LOGIN"วิงค์~!"
ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง
.
"ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"
.
"อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!"
.
จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผาเชื้อร้ายฟื้นคืนชีวิตใหม่ให้แก่ผู้คน คอนเซ็ปต์ดีมากทว่านิสัยกลับพูดมาก ช่างจ้อช่างเจรจามากกว่าที่คิด
.
หลายชั่วยามก่อนหยานเซิงแค่ลอบได้ยินป้ายหยกของจางอี้เฟิงเปล่งเสียง เขาก็จัดแจงเหาะเหินออกไปตามเหล่าสหายเทพที่รู้จัก กึ่งบังคับให้มาร่วมงานวิจารณ์ฝีเท้าแทบจะทันที และหนึ่งในนั้นก็คือเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสหายรักคนสนิทด้วย
.
"วิงค์~!"
.
"เอ้า! , สหายเฟิน! , มาแล้ว ๆ ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที! พวกเรากำลังรอเจ้าอยู่เลยเตรียมกายเตรียมใจพร้อมแล้วใช่หรือไม่? ซอยเท้ายุกยิก ๆ ๆ เช่นนี้นะ แล้วก็วิ่งมาหวดเต็มแรง.. เปรี๊ยงงงง!!!"
.
"แกร๊บบบ!"
(โอ๊ย..ย..ย..ย เข่าข้า..อูย..ย..ย..ย!)
.
กระดูกแทบสะบั้นจางอี้เฟิงที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ อดขำในท่วงท่าของอาจารย์แทบมิได้ เพราะโดยทั่วไปฟุตบอลจะต้องฝึกกันตั้งแต่เยาว์วัยเคล็ดการขับเคลื่อนถึงจะพริ้วไหว ไอ้ครั้นจะมาฝึกพื้นฐานกันตอนอายุ 100 กว่าปีทุกอย่างจึงดูยากไปหมด
.
"เหอะ ๆ สหายเอ๊ยข้ามิรู้จะกล่าวเช่นไรกับเจ้าแล้ว! เอาเป็นว่าที่ข้ามาก็เพราะยันต์ฝากเสียงแผ่นนี้ของเจ้า ก่อนหน้านี้ข้าได้ตระเตรียมสถานที่แบบที่เจ้าต้องการไว้พร้อมสรรพ อีกทั้งบรรดาทวยเทพที่รักษาตัวอยู่ที่หอเทียนอีกรณีผู้ที่หายดีแล้ว ข้าก็ได้แจ้งพิกัดสถานที่ดังกล่าวไว้ให้โดยพรั่งพร้อม ประเดี๋ยวก็น่าจะทยอยตามกันมา"
.
"หลังจากไปส่งพวกเจ้า เสร็จธุระแล้วข้าก็จะกลับไปทำหน้าที่เดิมของข้า พูดโดยมิหมกเม็ดว่าข้าหาได้สนใจวรยุทธฟุตบอลอะไรนี่เลย! ข้ามิใคร่จะลงไปในสนามรบ! ความสำราญของข้าคือการรักษาผู้คนในสำนักแพทย์เทวะมากกว่า สหายโปรดให้อภัยข้าด้วย"
.
เจอประโยคเปิดใจสุดดราม่านี้เข้าไปก็ทำเอาอาจารย์หยานเซิงถึงกับช็อค แผ่นยันต์ฝากเสียงยังคงกำแน่นอยู่ในมือสหาย พลันคิดขึ้นได้ว่ามิใช่แค่มนุษย์แม้แต่เซียนเองก็มีหัวใจ การจะรั้งใจใครคงเป็นสิ่งเห็นแก่ตัว เพราะลึก ๆ แล้วหยานเซิงเองก็มิได้อยากลงไปในสนามรบสักเท่าไหร่ เขาเพียงแค่ประทับใจในสิ่งที่มิเคยเห็น เขาแค่อยากเรียนรู้ว่าพวกเทียนซิ่งจงเป็นใคร และวรยุทธที่กำราบพวกมันได้ก็คือฟุตบอลที่เขากำลังจะได้ประจักษ์แก่สายตา
.
คิดได้เช่นนั้นหยานเซิงจึงมิถือสาหาความกับสหายเฟินอีก กลับกลายเป็นเขาที่เดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนและฉวยเอายันต์ฝากเสียงออกจากมือไป พลันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันหล่อเหลาว่า
.
"มิเป็นไรเลยสหายรัก! เจ้าคิดการณ์เช่นไรล้วนเป็นสิทธิของเจ้า หากข้าพลาดพลั้งบาดเจ็บเจ้าก็ช่วยรักษาข้าด้วยแล้วกัน หอเทียนอีของแคว้นใด ๆ ก็สู้แคว้นตะวันเพลิงของเรามิได้นี่นา! , ป่ะ! , ไปเถอะ! , ไปส่งพวกเราที!"
.
สามชีวิตพลันเปลี่ยนรูปร่างเป็นดวงปฐมจิต ก่อเกิดเป็นดวงไฟวิญญาณสามลูกอันประกอบด้วยสีแดงสองและสีโปร่งใสหนึ่ง การเคลื่อนที่ในลักษณะนี้ดูจะปลอดภัยกว่าการเหาะเหินธรรมดามาก แม้ต้องแลกกับการคลื่นไส้เพราะยังมิชินของจางอี้เฟิง ส่วนการที่เขาลอยเป็นดวงไฟอยู่ได้ก็เพราะได้อาจารย์หยานช่วยประคองไว้ ช่วงเวลาดังกล่าวจึงทำให้ชายหนุ่มได้เห็นถึงธารเพลิงเบื้องล่าง ที่ว่ากันว่าสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกตและเปลี่ยนรูปร่างแทบจะทุกนาที
.
ซึ่งก็จริงอย่างที่ตำนานบอกนักบอลหนุ่มมิมีทางกลับถ้ำถูกแน่ เพราะแค่เหาะเหินมาเล็กน้อยม่านเพลิงโลกัณฑ์ก็หลอมเส้นทางเบื้องล่างจนเปลี่ยนโฉมหน้าไปหมดสิ้น เอาแล้วไง! ถึงตอนนี้กลับชักจะหวั่นใจนิด ๆ จางอี้เฟิงในรูปปฐมจิตกำลังครุ่นคิดว่ามันจะมีอยู่จริง ๆ เหรอ สำหรับสถานที่ ๆ จะให้เขาได้ใช้เปิดสอนฟุตบอลให้แก่บรรดาเทพเซียน
.
"วิงค์~!"
.
"ฟุบ! , ฟุบ! , ฟุบ!"
ในทิศหรดีห่างจากหน้าผาต้นทางมาราวหนึ่งร้อยลี้ กายหยาบของทั้งสามก็จุติลงมาบนแผ่นหินสีดำแผ่นหนึ่ง!
.
ด้วยความสัตย์จริงว่ามีหินลักษณะนี้กระจายตัวอยู่รอบ ๆ หลายแผ่นทีเดียว หากแต่พวกมันกลับมิได้เชื่อมติดกันเป็นแพ ทั้งยังลอยตุ๊บป่อง ๆ อยู่บนบึงเพลิงขนาดมหึมากว้างใหญ่ไพศาล ร้อนราวกับนรกเผาฟ้าเมฆหมอกจางหายกลายเป็นหมอกไอ ทว่าไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าบริเวณน่าตายเช่นนี้กลับยังอุตส่าห์มีพืชถือกำเนิดได้อยู่ มันงอกขึ้นมาจากบึงไฟแถมยังเบ่งบานแจ่มใสคล้ายกับดอกไม้ที่สวยสะพรั่ง
.
"ประหลาดใจล่ะสิเจ้าคนแซ่จาง! เจ้านั่นคือดอกหั่วเหลียนฮวา (火莲花) หรือ "ปทุมมาสุริยัน" วัสดุหลอมโอสถชั้นเลิศที่ร้อยปีจะมีสักครั้ง รากของมันหยั่งลึกลงไปถึงใต้บึงเพลิง และเชื่อมต่อกับหุบเขาเพลิงสุริยันโดยตรง กลีบทั้งเก้าซ้อนเรียงกันเป็นชั้นเมื่อยามต้องแสงจะเปล่งประกายราวกับมีดวงตะวันน้อย ๆ ซ่อนอยู่ภายใน กลิ่นหอมแต่มิฉุน หากบดเป็นโอสถรวมกับวัสดุธาตุหยางอื่น ๆ ของที่นี่ จะทำให้ปราณวิญญาณฟื้นกลับคืนมาและกลายเป็นยาอายุวัฒนะ"
เฟินอวิ๋นอธิบายพลางผายมือชี้ให้ดู เขาดูเป็นการเป็นงานมากกว่าสหายหยานเยอะ และสาเหตุที่กระทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการจะประวิงเวลา เพื่อรอให้เทพองค์อื่น ๆ ที่นัดแนะกันไว้มาถึงที่นี่กันอย่างพร้อมเพรียง เขาจึงพูดต่อ
.
"การที่ปทุมมาสุริยันจำนวนมากผุดขึ้นที่บึงเพลิงนี้ ก็แปลว่าบริเวณนี้มีปราณวิญญาณเอิบอิ่ม เหมาะมากสำหรับการทำภารกิจของเจ้า แคว้นตะวันเพลิงน่ะมิมีลานกว้างเนื้อดินแข็ง ๆ ให้เจ้าได้วิ่งหรอกนะ มีแต่ข้าที่จะต้องสร้างมันขึ้นมาเอง! และข้าก็จะแสดงให้เจ้าดูหลังจากที่เทพทุกองค์มากันครบแล้ว!"
.
"บะ..บ้า!..น่ะ! ข้างล่างนั่นมีแต่เปลวไฟ! ท่านจะทำได้ยังไง? อาจารย์หยานเซิงเรื่องแบบนี้ทำได้จริง ๆ เหรอครับ?!"
จางอี้เฟิงทำตาโตหันมาถาม แต่หารู้ไม่ว่าอาจารย์น่ะใส่ผ้าคลุมกันไฟแล้วเหาะเหินไปใช้มุทรากระบี่ตัดเอาปทุมมาสุริยันทั้งหมดมาเก็บไว้แล้ว
.
เขาก็ยังเป็นเขาทีอย่างงี้กลับเป็นที่พึ่งให้ลูกศิษย์มิได้เลย จวบจนกระทั่งผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปดวงปฐมจิตหลากสีสันจำนวนราวยี่สิบดวง ก็ได้วาร์ปลงมาจุติบนแผ่นหินแต่ละแผ่น พวกเขามาจริงตามที่ได้นัดหมายกันเอาไว้ และในบรรดาเทพเซียนเหล่านั้นก็ยังมีสหายร่วมรบอย่างคุณลุงองครักษ์ประตูเทวา กับ เทพสงครามอู่เสิ่นแห่งแคว้นตะวันเพลิงรวมอยู่ด้วย แม้ร่างกายจะต้องใช้สมบัติเวทย์คุ้มกายพยุงช่วย แต่ดูเหมือนว่าพวกเขายังอยากจะหวนคืนกลับมารบกับจางอี้เฟิงอยู่
.
หนุ่มนักบอลตาใสแจ๋วราวกับกุมารที่เห็นน้ำแดง สวนทางกับเทพทุกองค์ที่รีบตวัดมุทรากระบี่เร่งเอาเสื้อคลุมกันไฟหานอวี้เผา (寒玉袍) ขึ้นมาสวมใส่อย่างเร่งรีบ!
.
ถึงคราวที่เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นจะได้ออกโรงบ้าง แกทำอย่างที่โม้กับจางอี้เฟิงไว้จริง ๆ ด้วยการกระโดดเหาะเหินขึ้นไปอยู่กลางฟากฟ้าเหนือบึงเพลิง แกลอยอยู่เหนือเทพเซียนทุกองค์ ก่อนจะตวัดมุทรากระบี่ด้วยท่วงท่าที่มิเคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่การตวัดจากซ้ายไปขวาหรือบนลงล่าง หากแต่เป็นการกรีดปลายนิ้วที่ส่องสว่างสลับกันขึ้นลงอย่างรวดเร็ว! , ฉึบ! , ฉึบ!
.
ได้ออกมาเป็นแผ่นโลหะกลไกแบน ๆ ที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ สีทองอร่ามลอยขึ้นมาเหนือมือ ขนาดมันเท่ากับจานใส่สำรับขนาดใหญ่หนึ่งใบ แต่กลับมีอักขระจีนสลักยึกยืออยู่ด้านบนเต็มไปหมด เทพทุกองค์ในที่นี้รู้ว่ามันคืออะไร และรู้ด้วยว่าเฟินอวิ๋นจะทำอะไรต่อไป จะมีก็แต่จางอี้เฟิงนั่นแหละที่ยังมิรู้ตอนนี้ แต่ตอนหน้าเดี๋ยวเขาก็รู้
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
"เฮ๊ย! พี่ระวัง! ก้มหัวหลบเร็ว!"."เพล๊งงง!"."ข้างหลังพี่! บอลมาจากด้านหลัง! เข้าประชิดตัวมันไว้ก่อนอย่าให้มันง้างเท้าได้!"."เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"."อ๊ากกกก!!! , อั๊ก! , เฮือกกก!"."พี่ทำใจดี ๆ ไว้นะครับ! แข็งใจหน่อย! อย่ามาตายที่นี่เชียวนะพี่!"."ตุบ! , ตุบ! , เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"..สาบานได
"อ๊ากกกก!!! , โอ๊ยยยย!!! , ขาข้า! , ขาของข้า! , อ๊าาากกก!!!"กุมหน้าแข้งตัวงอเป็นกุ้งสลับกับร้องทุรนทุรายเจ็บปวด หักจริงหนักจริงแม่งแตกเข้าไปยันสนับแข้งอ่ะคิดดู.ทุกอย่างเป็นไปตามที่จางอี้เฟิงคิดไว้มิมีผิด ทันทีที่เขาสปริงตัวลุกขึ้นยืนได้จึงมิต้องมีสปิริตในเกมกีฬาใด ๆ ไม่มีในกติกาแต่มีอยู่ในแข้งขาพ
ขาดเพียงท่วงทำนองประกอบเท่านั้น มิเช่นนั้นฉากการเดินลงสนามรบของพวกเขาเหล่านี้ คงมิต่างจากภาพยนต์ดังยุค 90 's อย่าง Armageddon (1998) ไหนจะลูกบอลเพลิงที่ลอยข้ามหัวมาบนฟ้าเหล่านั้น ที่ก็มิต่างไปจากอุกกาบาตล้างโลกที่อยู่ในหนังเลย จางอี้เฟิงเลือกที่จะทำสิ่งดังกล่าวลงไปเพราะเขาเชื่อในคำพูดของพี่ทหารสวรรค
เปลวเพลิงแห่งสมรภูมิลุกโชนกลืนกินสรรพสิ่งจนมอดไหม้ทั่วทิศ เบื้องหน้าล้วนเป็นความเจ็บปวดและความตายอันแท้จริง ต่อให้เป็นเทพเซียนก็มิอาจหลีกหนีเคราะห์กรรมนี้ได้ จางอี้เฟิงคล้ายได้สติกลับคืน เสียงคร่ำครวญระงมรอบกายดั่งคมมีดกรีดใจเขา นั่นทำให้ตระหนักว่าจะทำเป็นเรื่องตลกมิได้ เหล่าทหารสวรรค์แม้ได้ชื่อว่าเ







