LOGIN"อ๊ากกกก!!! , โอ๊ยยยย!!! , ขาข้า! , ขาของข้า! , อ๊าาากกก!!!"
กุมหน้าแข้งตัวงอเป็นกุ้งสลับกับร้องทุรนทุรายเจ็บปวด หักจริงหนักจริงแม่งแตกเข้าไปยันสนับแข้งอ่ะคิดดู
.
ทุกอย่างเป็นไปตามที่จางอี้เฟิงคิดไว้มิมีผิด ทันทีที่เขาสปริงตัวลุกขึ้นยืนได้จึงมิต้องมีสปิริตในเกมกีฬาใด ๆ ไม่มีในกติกาแต่มีอยู่ในแข้งขาพวกเทียนซิ่งจงทุกคน บางทีสโลแกนบนขวดเครื่องดื่มสปอร์นเซอร์ก็ควรจะวางลงไว้ก่อน ตอนนี้เขารู้แล้วว่าอะไรควรมิควรก็เลยกระโดดเหยียบขาคู่แม่งอีกสักรอบ!
.
"ตายซะเถอะมึง! , ฮึบ!!!"
.
"กร๊อบบบบ!!!"
ขาหักก็เท่ากับเรียบร้อย ไม่มีขาก็เปรียบเสมือนไม่มีชีวิต วิชาใด ๆ ที่ได้รับมาก็เป็นอันยุติพลังปราณสูญสิ้นสลายไป
.
มิหนำซ้ำพอเห็นจางอี้เฟิงทำแล้วสัมฤทธิ์ผล ขวัญกำลังใจของทหารสวรรค์ (天门守卫) ทั้ง 50 คน ที่ต้วมเตี้ยมวิ่งตามมาด้านหลังก็ลุกโชติช่วงชัชวาลขึ้นมาเลย การเล็งที่ขาหรือฝ่าเท้ามิได้สูงเกินขั้นวรยุทธ ผนวกรวมกับความขุ่นแค้นที่โดนอวัยวะเบื้องต่ำนี้ศิโรราบปราชัย บ้านเมืองลุกเป็นไฟก็เพราะลูกเตะบอลไฟดั่งขีปนาวุธข้ามทวีป ICBM (Intercontinental Ballistic Missile) นี่มิใช่เหรอ
.
"ปกป้องโหย่ฮวาเซียนโจว! หักขาข้าศึกให้สิ้น! เทียนถิงปี้เซิ่ง! (天庭必胜!) สวรรค์ต้องชนะ!!!"
.
"ผลั๊วะ! , ผลั๊วะ! , เผล๊ะ! , เผล๊ะ! "
.
"กร๊อบ! , กร๊อบ! , กร๊อบ! , แกร๊บ!"
เสียงกระดูกหักโครมครามสั่นพ้องไปทั่วทั้งสมรภูมิ
.
งานนี้ต่อให้เป็นการสู้แบบ 10 ต่อหนึ่ง เหล่าทหารองครักษ์ประตูเทวาก็รับมือได้โดยมิจำเป็นต้องสำแดงพลังทั้งหมดออกมา พวกเขาเพิ่งจะมีโอกาสได้ใช้ศาตราสวรรค์ในมือก็หนนี้ สำทับด้วยการล่วงรู้จุดตายศัตรูจากกระบวนท่าพิศดารของจางอี้เฟิงอีก ฉันใดฉันนั้นจากที่ไร้ซึ่งความหวังไป ๆ มา ๆ กองทหารเดนตายที่ถูกทิ้ง อาจจะปกปักพิทักษ์ดินแดนเซียนแสงจันทร์โหย่ฮวาเซียนโจวอันล่อแล่นี้ไว้ได้เลยทีเดียว
.
"ดีมากทุกคนล่อที่ขาแม่งเลย! อย่าให้มันยืนขึ้นได้! กระทืบมัน! บดกระดูกให้แม่งเป็นปุ๋ยบำรุงดินไปเล๊ยยย!!! , ฮึบ! , ย๊าาากกกก!!!"
เสียงจางอี้เฟิงตะโกนปลุกใจ เขาแหกปากไปก็วิ่งกระโจนหงายปุ่มอัดใส่ข้อเท้าพวกเทียนซิ่งจงไปด้วย
.
ร่วงกราวเป็นดอกท้อพ่อไม่รัก จนเกิดเป็นภาพของการทำยุทธหัตถีที่วิตถารที่สุดตั้งแต่เกิดภพภูมิสวรรค์มา เมื่อครั้งฉีเทียนต้าเซิ่งซุนหงอคง (孙悟空) ขึ้นมาป่วนนภาเหนือเมฆ คราวนั้นก็สูญเสียทหารสวรรค์กับเทพสงครามอู่เสิ่น (武神) เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งต้องอันเชิญพระยูไลลงมาปราบ และสุดท้ายพระองค์ก็จับซุนหงอคงลงไปจองจำไว้ที่ใต้ภูเขาอู่สิงซาน (五行山) เป็นเวลายาวนานถึง 500 ปี กว่าที่พระธังซัมจั๋งจะธุดงค์ผ่านมาพบเข้า
.
แต่ทว่ากับตอนนี้ที่เป็นอยู่ภาพเหตุการณ์ดันมิสง่างามเฉกเช่นนั้นเลย พระยูไลคงหันหัตถ์ห้ามญาติเข้าใส่ องค์ดาไลลามะก็คงจะส่ายหัว หลังทั้งดาบทั้งกระบี่อีกพระแสงของ้าวศาตราวุธเนื้อดีแห่งมาตุภูมิเทพ แทนที่จะเขย่งฟันในองศาที่โค้งสวย พวกเขากลับง้างลงต่ำแล้วฟันใส่ช่วงล่าง ในท่วงท่าที่มิต่างจากลูกจ้างเทศบาลถางหญ้าบนเกาะกลางถนน!
.
"ฉึบ!" หนึ่งทีขาขาดไปหนึ่งข้าง ฉึบ! สองทีข้าศึกในชุดผ้ายืดแนบเรือนร่างลงไปกลิ้งกระเสือกกระสน เตะตัดขาหงายท้องหงายไส้ กระทืบซ้ำตัดเอ็นเข่าไขว้ให้ฉีกแยกไปแปดส่วน และแม้จะมิได้ครองเกมไว้ทั้งหมด แต่ทัพสวรรค์เดนตายก็เหมือนจะพลิกความได้เปรียบกลับคืนมาได้แล้ว จวบจนกระทั่งไอ้พวกนั้นงัดเอาลูกฟุตบอลออกมา!
.
หลังกระแสสายฟ้าสีม่วงอินทนิลผ่าเปรี้ยง ลงมาใส่กลางสมรภูมิอีกหน!
.
"เปรี๊ยงงง!!!"
.
"แฉก..ก..ก..ก..! , ซ่าาาา..า..า..า..า! , แฉก..ก..ก..ก..!"
ประกายไฟแตกเป็นเส้นสายสีม่วง แผ่กระจายเป็นรากไม้ชอนไชสยายปกคลุมทุกสรรพสิ่ง
.
"บั๊วะ! , บั๊วะ! , บั๊วะ! , บั๊วะ! "
พลันก่อต่อขึ้นเป็นรูปร่างทรงกลมขนาดเท่าลูกบอลในพรีเมียร์ลีก พวกมันนับร้อยนับพันโผล่บั๊วะออกมาบนหลังเท้าของเทียนซิ่งจงแต่ละคน พร้อมกับแฉกสายฟ้ายึกยือที่สปาร์คมิยอมหยุด
.
ซึ่งถ้าหากเหล่าองครักษ์ประตูเทวา (天门守卫) มีศาตราวุธที่ใช้ในระยะประชิดล่ะก็ บางทีพวกเทียนซิ่งจง (天行种) เองก็คงจะมีสิ่งนี้เช่นกัน
.
จางอี้เฟิงถึงกับหน้าถอดสี เขาที่เพิ่งสะบัดขาหลังเตะตัดล่างพวกมันคนหนึ่งเสร็จ จึงรีบตะโกนเตือนพี่ ๆ ทหารสวรรค์ทันทีว่าให้ระวังสิ่งนี้ให้ดี ขืนโดนลูกบอลที่ฉาบสายฟ้าระดับนี้เข้า มีหวังได้เปลี่ยนสถานะจากเทพกลายเป็นผีเฝ้าสุสานแน่ ซึ่งดูเหมือนจะช้าเกินไป
.
"เต๊าะ! , เต๊าะ! , เต๊าะ!"
เพียงครู่สั้นเทียนซิ่งจงนายหนึ่งก็ได้เดาะบอลด้วยหลังเท้าขึ้นมา
.
เขาเขี่ยบอลออกขวาหลบการฟันฉับลงมาของดาบเหล็กยักษ์ได้หวุดหวิด ต่อด้วยการก้มลงต่ำอีกขยักเพื่อหลบท่อนขาที่เตะผ่าแนวขวางเข้ามาใส่ เหมือนความเร็วของเทียนซิ่งจงจะเร็วขึ้นเมื่อได้เล่นกับลูกบอล กระบวนท่าสุดท้ายชายคนดังกล่าวก็ได้แปบอลลอดหว่างขานายทหารผู้นั้น
.
ลูกบอลกลิ้งหลุน ๆ ลากสายฟ้าสีม่วงข่วนครูดไปกับพื้น ประหนึ่งเป็นการส่งบอลไปยังพื้นที่ว่าง แล้วเพียงหนึ่งจิบน้ำชาต่อมาเทียนซิ่งจงอีกคนในมุมอับสายตา ก็ปรี่เข้ามาตะบันลูกบอลลูกนี้ด้วยหลังเท้าที่โคตรจะเต็มแรง!
.
"ตูมมมมมม!!!!!"
.
ฟุตบอลเล่นเป็นทีมฉันใดบอลของเทียนซิ่งจงก็คล้ายกับสิ่งนั้น มีกระบวนท่าประสานลักษณะนี้เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าบนสมรภูมิ ศัพท์ฟุตบอลเรียกว่า "ลิงชิงบอล" แต่ศัพท์สวรรค์มันคือ "ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศ" บนพื้นโลกใช้ลิงหนึ่งคนแต่บนสวรรค์องครักษ์ประตูเทวาทั้ง 50 คน ก็คือลิงของเทียนซิ่งจงทั้งหมด!
.
จางอี้เฟิงกับพรรคพวกถูกล่อให้ตกอยู่ภายใต้กลศึกของศัตรูเสียแล้ว เมื่อฟุตบอลพุ่งแหวกอากาศราวกับตอปิโด มันแรงซะจนความกลมกลายเป็นบิดเบี้ยว ก่อนจะพุ่งเข้าไปอัดเต็มลิ้นปี้ของนายทหารผู้เป็นเหยื่อ จุดตันเถียน (丹田) สูญรวมลมปราณของเขาดับสิ้น! เส้นลมปราณจากจุดฝู่เส่อ (府舍) ไล่ไปถึงหลิงไถ (灵台) ขาดสะบั้น! เพราะโดนอัสนีสีม่วงแผ่ซ่านลงไปแผดเผา บอลปั่นเร็วขึ้นและแรงเข้ามันคาอยู่ตรงกลางท้อง ก่อนจะฉีกขยี้เกราะเหล็กที่เคยสะท้อนความภูมิใจราวกับฉีกเยื่อกระดาษสา
.
"เพล๊งงงง!"
.
"เอือกกกก! , อั๊ก! , อั๊ก!"
กระอักเลือดแต่มิเหลือเลือดสักหยด เศษซากอวัยวะภายในแห้งผากมอดไหม้ เกิดปากแผลสีม่วงกลางลำตัวรูเบ้อเร่อ
.
ทหารสวรรค์นายนี้สิ้นชีพคว้ำหน้าลงบนพื้น ท่ามกลางซากชิ้นส่วนเกราะเหล็กเป็นเศษเสี้ยว และรูโบ๋กลางตัวที่ขนาดเท่ากับลูกฟุตบอล
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่







