Share

บทที่ 5

last update publish date: 2026-09-02 12:35:23

            ในระหว่างนั้น อัมรานได้เดินทางกลับมาถึงจัสตินพาเลซพอดี เขาได้รับรายงานว่ามีคนร้ายบุกเข้ามา จึงรีบขี่ม้าตรงมายังสวนอุทยาน โดยมียะห์ซินควบม้าตามผู้เป็นนายมาติดๆ

            เมื่อมาถึงจุดหมาย เขาเห็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงเพรียว สวมชุดแต่งกายรัดกุมสีดำ ยืนอยู่กลางวงล้อมของเหล่าทหารองค์รักษ์ ยะห์ซินนายทหารคนสนิทรีบกระโดดลงจากหลังม้า พร้อมกับตะโกนเต็มเสียง

            “กล้ามากนะที่บังอาจเข้ามาขโมยของที่นี่”

            ชีคอัมรานซึ่งยังคงนั่งอยู่บนหลังม้า จับตาดูสถานการณ์อย่างเงียบๆ สายตาของเขาจ้องมองไปที่ขโมยร่างสูงโปร่ง ซึ่งตกอยู่ในวงล้อมของเหล่าทหารองครักษ์

            พันไมล์ออกอาการไม่พอใจ ที่ตนเองถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวขโมย

            “ใครขโมย พูดให้ดีนะ”

            “ก็แกไง หลักฐานมันฟ้องอยู่ชัดๆ”

            “สงสัยว่าคนพวกนี้จะกินฝุ่นทรายเข้าไปเยอะ ถึงได้พูดจามั่วซั่วตลอด ระหว่างคนดีกับคนเลวก็ยังแยกไม่ออก” เธอบ่นเสียงขุ่น

            ใบหน้าของพันไมล์บึ้งตึง เพราะเริ่มรู้สึกหงุดหงิดที่จู่ๆ ก็ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหาว่าเป็นขโมย ทั้งที่เธอพยายามที่จะช่วยจับขโมยให้พวกเขาด้วยซ้ำ แต่ว่ามันดันหนีเอาตัวรอดไปได้ซะก่อน ทำให้เธอต้องมาตกที่นั่งลำบากอยู่ในตอนนี้

            “บอกว่าไม่ใช่ขโมยฟังไม่รู้เรื่องหรือไง” หญิงสาวตวาดกลับไปทันที

            ยะห์ซินไม่สนใจคำปฏิเสธ เขาส่งสัญญาณให้ทหารกรูเข้าไปจับตัวพันไมล์

            เธอขยับตัวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ปากก็ตะโกนว่า "ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ขโมย ฟังไม่รู้เรื่องใช่ไหม ชักจะโมโหแล้วนะ"’

            หลังจากนั้นพันไมล์ก็ต้องลงมือต่อสู้อีกครั้ง เธอล้มทหารปลายแถวพวกนั้นไปหลายคน รวมทั้งยะห์ซินนายทหารคนสนิทของชายชุดดำที่นั่งดูอยู่บนหลังม้า ก็ถูกเธอซัดจนล้มคว่ำไปเช่นกัน แต่กว่าจะคว่ำเขาได้ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบและใช้แรงที่มีไปจนหมดสิ้น

            “ฝีมือไม่เลวนี่” อัมรานพูดพร้อมกับกระโดดลงจากหลังม้า 

            “ลงมาจากหอคอยได้แล้วสินะ สงสัยคงอยากจะลองของ” พันไมล์ตอบพร้อมกับพิจารณาชายหนุ่มคนดังกล่าว

            ดูจากภายนอกแล้วอายุไม่น่าจะเกินสามสิบ รูปร่างของเขาสูงใหญ่ สวมชุดและเสื้อคลุมสีดำ พร้อมผ้าโพกศีรษะที่ชาวอาหรับทั่วไปนิยมใช้กัน และปกปิดใบหน้าไว้ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ ถึงแม้ว่าเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่จะเก่าและเต็มไปด้วยฝุ่นทราย

            แต่พันไมล์ก็สามารถสัมผัสได้ถึงรังสีแห่งความเป็นผู้นำ ที่เปล่งประกายออกมาจากตัวเขา

            แม้เธอจะรู้สึกเหนื่อยล้าจากการวิ่ง และปะทะกับคนร้ายในครั้งแรก อีกทั้งยังต้องสู้กับทหารร่างสูงใหญ่อีกหลายคน ทำให้แรงปะทะของเธอเริ่มลดน้อยถอยลง แต่คนอย่างพันไมล์ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด แม้แต่บุรุษที่น่าเกรงขามที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า

            เมื่อชายคนนั้นกระโจนเข้าหาเธอ พันไมล์จึงปล่อยหมัดเล็กๆ ไปสกัดไว้ แต่ฝีมือของเขาร้ายกาจกว่าทหารพวกนั้นหลายเท่านัก ไม่นานเธอก็ถูกเขาลุกไล่จนต้องถอยล่นไป

            อัมรานกระตุกยิ้มมุมปาก เขาอาศัยจังหวะได้เปรียบตรงเข้าล็อกข้อมือเล็กบางไว้แนบลำตัว อีกมือก็โอบรัดรอบตัวเธอไว้แน่น คิ้วหนาเลิกสูง เมื่อสัมผัสได้ถึงความอวบยุ่น นุ่มนิ่มของทรวงอกสาว พันไมล์พยายามดิ้นรนให้หลุดจากอ้อมแขนที่แข็งแรงราวกับเหล็กกล้านั้น แต่แรงของเธอหรือจะสู้แรงของผู้ชายได้ แม้จะสู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้แต่พันไมล์ก็ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย เธอดิ้นรนจนสุดกำลัง ปากก็ตะโกนสั่งด้วยความโมโห

            “ปล่อยฉันนะ ไอ้บ้า! มาจับฉันไว้ทำไม”

            พันไมล์ออกแรงดิ้นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เมื่อรู้สึกถึงกล้ามเนื้อแกร่งสัมผัสเสียดสีกับทรวงคู่งามของตัวเอง

            อัมรานยิ้มหยันที่มุมปาก เขาจ้องมองไปที่หัวขโมยด้วยดวงตาแข็งกร้าว

            “หยุดโวยวายได้แล้ว”  

            เขาสั่งเสียงเข้มวางอำนาจ แต่มีหรือที่คนอย่างพันไมล์จะยอมฟัง

            "ก็ปล่อยฉันก่อนสิ" พันไมล์ตะโกนและยังดิ้นรนอยู่เช่นเดิม

            "ถ้าไม่หยุดตาย!"

            คำขู่ของเขาทำให้หญิงสาวหยุดชะงัก คำเตือนของแทนไทเริ่มแทรกซึมเข้ามาในหัว เธอจึงตัดสินใจถอยก่อนจะตะโกนว่า “ยอมก็ได้”

            จากนั้นชีคหนุ่มก็สั่งให้พวกทหารเข้ามาจับกุมตัวเธอไว้

            แม้คำเตือนของพี่ชายจะวิ่งวนอยู่ในหัว แต่นิสัยปากดีที่แก้ไม่หายก็ทำให้พันไมล์พูดขึ้นอย่างมีโทสะ

            "พูดจนปากจะฉีกถึงหูก็ยังไม่เข้าใจ...ฉันบอกว่าฉันไมใช่ขโมย...ไม่ใช่ขโมย...ยังใส่ร้ายกันอยู่ได้...ไอ้หัวขโมยที่ว่ามันหนีไปได้ตั้งนานแล้ว”

            พันไมล์โบ้ยหน้าไปยังทิศทางที่เจ้าหัวขโมยวิ่งหลบหนีไป แต่เมื่อทุกคนยังนิ่งเป็นหิน เหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่เธอร้องบอก หญิงสาวจึงตัดสินใจยื่นข้อเสนอ

            ในเมื่อพูดไปก็ไร้ประโยชน์ พันไมล์จำต้องงัดเส้นก๋วยจั๊บใหญ่ยักษ์อย่างชีคอัมรานมาใช้แก้ขัดไปก่อน ด้วยหวังว่าจะทำให้ทหารพวกนี้กลัว และปล่อยเธอไปเจรจาแก้ต่างให้ตัวเองต่อหน้าชีคหนุ่ม

            "ฉันจะคุยกับชีคอัมรานคนเดียวเท่านั้น"

            “คิดจะคุยอะไร!” อัมรานเอ่ยถาม มองหญิงสาวชาวไทยจอมโวยวายอย่างแปลกใจ

            "ทำไมฉันต้องบอกนายด้วย"

            "ผู้หญิง!"

            พันไมล์เริ่มดิ้นและยกขาเหวี่ยงขึ้น พร้อมกับตะโกนออกไปด้วยความโมโหกับน้ำเสียงดูถูกของชายหนุ่ม            

            "ไม่เกี่ยวโว้ย!"

            "คิดว่าฉันจะใช้มารยา บีบน้ำตาขอร้องท่านชีคของพวกนายหรือไง แขกซุปเปอร์วีไอพีอย่างพันไมล์ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น ให้ฉันได้คุยกับเขาก่อนเถอะ เรื่องขโมยอะไรพวกนี้รับรองหายหมด"

            ทหารทุกคนรวมทั้งยะห์ซินฟังขโมยตัวน้อยคุยโวแล้วต้องรีบกลั้นยิ้ม

            อัมรานไม่คิดที่จะฟังเรื่องเพ้อเจ้อของหญิงสาวอีกต่อไป เขาสั่งลูกน้องจัดการเธอด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดทันที

            “ยะห์ซินตัดมือ!”

            พันไมล์หน้าเหวอไป แก้มนวลเริ่มซีดเผือด เพราะไม่คิดว่าขนาดยี่ห้อของชีคอัมราน ที่เธอมั่นใจว่าใหญ่บิ๊กเบิ้มแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้นายคนนี้กลัวได้

            "หยุดเลยนะ จะตั้งศาลเตี้ยกันหรือไง บ้านเมืองนี้จะไม่มีการสอบสวน อุทธรณ์ หรือฎีกา อะไรกันบ้างเลยหรือ" หลังจากอ้าปากค้างอยู่นานพอควร พันไมล์จึงเอ่ยขึ้น

            ดาบในมือที่เงื้อขึ้นของยะห์ซินชะงักค้าง นายทหารหนุ่มเหลือบมองเจ้านายเพื่อรอฟังคำสั่ง

            ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีดำแสยะยิ้ม เกิดมาเขาไม่เคยพบเจอผู้หญิงปากกล้า ไม่กลัวตายแบบผู้หญิงคนนี้มาก่อน ขนาดความตายมารออยู่ตรงหน้ายังทำอวดเก่ง อยากรู้เหมือนกันว่าจะเก่งได้อีกนานแค่ไหน

            "เป็นผู้หญิงแล้วยังจะมาทำอวดเก่ง อย่าหวังว่าจะใจอ่อน ขโมยมีโทษสถานเดียวคือตัดมือ ลงมือเลยยะห์ซิน”

            อัมรานออกคำสั่งอีกครั้ง สายตาแข็งกร้าวที่จ้องมองมาทำให้ยะห์ซินไม่กล้าลังเล เขาเงื้อดาบขึ้นอีกครั้ง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เดือนประดับทราย   บทที่ 108

    หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร

  • เดือนประดับทราย   บทที่ 107

    “นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง

  • เดือนประดับทราย   บทที่ 106

    “ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว

  • เดือนประดับทราย   บทที่ 105

    “หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ

  • เดือนประดับทราย   บทที่ 104

    “ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี

  • เดือนประดับทราย   บทที่ 103

    หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status