เข้าสู่ระบบฉินเยว่พูดอย่างมีความสุข นางอาจจะไม่มั่นใจในตัวเอง แต่นางมั่นใจในตัวจ้าวเยี่ยนเจียวมาก
จ้าวเยี่ยนเจียวยิ้มแหย ถึงแม้นางจะคิดว่าตัวเองเป็นคนดีมาก แต่ก็ไม่ได้ดีอย่างที่ป้าของนางคิด
“ที่จริงก็ไม่ใช่คนอื่นหรอกเจ้าค่ะ ก็คือคุณชายรองคนนั้นแหละ”
ฉินเยว่ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ “คุณชายรอง?! เขาไม่ใช่คนใหญ่คนโตจากเมืองหลวงที่เคยตกน้ำที่ตระกูลจ้าวหรือ?”
“ใช่เจ้าค่ะ เขาคนนั้นแหละ”
ฉินเยว่เติบโตมาในหมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากเมือง
ห้าสิบลี้ สถานที่ที่นางเคยไปไกลที่สุดก็คือเมือง
ส่วนเมืองหลวงนั้นเป็นสถานที่ที่นางไม่เคยแม้แต่จะฝันถึง
“คนรวยแบบตระกูลจ้าวยังบอกว่าเป็นคนใหญ่คนโต แล้วเจ้ายังจะแต่งงานกับคนแบบนั้นหรือ?” สีหน้ายินดีของฉินเยว่บัดนี้หายไปหมดแล้ว “เจียวเจียว การแต่งงานนี้ไม่ดีเลย แม่ของเจ้าเพราะไม่รู้จักฐานะของตัวเอง ถึงได้เข้าไปเป็นอนุในตระกูลจ้าวให้กับพ่อของเจ้า ตอนนั้นไม่รู้ว่าต้องเจ็บปวดแค่ไหน เจียวเจียวของป้าเป็นคนดีมาก สามารถหาคนดีๆ ได้ ไม่ต้องเดินตามรอยแม่ของเจ้าได้ไหม?”
จ้าวเยี่ยนเจียวรู้ว่าป้าของนางเป็นห่วงและกังวลใจ จึงปลอบใจว่า “ข้าไม่เหมือนท่านแม่ของข้าหรอกเจ้าค่ะ”
“ไม่ได้ๆ” ฉินเยว่กระวนกระวายใจ แต่ก็ไม่รู้จะพูดเกลี้ยกล่อมอย่างไร “ย่าของเจ้าเคยสั่งเอาไว้ว่าห้ามเป็นอนุให้ใคร”
คนรวยขนาดนี้ แม้ฉินเยว่จะไม่เข้าใจเรื่องราวมากนัก แต่นางก็รู้ว่าต้องหาคู่ที่เหมาะสมกัน และด้วยฐานะของจ้าวเยี่ยนเจียวก็ไม่สามารถเป็นฮูหยินเอกได้
“ท่านป้าเจ้าคะ ในเมื่อข้าคิดจะแต่งงาน แน่นอนว่าต้องเป็นฮูหยินเอกเท่านั้น”
“จริงหรือ?!”
“จริงเจ้าค่ะ” จ้าวเยี่ยนเจียวพูดอย่างมั่นใจ “แต่เรื่องนี้ค่อนข้างยุ่งยากอยู่บ้างเล็กน้อย”
ฉินเยว่อดกังวลไม่ได้
เดิมทีจ้าวเยี่ยนเจียวไม่อยากอธิบายอะไรมากนัก แต่กลัวว่าจะมีข่าวลือที่ไม่ดีรู้ไปถึงหูของฉินเยว่แล้วจะทำให้ฉินเยว่ไม่สบายใจ นางก็เลยต้องพูดออกมาตามตรง “อย่างที่ท่านพูด ด้วยฐานะของข้าไม่สามารถเข้าไปในจวนโหวได้ จวนโหวต้องการจะแต่งงานกับตระกูลจ้าว แต่คนที่พวกเขาหมั้นหมายไว้คือคุณหนูรองของเรือนรอง จ้าวซิ่น”
ตอนนี้ดวงตาของฉินเยว่ก็แดงก่ำแล้ว
จ้าวเยี่ยนเจียวจึงพูดต่อทันที “แต่จ้าวซิ่นไม่ต้องการแต่งงาน ตระกูลจ้าวเลยมาหาข้า ให้ข้ากลับไปแต่งงานแทนนาง”
ฉินเยว่ร้องไห้ออกมาจริงๆ “เจียวเจียว เจ้าพูดอะไรที่ป้าไม่เข้าใจ จ้าวซิ่นไม่ยอมแต่งงาน แสดงว่าคุณชายรองคนนี้มีปัญหาอะไรแน่ๆ ตาบอด... ไม่สิ เขาเห็น... ข้ารู้แล้ว เพราะเขาเดินไม่ได้ใช่ไหม ตระกูลจ้าวถึงได้ให้เจ้าแต่งงานแทน?”
ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม จ้าวเยี่ยนเจียวคงจะอดหัวเราะไม่ได้ “ท่านป้า ขาของคุณชายรองได้รับบาดเจ็บจากการตกรถม้า แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว เขาแค่สุขภาพไม่ค่อยดีเท่านั้นเอง”
ฉินเยว่ส่ายหัว “ไม่ใช่แค่ไม่ดีหรอก ต้องแย่มากแน่ๆ แปดในสิบส่วนแต่งไปก็ต้องเป็นหม้าย”
หางตาของจ้าวเยี่ยนเจียวกระตุก มองหน้าท่านป้าของนาง แล้วคิดในใจว่า ใครบอกว่านางไม่ฉลาด พูดได้ตรงจุดเชียว นางกระแอมในลำคอแล้วปลอบเบาๆ ว่า “ชีวิตคนเราเกิดมาต้องมีวันตาย เรื่องในอนาคตไม่มีใครพูดได้หรอกเจ้าค่ะ แต่ถ้ามันเป็นพรหมลิขิตข้าก็ไม่สนใจหรอก เขาอยากแต่งงานกับข้า ข้าอยากแต่งงานกับเขา เหมือนที่เขาพูดว่าแม้ฐานะจะไม่เหมาะสมกัน แต่เราเหมาะสมกันเพราะความรัก ท่านป้าควรจะดีใจกับข้านะเจ้าคะ” ฉินเยว่ร้องไห้เงียบๆ
“ท่านป้า เมื่อข้าแต่งงานแล้ว ข้าจะมารับท่านไปอยู่ด้วย” นี่เป็นความมุ่งมั่นของจ้าวเยี่ยนเจียวในชีวิตนี้ พอถึงตอนนั้นนางจะไถ่ตัวฉินเยว่ จะมอบชีวิตที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองให้กับป้าของนาง
ฉินเยว่ส่ายหัวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นสะอื้น “เจ้าจะแต่งงาน จะให้ป้าคนนี้ไปอยู่ด้วยได้อย่างไร?! แค่เจ้าใช้ชีวิตให้ดีก็พอแล้ว แต่เขาอายุไม่ยืน ชีวิตของเจ้าก็จะลำบาก”
“ข้าไม่ลำบากหรอกเจ้าค่ะ” นางโอบกอดฉินเยว่ “ท่านป้า ถึงแม้ในอนาคตสามีของข้าจะ...” การพูดว่าจางเจิ้งเหอจะตายเหมือนกับเป็นการสาปแช่งเขา นางไม่อยากพูดจึงเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ “สรุปแล้วข้ามีสามีที่ร่ำรวยและมีที่พึ่งในอนาคต เมื่อข้าไปเมืองหลวงแล้ว ข้าจะซื้อบ้านหลังเล็กๆ ให้ท่าน จะหาคนรับใช้ให้ท่านอีกหลายๆ คน เพื่อให้ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย”
ถ้าสามารถมีพื้นที่เล็กๆ เป็นของตัวเอง... ฉินเยว่ก็มีความฝันแบบนั้นเช่นกัน แต่จ้าวเยี่ยนเจียวยังเด็กนัก ถ้าต้องเสียสามีตั้งแต่ยังสาว ชั่วชีวิตนี้...
นางพลันส่ายหน้า “พรุ่งนี้ป้าจะที่ไปวัดเพื่อจุดตะเกียงต่ออายุให้คุณชายรอง เขาชื่ออะไรนะ? ป้าจะขอพรจากพระโพธิสัตว์ให้เขาอายุยืนยาวร้อยปี รักใคร่กลมเกลียวกับเจียวเจียวของป้าตลอดไป”
เมื่อฟังคำพูดของท่านป้า ก็ถือว่ายอมรับเรื่องที่นางจะแต่งงานกับจางเจิ้งเหอแล้ว ส่วนเรื่องการจุดตะเกียงต่ออายุ เพื่อให้ท่านป้าสบายใจ นางจะไม่ขัดขวาง
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







