฉีอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “ตราบใดที่มีเจียวเจียวอยู่ ก็ไม่ต้องกังวลว่าอาหารจะเหลือ”
“ถ้าท่านเอาขาหมูแก้วจากเป่าชิ่งโหลวมาให้ข้าอีกจาน ข้าก็จะกินหมดเหมือนกัน” จ้าวเยี่ยนเจียวพูดจบก็เพิ่งนึกได้ว่าที่นี่เป็นวัด นางจึงรีบพูดว่า “อา-มิ-ตา-พุทธ”
เยว่ฉีอวิ๋นยิ้มมองนาง แล้วสั่งให้คนมาเก็บจานชามบนโต๊ะออกไป นำชุดน้ำชาและกระดานหมากรุกมาวางไว้แทน
จ้าวเยี่ยนเจียวมองดูเยว่ฉีอวิ๋นกับจางเจิ้งเหอเล่นหมากรุกกันอย่างสนุกสนาน นางปลดถุงผ้าที่เอว เทเมล็ดแตงโมที่อยู่ข้างในออกมา
“ยังจะกินอีกหรือ?” เยว่ฉีอวิ๋นเหลือบมอง รู้สึกโชคดีที่เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวของเขา ไม่อย่างนั้นคงจะปวดหัวน่าดู
จ้าวเยี่ยนเจียวแทะเมล็ดแตงโม ‘ฆ่าเวลา’
เยว่ฉีอวิ๋นถอนหายใจ “ต่อหน้าคุณชายรอง เจ้าควรจะทำตัวให้มีมารยาทหน่อย”
จ้าวเยี่ยนเจียวมองจางเจิ้งเหอ เห็นว่าเขายังคงสงบนิ่ง สายตาที่มองนางดูอ่อนโยน “ดูเหมือนว่าเขาจะชอบข้าที่เป็นแบบนี้นะเจ้าคะ”
จางเจิ้งเหอหัวเราะเบาๆ เสียงของเขารู้สึกมีความสุขอย่างประหลาด
เยว่ฉีอวิ๋นมองจางเจิ้งเหออย่างสงสัย พูดกับจ้าวเยี่ยนเจียวว่า “เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหน?”
“ก็แค่รอยยิ้มนี่อย่างไรเจ้าคะ มุมปากยกขึ้น ดวงตาดูเหมือนจะยิ้ม ไหล่ที่ผ่อนคลาย...แสดงว่าตอนนี้เขามีความสุขมาก เมื่อเทียบกับตอนที่อยู่กับคุณชายในวิหารเล็กแล้ว เขาคงจะชอบอยู่กับข้ามากกว่า”
[1] อาหารที่นำเต้าหู้ (ซึ่งอาจนำไปทอด, เจียว หรืออบในหม้อทอดไร้น้ำมัน) จากนั้นนำไปคลุกกับไข่แดงเค็ม หรือราดด้วยซอส เพื่อให้มีลักษณะกรอบนอกนุ่มใน และมีสีเหลืองทองสวยงาม
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







