LOGINสาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ
.
ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก
.
เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว้ตลอดเวลา ลักษณะของอาภรณ์ชนิดนี้จะคล้ายกับเสื้อกันฝน สยายแผ่คลุมทั่วร่างมีแม้กระทั่งหมวกทรงฮูดที่คลุมผมครบทุกเส้น ทั้งยังมีช่องลับสำหรับใส่ศิลาตรวจชีพจรและเข็มปราณโอสถอยู่รายรอบ สีแดงแกมโลหิตของชุดจะบอกได้ซึ่งระดับฐานันดรของเทพแต่ละองค์
.
แคว้นตะวันเพลิงอาจมิใช่แคว้นที่โดดเด่นเรื่องวิชาแพทย์มากกว่าใคร เพราะแดนสวรรค์แต่ละแห่งก็ล้วนแต่มีหอเทียนอี (天医殿) เป็นของตนเอง แต่ถ้าหากจะวัดเรื่องความพิสดารในยามรักษาล่ะก็! บอกเลยว่าที่นี่คือยืนหนึ่ง! ปัจจัยที่ว่าสถานที่น่าตายแห่งนี้อยู่ใกล้กับแคว้นเซียนแสงจันทร์ที่สุดก็ว่าใช่ แต่ปัจจัยสำคัญที่ปู่ซืออี้เลือกย้ายผู้บาดเจ็บมาที่นี่ก็เพราะเหตุผลด้านความปลอดภัยเป็นหลัก
.
จากบรรดาสรรพคุณต่าง ๆ ที่เล่ามา ความสลับซับซ้อนของธารเพลิงที่จะเปลี่ยนรูปร่างโดยมิซ้ำ ภูเขาสันหลังมังกรที่เป็นแนวขวางกั้น บวกกับหอเทียนอีตำหนักแพทย์เทวะที่ซุกซ่อนไว้ส่วนลึกสุด ทำให้ไม่ว่าจะคิดยังไงพวกเทียนซิ่งจงก็คงจะมิเสียสติบุกมารุกรานที่นี่ในเวลาอันใกล้เป็นแน่! ยังไงซะสวรรค์ก็ยังมีดินแดนอีกถึง 8 แคว้นที่น่าจะเข้าตีได้ง่ายกว่า
.
"เฮ้อ.. ที่นี้เจ้าเข้าใจรึยังว่าทำไมข้าถึงพาทุกคนมายังที่แห่งนี้?"
ปู่ซืออี้ผู้อาวุโสแห่งหออักษรลอบถอนหายใจอีกครา แกผินหน้ามารับถ้วยน้ำชาจากสหายเทพโอสถเพลิงองค์เดิมที่เคยผละตัวออกไป
.
"น้ำชาขอรับท่านผู้เฒ่า เล่ามาตั้งนานท่านน่าจะคอแห้ง"
กิริยาสุดนอบน้อมทั้งยังอุตส่าห์ใช้ยันต์เหมันต์คลุมลงด้านบน เพื่อเปลี่ยนให้ถ้วยชาร้อน ๆ มีอุณหภูมิที่เย็นขึ้น ดูเทพโอสถเพลิงผู้นี้จะมิตกใจไปกับอาคมแฝงร่างของปู่ซื้ออี้สักเท่าไหร่
.
"ซูดดด..ด..ด..ด! , แผล่บ! ๆ ๆ"
"ดี! , ชาดี! , ชาดี! , เป็นชารสขมแบบที่ข้าพิสมัย รู้จักใช้ยันต์คุมอุณหภูมิสมกับเป็นเทพอัคคีแห่งแคว้นนี้เสียจริง! ว่าแต่เมื่อครู่ข้าเล่าถึงไหนแล้วนะ?"
.
กลับกลายเป็นจางอี้เฟิงที่นั่งอยู่บนเตียงหยกชิงให้คำตอบก่อน เขาในท่านั่งขัดสมาธิได้สนทนากับปู่ซืออี้ต่ออย่างออกรสออกชาติ ทั้งยังได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองทั้งหมดให้แกฟังโดยละเอียดเพื่อเป็นดั่งค่าตอบแทน ไป ๆ มา ๆ คำคมที่ว่า "ไม่มีผลงานไม่รับของ" ดูจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมาแล้ว ปู่ซืออี้ถึงกับตารุกวาวในความบ้าระห่ำของเทพกงกงผู้เป็นน้องชาย ทั้งยังทึ่งในความสามารถด้านการใช้เท้าของคนแซ่จางผู้นี้เป็นอย่างมาก
.
ม้วนคัมภีร์อักขราวิสุทธิ์ของแกจึงถูกเขียนแล้วเขียนอีก พู่กันเซียนในมือสะบัดเป็นระวิงตวัดตัวอักษรโดยมิลดละ ขณะฟังไปก็พยักหน้าไปแม้แต่เทพโอสถเพลิงที่ยืนถือถาดน้ำชาอยู่ใกล้ ๆ ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย ณ ตอนนี้ทุกคนที่เป็นคนนอกต่างก็รู้แล้วว่าวีรกรรมการต่อสู้กับค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศของจางอี้เฟิงนั้นกล้าหาญเพียงใด! ขอบข่ายวิชาของพวกเทียนซิ่งจงเองก็เริ่มจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว!
.
"เฮ้อ..อ..อ..เอาล่ะที่ผ่านมาก็น่าจะประมาณนี้ล่ะครับคุณปู่ ถ้าปู่ไม่เชื่อหรือคิดว่าผมโกหกก็ลองถามพี่ ๆ ทหารสวรรค์ที่นอนอยู่ข้าง ๆ ผมก็ได้ ผมเหลือบตาดูแล้วทุกคนคือคนที่อยู่กับผมในเหตุการณ์ทั้งหมดเลย ถ้าเราไม่ช่วยกันป่านนี้ก็คงกลายเป็นศพไปแล้ว ๆ ก็คงไม่ได้มานอนอยู่บนเตียงหยกเย็น ๆ เช่นนี้หรอกครับเหอะ ๆ"
จางอี้เฟิงยิ้มกว้างออกมาดูเหมือนเขาจะหายดีแล้วจริง ๆ แล้วพอลองผินหน้าไปรอบ ๆ ก็พบว่าบรรดาทหารสวรรค์ , องคลักษณ์ประตูเทวา , แล้วก็เทพสงครามอู่เสิ่นบางส่วนก็เริ่มจะลืมตาตื่นขึ้นบ้างแล้ว
.
"อืม! เห็นจะจริงดังเจ้าว่ามิมีใครปฏิเสธเลยนะนั่น! เจ้าคนแซ่จางเอ๊ยข้าว่าหลังจากนี้สวรรค์คงจะต้องพึ่งพาเจ้าอีกมาก วรยุทธเยี่ยงปุถุชนของเจ้าช่างน่าอัศจรรย์ใจตัวข้านั้นเลื่อมใสเจ้ายิ่งนัก ข้าจะนำบันทึกนี้ไปเพ็ดทูลต่อท่านเง็กเซียนโดยเร็ว และหากข้าเดามิผิดเจ้าจะต้องได้ร่วมศึกกับสวรรค์ในฐานะผู้นำทัพเป็นแน่"
.
"จงเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม หากขาดเหลือสิ่งใดมิว่าจะเป็นอาหารการกิน , ที่อยู่อาศัย , เคล็ดวิชา , หรือทรัพยากรฝึก ก็ให้เจ้าแจ้งต่อเทพโอสถเพลิงผู้นี้ได้เลย ส่วนเรื่องใหญ่อย่างการนำทัพจับศึกไว้ข้าได้ข้อสรุปแล้วข้าจะติดต่อกับเจ้าผ่านป้ายหยกนี้อีกที!"
.
"ปิ๊งงงง~!"
.
สะบัดมุทรากระบี่บนปลายนิ้วเป็นแนวเฉียง พลันได้ออกมาเป็นป้ายหยกสีเขียวอ่อนที่มีตราราชสำนักสลักไว้ตรงกลาง มันลอยตุ๊บป่องขึ้นข้าง ๆ กับม้วนตำราอักขราวิสุทธิ์ ก่อนจะค่อย ๆ ลอยเข้าไปอยู่ในมือของจางอี้เฟิงด้วยตัวมันเอง
.
"อุ๊บ! , เอิ่ม..ม..ม..อะไรล่ะครับเนี่ยะ? ป้ายอันนี้คือ?"
.
"ซ่วนเลอ! (算了!) , ซ่วนเลอ! (算了!)"
"เอาน่าเอาเป็นว่าข้าจะติดต่อกับเจ้าผ่านป้ายนี้ และหากเจ้าอยากได้สิ่งใดในแคว้นตะวันเพลิง เจ้าก็เพียงนำป้ายนี้ไปแสดงต่อหน้าเหล่าเทพอัคคี แล้วพวกเขาจะปฏิบัติต่อเจ้าเยี่ยงปฏิบัติต่อข้า"
.
กล่าวเสร็จปู่ซืออี้ก็ผินหน้ามาทางเทพโอสถเพลิงที่ถือถาดน้ำชาอยู่ การโค้งคำนับของเขาคือหลักฐานยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของป้ายหยกดังกล่าว
.
"โห..แล้วผมจะกล้าใช้ไหมครับเนี่ยะ? ไอ้เรายิ่งเป็นพวกขี้เกรงใจอยู่ด้วยสิ!"
.
"อันนั้นก็เป็นกิจของเจ้าหาใช่ธุระของข้า ถึงเวลาที่ข้าต้องกลับตำหนักหวงหือลี่ (黄花梨) แล้ว เป็นเกียรติยิ่งนักที่ได้สนทนากับเจ้า ๆ คนแซ่จาง ไว้พบกันใหม่ในเวลาอันใกล้ ลำบากพวกเจ้าดูแลวีรบุรุษของเราด้วยล่ะข้าขอตัวก่อนแล้ว~!"
.
"ปิ๊งงงง~!"
.
วิ๊งค์แรกคือการตวัดมุทรากระบี่เรียกคัมภีร์อักขราวิสุทธิ์ให้ม้วนเก็บ ซี่ไม้โบราณสานกันด้วยเชือกตวัดม้วนเป็นเกลียวกลายเป็นทรงกระบอก ก่อนจะแตกตัวเป็นละอองเวทย์สี่ฟ้าสว่างไสว แล้วก็วาร์ปเข้าไปเก็บในส่วนหัวของปู่ซืออี้ราวกับเล่นกล!
.
วิ๊งค์ต่อมายิ่งแล้วใหญ่เพราะมันคือการคายอาคมแฝงร่างอันพิลึกกึกกือที่สุดแล้วบนแดนเซียนแห่งนี้ เมื่อจู่ ๆ ส่วนศีรษะของปู่ซืออี้ก็จมยุบลงไปในร่างต้น! มันค่อย ๆ เขยื้อนแบบขย้อนกระดืบลงไปราวกับอสูรกายที่กลืนเหยื่อลงกระเพาะ ใบหน้าของผู้อาวุโสฉีกยิ้มแต่จางอี้เฟิงคือแทบอ้วก! ทันทีที่หัวจมหายลงไปในตัว แผ่นหนังตั้งแต่ช่วงคอขึ้นมาของเทพโอสถเพลิงเจ้าของร่างก็ค่อย ๆ เคลื่อนกลับเข้ามาประกบติด! บัดนี้ศีรษะที่เคยแหกเป็นลูกขนุนได้คืนกลับสภาพเดิมแล้วเรียบร้อย
.
แสงสีอำพันสว่างโพลงขึ้นราวกับเป็นเวทมนตร์ประสาน กระพริบตาได้พยักหน้าได้ขยับคอซ้ายขวาอีกเล็กน้อย และแล้วเทพโอสถเพลิงคนเดิมก็กลับมาใช้ร่างของตนเองได้ตามปกติ ยกเว้นเสี้ยวพริบตาหนึ่งในส่วนของบั้นท้าย ทุกคนเห็นเหมือนกันหมดว่าแกตดออกมา! และนั่นแหละคือกายาหลอมควันที่ปู่ซืออี้พุ่งคืนสู่แคว้นสวรรค์ทองคำ (金阙天朝) จินเชวี่ยเทียนฉาวของตนเองไป
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่







