เข้าสู่ระบบเราชอบดูบอลเราเลยคิดสนุก อยากจะจับนิยายจีนกำลังภายในมาผสมกับฟุตบอลดู แค่หน้าปกก็เท่ห์แล้ว เมื่อวรยุทธ์เท่ห์ ๆ มาผสมกับสกิลฟุตบอลคูล ๆ ก็ลืมไปได้เลยสำหรับนิยายจีนเดิม ๆ จำเจซ้ำซาก
ดูเพิ่มเติมความสงบสุขเห็นเพียงจะเหลือแค่ในพงศาวดาร หากจะว่าด้วยเรื่องของความเก่าแก่แล้ว อาณาจักรบนฟากฟ้านามว่าสรวงสวรรค์แห่งนี้ดูจะเก่าแก่เกินกว่าจะหาบันทึกประวัติศาสตร์เล่มไหนพรรณนาถึงได้ สวรรค์คือวิมานของเหล่าทวยเทพ พวกเขาถูกเชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อของมนุษย์ ยิ่งมนุษย์ศรัทธากำลังวรยุทธของเทพแต่ละองค์ ก็จะได้รับอานิสงส์พูนเพิ่มตามพลวัฒน์ ก่อนที่ต่อมาพรหรือคำอธิฐานต่าง ๆ จะถูกดลบันดาลโดยพวกท่าน แล้วส่งกลับลงไปยังเมืองมนุษย์อีกที
.
จากทิวาข้ามผ่านราตรี ผ่านไปนับหมื่นปีพันปี สวรรค์ก็ไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้มาก่อน จะเป็นไปได้เช่นไรที่เทวาสถานวิหารกลางฟ้าแห่งนี้จะถูกโจมตีจากศัตรูที่มิเคยพบเห็น วรยุทธ์อันลึกล้ำกระบวนท่าพิสดารแหวกโลกัณฑ์ทำให้การรุกคืบใกล้ขึ้นและใกล้เข้า ท่านปู่ซืออี้เทพแห่งการเรียนรู้ คลี่ม้วนคัมภีร์อักขราวิสุทธ์ แกพยายามจะแจ้งเรื่องนี้กับเง็กเซียนฮ่องเต้ผู้เป็นจักรพรรดิสูงสุดให้ทราบว่า กลศึกที่ศัตรูใช้มิได้อยู่ในตำราพิชัยยุทธเล่มใดเลย พวกมันเป็นยิ่งกว่ามือปืน อาวุธสวรรค์ทุกชิ้นต้านทานได้เพียงประหนึ่งไม้ซุงงัดกับภูเขาเจียนจื่ออี้ ( 简子怡 ) เห็นทีท่านปู่คงต้องฝากตัวรับใช้นาย แกคงต้องย้ายสำนักไปอยู่กับพี่ปูวงเพื่อชีวิต หลังเห็นเง็กเซียนไม่พอใจในคำตอบ
.
“เก็บคัมภีร์ของเจ้าไปใช้กับพงสิทธิ์เถอะ!”
ท่านเง็กเซียนตวาดใส่
.
ชายผ้าแพรตรงแขนเสื้อสะบัดพริ้วราวกับฟาดแส้ บนบัลลังก์ทองคำใครก็นั่งสงบใจมิไหว ด้วยสถานการณ์ตึงเครียดที่เป็นอยู่
.
“ท่านเป็นถึงเทพผู้รอบรู้ เป็นถึงผู้เฝ้าหออักษร เหตุใดถึงกล้ารายงานในสิ่งที่น่าละอายเช่นนี้ออกมา! เวลานี้ตำหนักสวรรค์กำลังอ่อนแอ ท่านหลานเซิน กับ ท่านเฉิน ได้นำทัพออกไปสกัดกั้นผู้รุกราน พวกเขาจำต้องมีข้อมูลในการสนับสนุนการรบ การที่ข้าได้ยินว่าเจ้าไม่รู้จึงเป็นสิ่งที่ข้ารับมิได้!”
.
“ข้าขอโทษขอรับ~!”
.
“ลืมตาดูสิปู่ซืออี้! ท่านเห็นหรือไม่ว่าไม่เหลือใครในตำหนักเลย ทุกคนต่างต้องรับมือกับผู้รุกรานด้วยวิธีของตนเอง พอกันที! ข้ามิอยากสนทนากับท่านแล้ว ข้าว่าข้าประเมินสถานการณ์เองดีกว่า มา! ตามข้ามาทางนี้! หยิบอ่างคันฉ่องเนตรธาราติดมือมาด้วย”
.
ด้วยสีหน้าขึงขังจริงจัง หนวดยาวเป็นเมตรเกือบลากพื้น ท่านเง็กเซียนลุกเดินจากบัลลังถ์สาวหนวดโทง ๆ ครึ้มอกครึ้มใจ แกเดินไปคิดไปพลันคิดแล้วก็คิดอีก ชนิดที่เสื้อผ้าอาภรณ์อันรุ่มร่ามก็มิอาจชะลอความเร็วของท่านได้ เผลอแป๊บเดียวประตูตำหนักส่วนหน้าก็เปิดออก ก้าวแรกไม่เป็นไร ก้าวต่อไปไฟก็ไม่ได้ไหม้สบง หากแต่ประมุขสวรรค์กลับกำลังเหยียบย่างออกไปสู่พื้นที่ภายนอกอันไร้ซึ่งกำลังอารักขาแล้ว
.
เทวาสวรรค์ลอยอยู่เหนือฟ้า เหนือฟ้ายังมีฟ้าและส่วนที่ถัดจากฟ้าขึ้นมาก็คืออาคารไม้ทรงจีนที่บินอยู่ได้โดยไม่แคร์หลักฟิสิกส์ใด ๆ ตัวเรือนสร้างจากพฤกษาจีนโบราณ ชื่อของมันคือไม้หวงหือลี่ ( 黄花梨 ) เป็นไม้เนื้อแข็งชั้นดีทั้งยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว พ้องกันกับชื่อเสียงเรียกนามที่เป็นดั่งศิริมงคลนครทองปาร์ควิล อยู่แล้วจะร่มเย็นเป็นสุข โรคภัยไม่เบียดเบียน ทำมาค้าขายร่ำรวย สายมูมาครบจัดหนักจัดเต็ม แต่ดันลืมเคลมเรื่องประเด็นความปลอดภัย อาณาจักรสวรรค์จึงถูกรุกรานแพ้วถางอย่างที่เป็นอยู่
.
ท่านเง็กเซียนหยุดฝีเท้าลงตรงชานระเบียง บริเวณนี้เป็นพื้นไม้ที่ยืดยาวทะลุก้อนเมฆออกไปและขนานไปกับขอบหน้าผา มันเคยเป็นจุดที่สวยมาก สวยจนแกเคยให้นางฟ้านางอัปสรามาประกวด "มีสแกรนด์แองเจิลเวิร์ส" กันตรงนี้มาแล้ว ในยามปกติท่านจักรพรรดิมักจะมานั่งจิบน้ำชากับอ่านบทกวี แกชอบในความเห็นวิวได้ 360 องศา เห็นเมฆเป็นขนมปุยฝ้าย เห็นท้องฟ้าเป็นจักรดาราพร่างพรายสีสัน
.
“เอาล่ะปู่ซืออี้ ชายแดนที่ศัตรูบุกเข้ามาอยู่ทางทิศนี้ใช่ไหม?”
.
“ใช่ขอรับแต่ด้วยระยะทางอันไกลโพ้น เห็นทีอำนาจของอ่างคันฉ่องเนตรธาราคงจะทำให้เห็นภาพที่สมบูรณ์มิได้ ข้าน้อยน้อมรับข้อจำกัดในส่วนนี้ขอรับ”
ท่านปู่ประจำหออักษรพูดเสียงอ่อย
.
"โถ่เอ๊ย! ให้มันได้อย่างงี้สิ! ช่างมันดำเนินการเลยเอาเท่าที่ได้ ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตอนนี้ ท่านหลานเซิน กับ ท่านเฉิน พร้อมกับทหารบริวารร่วมร้อยจะเป็นยังไงกันบ้าง พวกเขาซ้อมรบอยู่ตลอดเวลาไม่น่าจะเพลี่ยงพล้ำได้ง่าย ๆ ”
.
จบคำบัญชานี้ท่านปู่ซืออี้ก็ได้ทำการคลี่คัมภีร์อักขราวิสุทธิ์ของแกอีกที คราวนี้ม้วนกระดาษพลิกไปหน้าที่มีข้อมูลเกี่ยวกับแผนที่และเข็มทิศทหารระบุไว้ แล้วแกก็เริ่มร่ายคาถาเป็นภาษาสวรรค์ออกมา ถ้อยคำมีลักษณะเป็นการสรรเสริญถึง ภูเขา ก้อนหิน ท้องฟ้า และลำธาร อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับถิ่นที่อยู่ ณ ตำแหน่งอันเป็นพิกัดเป้าหมายบริเวณชายแดนสนามรบ เปรียบเปรยไปก็เหมือนกับการใส่พิกัดลงใน g****e map บนสมาร์ทโฟนในยุคเรานั่นแหละ เพียงแต่บนโลกสวรรค์นั้นกลับต้องใช้อ่างชนิดพิเศษที่ชื่อว่า “อ่างคันฉ่องเนตรธารา” อันนี้แทน
.
เจ้านี่ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ใครอยากจะใช้งานก็ได้ มันเทียบได้กับกระบี่อาญาสิทธิ์ที่องครักษ์จั่นใช้ในหนังเปาบุ้นจิ้น พลังปราณต้องถึงบารมีต้องจัดเต็ม ฉะนั้นจึงมีแต่ทวยเทพระดับสูงกับเง็กเซียนฮ่องเต้เท่านั้นที่ใช้งานมันได้ ซึ่งคนล่าสุดที่ใช้ก็คือปู่ซืออี้ แล้วผลลัพธ์จากการฝืนก็ทำให้แกต้องแก่งั๊กเป็นผู้เฒ่าเต่าร้อยปีอย่างที่เห็น
.
อ่างเนตรธารามีลักษณะเหมือนกับอ่างปลาหางนกยูงอันวิจิตรบรรจง มีขนาดความกว้างเท่ากับปากโอ่ง มีความลึกประมาณสองช่วงเอว ภายในบรรจุสสารเหลวที่ขุ่นคาว ราวกับน้ำนมของสาวหลังการคลอดบุตร ว่ากันว่ามันถูกทำขึ้นจากความถวิลหาของมารดาผู้ที่ต้องพลัดพลากจากบุตรชายอันเป็นที่รัก ทว่าพอได้ยินเสียงการอ่านพิกัดสวรรค์ของท่านปู่ซืออี้เข้า ความขุ่นคาวดังกล่าวก็มลายหายไป กลับกลายเป็นการสั่นกระเพื่อมครั้งใหญ่ในอ่างน้ำวนแทน
.
เกลียวคลื่นหมุนตีวนราวกับน้ำในถังซักผ้า สีขุ่นขาวเปลี่ยนเป็นสีโปร่งใสมองผ่านทะลุ แต่เดชะบุญ! เพราะแทนที่จะมองเห็นก้นอ่างด้านล่าง น้ำที่ใส ๆ กลับเริ่มสะท้อนภาพฉากการต่อสู้ในแนวหน้าสนามรบขึ้นมาแทน สีของน้ำเริ่มกลายเป็นสีน้ำตาลอมแดง มันเป็นสีของดินในสมรภูมิ เป็นสีของเลือดเหล่าทหารที่หลากรดนองแผ่นดิน ภาพของภูเขาหินแบล็คกราวด์เริ่มปรากฎ ความเป็นชนบทเริ่มมา พูดก็พูดเถอะว่าอยู่บนสวรรค์ก็จริงแต่ภาพที่เห็นผ่านอ่างคันฉ่องธารา กลับไม่ต่างจากพื้นดินบนเมืองมนุษย์เลย
.
ท่านปู่ซืออี้เริ่มเร่งเร้าการใส่พิกัดให้มากขึ้น และยิ่งแกร่ายคาถาดังขึ้นเท่าไหร่ ณ ตอนนี้ไม่เพียงแต่มวลน้ำที่ปั่นวนเป็นพายุ แม้แต่ตัวอ่างเองก็ยังเอียงกระเท่เร่สะบัดพับ ๆ ๆ ราวกับเกิดแผ่นดินไหว นี่คือคาถาจีนระดับแอ็ดวานซ์ บางทีท่านปู่เทพแห่งการเรียนรู้อาจจะอยากแก้ตัวที่โดนเง็กเซียนต่อว่าก็ได้ แกจึงแสดงออกซึ่งทักษะตรงนี้ออกมา
.
และพอถึงถ้อยคำสุดท้าย เมื่อพิกัดในสนามรบถูกสรรเสริญระบุลงไปจนหมด น้ำในอ่างทุกหยดก็พุ่งเสยทะยานฟ้าขึ้นไปราวกับแท่งเสาโรมัน! มันสูงเสียดแทงฟ้าราวกับจะขึ้นไปเกาตีนพระเจ้าได้! ท่านปู่ซืออี้ตกใจเล็กน้อยเพราะแกเคยพลาดมาก่อน สวนทางกับท่านเง็กเซียนที่ยืนลูบหนวด แหงนหน้ามองภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ในแท่งเสาน้ำอย่างพออกพอใจ
.
“ต้องให้ได้อย่างงี้สิท่านปู่ซืออี้ ภาพชัดขนาดนี้ข้าน่าจะสั่งให้ท่านทำตั้งแต่แรก”
.
“มิได้ขอรับเพราะขั้นตอนมีข้อจำกัดอยู่ กล่าวคือท่านต้องเร่งดูสักหน่อย เพราะทันทีที่แท่งเสาน้ำพุ่งขึ้นไปเสียดฟ้าจนถึงขีดสุด น้ำทั้งหมดก็จะหล่นลงมาแล้วภาพก็จะขาดหายไป โดยสรุปแล้วท่านเง็กเซียนมีเวลาเพียง 2 นาทีในการรับชมเท่านั้นขอรับ”
.
“เหอะ! โถ่เอ๊ย! แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรล่ะนะ เอาพู่กันมาจดบันทึกคำสั่งการของข้าไว้หน่อยสิ แล้วเจอกันในอีก 2 นาทีต่อมานะท่านปู่! , ฮึบ!"
.
แล้วจู่ ๆ ท่านเง็กเซียนฮ่องเต้ก็ทำในสิ่งที่ใครก็ยากจะจินตนาการถึง แกไม่ห่วงเลยว่าหนวดเคราเงางามของแกจะเปียกน้ำ เสื้อผ้าสุดอลังการจะชื้นแฉะ เพราะหลังจากที่ประกบสองฝ่ามือลงบนขอบอ่างคันฉ่องเนตรธาราได้ แกก็ยื่นหน้าทั้งหน้า ไม่สิ! ต้องบอกว่ายื่นหัวทั้งหัวมุดเข้าไปในเสาน้ำทั้งยวงเลยมากกว่า! ท่านเง็กเซียนไม่กลัวแก่หรอกแกมีพลังปราณที่กล้าแกร่งกว่าปู่ซืออี้ในหลายส่วน และการทำแบบนี้ก็จะทำให้ท่านจักรพรรดิสวรรค์มองเห็นสถานการณ์ฝั่งโน้นได้แบบ 360 องศา ซึ่งมีค่ามากในการวางหมากการรบ
.
แต่ทว่าอาการของแกกลับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผ่านไปหนึ่งนาทีมือที่จับขอบอ่างไว้ทั้งสองข้างเริ่มสั่นอย่างมีนัยยะ แม้แต่ขาที่ยืนก็เริ่มเตะสะบัดไปมารุนแรง อาการแบบนี้ตีความได้อย่างเดียวว่าคนที่ยัดหัวเข้าไป น่าจะเจอกับอะไรที่สยดสยองเข้า
.
และภาพที่ท่านเง็กเซียนเห็นก็คือทหารนับร้อยที่ท่าน เทพเฉิน กับ เทพหลานเซิน นำกำลังไปได้เสียท่าไปแล้วถึง 2 ใน 3 ! มีศพนักรบจำนวนมากนอนตายเกลื่อนกลาด ตามเนื้อตัวพวกเขามีรอยฟกช้ำเป็นจ้ำ ๆ ไม่มีรอยแผลโดนฟันหรือโดนยิง แผลที่เกิดจากการฟันของศาตราวุธไม่มีเลย เลือดที่พวกเขาเสียออกมาก็ไม่ได้มาจากบาดแผล แต่ออกมาจากช่องปากเพราะการสำลักช้ำในตายมากกว่า
.
ประมุขสวรรค์ประเมินไม่ออกว่ากระบี่กับหอกง้าวที่ทหารถืออยู่ พ่ายแพ้ให้กับอาวุธของศัตรูได้ยังไง ท่านเทพเฉินยังคงกวัดแกว่งกระบี่หลงอี้จิน (龙亦瑾) อาวุธประจำกายรูปมังกรสู้กับศัตรู การต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งของเขาช่างเป็นอะไรที่งดงามแฝงความดุร้าย ตวัดกระบี่แต่ละครั้งดุจดั่งหนวดมังกรที่เจาะจงเล็งเหยื่อแบบเฉพาะจุด เปรี๊ยงแรกหินแตกเป็นเสี่ยง เปรี๊ยงที่สองดงไม้กฤษณาด้านหลังเหี้ยนเตียนเป็นหน้ากลอง เหมือนพวกเขาตั้งใจจะท้าดวลกัน ซึ่งนั่นก็ทำให้ท่านเง็กเซียนที่ซุ่มดูอยู่ได้เห็นลักษณะสรีระของผู้รุกรานเป็นครั้งแรก
.
พวกมันมากันเป็นกลุ่มรึก็ไม่แน่ใจ ดูจากสายตาน่าจะมาเป็นหลักพันแต่ก็ไม่แน่ เพราะตอนนี้ยังไม่รู้ขอบข่ายวรยุทธ์ที่แท้จริงของพวกมัน ถ้าเจ้าพวกนั้นสำเร็จวิชาเงาแบ่งภพ (映幻界 อิ๋งฮ่วนเจี้ย) ก็แปลว่าจากพันก็เพิ่มเป็นหมื่นได้ จากหมื่นก็ลดเหลือหนึ่งได้ อีกจุดที่ท่านเง็กเซียนพยายามจะรีบสังเกตก็คือขนาดของรูปร่างพวกมัน ท่านพบว่าเจ้าคนที่สู้อยู่กับเทพเฉินนั้นเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ลีนเรียบ ความสูงก็ไม่ได้สูงใหญ่เกินกว่ามนุษย์โลกธรรมดา มันไม่น่าจะมีพละกำลังช่างสารอะไรใด ๆ หากแต่เป็นการเคลื่อนไหวนี่สิ ที่รวดเร็วมากจนท่านเทพเฉินกับกระบี่มังกรชักจะเอาไม่อยู่
.
"เป๊ง! , เป๊ง! , เป๊ง! , เป๊ง!"
.
“แย่แล้วท่านเฉินเสียท่าแน่ถ้าเป็นแบบนี้ ท่านหลานเซินมัวทำอะไรอยู่เร่งเข้าไปช่วยสิ! เออ.. แบบนั้นล่ะเข้าไปเลย! จัดการพวกมันซะอย่าให้มันเข้ามาประชิดเราได้แม้แต่ขอบกำแพงสวรรค์ ท่านหลานเซินดาบ (华星美忠 ฮว่า สิง มี จง) ที่ข้าเคยให้เอาออกมาใช้เข้าสิ จัดการมันเลย! ดี! ใช่มันต้องอย่างงั้น!”
.
"เป๊ง! , เป๊ง! , เป๊ง! , เป๊ง!"
.
ยิ่งดูนานยิ่งเหมือนเชียร์มวย โดยไม่มีใครไปเตือนท่านเง็กเซียนเลยว่าเวลา 2 นาทีที่นัดหมายไว้เหลืออีกแค่ 30 วินาทีสุดท้ายเท่านั้น ซึ่งถ้าแกดึงหัวกลับออกมาจากเสาน้ำไม่ทัน แน่นอนว่าแกก็จะไม่แก่เหมือนกับท่านปู่ซืออี้หรอก แต่ผลลัพธ์มันจะหนักหนากว่านั้นทวีคูณไปตามระดับปราณของเหล่าทวยเทพ ท่านเง็กเซียนคือเทพสูงสุด ไม่รู้สิ! ถ้าแกดึงหัวกลับออกมาไม่ทัน จักรพรรดิสวรรค์ก็อาจจะถึงขั้นสวรรค์คตได้เลย ทุกอย่างมีราคาต้องจ่าย ที่นี้รู้รึยังว่าทำไมทั้งสรวงสวรรค์ ถึงมีคนใช้อ่างคันฉ่องธาราได้แค่ไม่กี่คน
กายเนื้อของกงกงเริ่มเหี่ยวแห้งลงเล็กน้อย ความชุ่มชื่นของพื้นผิวราวกับขาดมอยเจอร์ไรเซอร์และครีมบำรุง แถมยังขาวซีดขึ้นประหนึ่งเพิ่งผ่านการฉีดกลูต้าในคลีนิคความงามมาก็มิปาน! แกมิได้สวยขึ้นแต่โทรมสุด ๆ ใครเห็นก็ว่าตาย! แล้วก็คงจะอยู่ในรูปลักษณ์เช่นนี้ต่อไปจวบจนกระทั่งข้อมูลทั้งหมดถูกสูบเข้าไปในกระแสจิตขององค์เง็กเซียน ฝ่ามืออรหันต์ย้อนวัฏจักร (罗汉诀) ถึงจะปลดเปลื้องพันธนาการออกได้."ฟุบ~!".ราวครึ่งจู้เซียง (ประมาณ 15 นาที) ก็เป็นอันเสร็จ ร่างอันแสนอิดโรยของกงกงถึงได้ถูกปล่อยครูดลงมา ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงใบหน้าล้มคะมำทิ่มดินสิ้นสภาพ โดยมีกลุ่มทหารโอสถราว 2 - 3 นายปรี่เข้าไปดูอาการของแก ด้วยความสัตย์จริงที่กงกงคิดว่าตนเองเหมือนได้เสียซิงตอนอายุ 200 ปีอีกครั้ง! รูตูดมิเท่าไหร่แต่ในหัวนี่ขาวโพลนราวกับมิมีอะไรอยู่ในหัวเลย! มันโล่งโปร่งไปหมด! แล้วก็เหนื่อยชิบหายทั้งที่ร่างกายก็แค่คุกเข่าอยู่ในท่าที่คล้ายกับการโม๊คควยให้ผู้ชายแท้ ๆ.สาเหตุก็เพราะความทรงจำก็เหมือนห้วงชลธาร มันคือกระแสลำธารที่กว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด สายน้ำมิอาจไหลย้อนกลับฉันใดความทรงจำของผู้คนย่อมเติมเต็มโถมทับไปเบื้องหน้า หากแต่เค
บรรยากาศอึมครึมก่อตัวขึ้นแม้จะจบศึกลงไปแล้ว สนามรบมิได้ลดทอนความตึงเครียดลงไปเลย และบางทีงานนี้อาจจะมีทวยเทพตายเพิ่มอีกหนึ่ง "สงครามยังมิจบอย่าเพิ่งนับศพทหาร" สำหรับกงกงแล้วแกคงมิแมนพอที่จะเรียกตนว่าเป็นหนึ่งในคณะทหารหรอกกระมัง."ข้าแต่ฝ่าพระบาท! กงกงเทพผู้เฝ้าตำหนักหลวงถวายคำนับพระเจ้าค่ะ!"."อือ! ลุกขึ้นเถอะมิต้องมากพิธี! แล้วก็เทพอู่เสิ่นประจำแคว้นด้วยลุกขึ้นเถิด ตามทหารโอสถมาดูอาการเขาทีใช่ว่าข้าจะใจไม้ไส้ระกำถึงเพียงนั้น เจ็บหนักขาดครึ่งท่อนจะมามัวรายงานภารกิจอันใด! ไปพักรักษาตัวซะเถอะ! มีชีวิตรอดอยู่ได้ก็นับว่าเจ้ามิขาดทุนแล้ว ส่วนเจ้าเทพกงกงเจ้ามาทำอะไรที่นี่? ตำหนักหวงหือลี่ (黄花梨) ข้าอนุญาตให้เจ้าล่ะทิ้งมางั้นรึ?!"."ขออภัยฝ่าบาทข้าน้อยสมควรตาย! ข้าน้อยน้อมรับโทษทัณฑ์ทุกโองการ หากแต่ตัวข้าก็มีสิ่งที่จะต้องเร่งชี้แจงให้ท่านทราบ นั่นคือทุกสิ่งที่ข้าทำไปล้วนอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็นเร่งด่วน! ข้ามองมิเห็นทางออกใดจึงถือวิสาสะนำมนุษย์ผู้นี้ขึ้นมาบนสวรรค์โดยพลการ! การที่ตัวข้าผลัดภาระจากตำหนักหลวงมายังสมรภูมิแห่งนี้ก็เพื่อที่จะติดตามดูเขาอย่างใกล้ชิดขอรับ"กงกงพูดไปพลางตัวสั่นปลก
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอกจากร่องรอยความเสียหายที่พอจะตบหน้าชาวสวรรค์ได้บ้าง!.อย่างที่บอกว่าศพของเทียนซิ่งจงถูกเก็บกลับไปหมดสิ้น ผ่านทางหลุมมิติพิศวงสีม่วง หากแต่รอยเลือดทุกหยดยังคงอยู่! รอยพื้นดินที่ถูกฝานเป็นริ้ว ๆ แยกออกจากกันราวกับถูกผ่ายังอยู่! ร่องรอยของผาหินที่แหกเป็นสองซีกจากฤทธาของอาวุธเวทย์ที่มิเคยพบเห็น! แม้แต่บนพื้นดินที่เหยียบอยู่ ณ ขณะนี้ก็ยังเต็มไปด้วยรอยไหม้ของสายอัสนีบาต! หลักฐานทุกสิ่งล้วนบ่งชี้ว่าการทำยุทธหัตถีบนแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) นี้หนักหน่วงขนาดไหน แล้วใครกันที่เลือกที่จะหลบอยู่หลังเต็นท์พลับพลา."ขายหน้าแล้ว! พวกเราช่างผิดต่อพวกเขายิ่งนัก!"ท่านเง็กเซียนถึงกับเปรยออกมาอย่างละอายใจ แกเดินออกมาสำรวจความเสียหายด้วยตนเอง พร้อมกับกลุ่มเทพสงครามอู่เสิ่นที่ก็ละอายต่อสหายร่วมรบมิต่างกัน.การ
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่าเสนาธิการทหารที่คอยสั่งการแนวรบ แต่ทว่าสำหรับเหล่าองครักษ์ประตูเทวาและเทพอู่เสิ่นแล้ว สิ่งนี้ก็แค่นิทรรศการปาหี่ของพวกขี้ขลาด! หากมิมีจางอี้เฟิงช่วยแม้แต่ที่นี่ก็คงไม่รอด!."ห๊ะ! เจ้าว่าเช่นไรนะปู่ซืออี้ข้าศึกถอยทัพแล้วงั้นรึ?! เทพอู่เสิ่นผู้รับผิดชอบพื้นที่ทำได้เยี่ยงไร หรือเขามีอาวุธเวทย์คุ้มกายหรือมีสมบัติเวทย์ที่เป็นปรปักษ์กับวรยุทธของพวกเทียนซิ่งจงแล้วมิยอมบอกข้า?!"ท่านเง็กเซียนถึงกับตวาดเสียงดัง แกเริ่มเดินไปรอบ ๆ เต็นท์สั่งการ เจอผลลัพธ์แบบนี้เข้าไปทำเอากระดานหมากที่อุตส่าห์วางกลยุทธ์ร่วมกับเทพสงครามองค์อื่น ๆ กลายเป็นหมันไปเลย.ตวัดชายเสื้อทีเดียวอาคมแผนที่ซึ่งมีลักษณะคล้ายภาพโฮโรแกรมสามมิติ ก็ได้แตกสลายกลายเป็นผงฝุ่นเรืองแสง! กลศึกนี้มิจำเป็นต้องหารือกันอีกต่อไป และแม้จะงวยงงกันอ
ขาดเพียงท่วงทำนองประกอบเท่านั้น มิเช่นนั้นฉากการเดินลงสนามรบของพวกเขาเหล่านี้ คงมิต่างจากภาพยนต์ดังยุค 90 's อย่าง Armageddon (1998) ไหนจะลูกบอลเพลิงที่ลอยข้ามหัวมาบนฟ้าเหล่านั้น ที่ก็มิต่างไปจากอุกกาบาตล้างโลกที่อยู่ในหนังเลย จางอี้เฟิงเลือกที่จะทำสิ่งดังกล่าวลงไปเพราะเขาเชื่อในคำพูดของพี่ทหารสวรรค
เปลวเพลิงแห่งสมรภูมิลุกโชนกลืนกินสรรพสิ่งจนมอดไหม้ทั่วทิศ เบื้องหน้าล้วนเป็นความเจ็บปวดและความตายอันแท้จริง ต่อให้เป็นเทพเซียนก็มิอาจหลีกหนีเคราะห์กรรมนี้ได้ จางอี้เฟิงคล้ายได้สติกลับคืน เสียงคร่ำครวญระงมรอบกายดั่งคมมีดกรีดใจเขา นั่นทำให้ตระหนักว่าจะทำเป็นเรื่องตลกมิได้ เหล่าทหารสวรรค์แม้ได้ชื่อว่าเ
กล้ามเนื้อต้นขาของจางอี้เฟิงตึงแน่นดุจเหล็กกล้า ไฟหนุ่มภายในโหมกระหน่ำราวคลื่นเดือด เพียงก้าวเดียวก็ระเบิดแรงส่งจากนิ่งสงบสู่พุ่งทะยานดั่งอัสนีฟาดฟันขุนเขา ความเร็วต้นของเขาจึงเหนือกว่าผู้ใดในสมรภูมิ เขาใช้ปลายเท้าตรึงพื้นเป็นแกนหมุน กายฉับพลันประหนึ่งลูกข่างกลางลมกรดหลบหลีกทหารสวรรค์ที่ขวางหน้า มัน
ความมะรุมมะตุ้มอลม่านเป็นดั่งที่คาดคิด จางอี้เฟิงมองเข้าไปยังแววตาของทหารสวรรค์แต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า พวกเขามิได้ขี้ขลาด พวกเขามิได้ไร้ประสบการณ์ แต่พวกเขาแค่กำลังสู้อยู่กับอะไรก็ไม่รู้ ท่ามกลางกองศพของสหายร่วมรบนับพันเบื้องหน้า ครั้นจะบุกขึ้นไปข้างหน้าก็เหมือนเอาตัวเองไปตายซ้ำ พอจะมองหา

















