Se connecterภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่าเสนาธิการทหารที่คอยสั่งการแนวรบ แต่ทว่าสำหรับเหล่าองครักษ์ประตูเทวาและเทพอู่เสิ่นแล้ว สิ่งนี้ก็แค่นิทรรศการปาหี่ของพวกขี้ขลาด! หากมิมีจางอี้เฟิงช่วยแม้แต่ที่นี่ก็คงไม่รอด!
.
"ห๊ะ! เจ้าว่าเช่นไรนะปู่ซืออี้ข้าศึกถอยทัพแล้วงั้นรึ?! เทพอู่เสิ่นผู้รับผิดชอบพื้นที่ทำได้เยี่ยงไร หรือเขามีอาวุธเวทย์คุ้มกายหรือมีสมบัติเวทย์ที่เป็นปรปักษ์กับวรยุทธของพวกเทียนซิ่งจงแล้วมิยอมบอกข้า?!"
ท่านเง็กเซียนถึงกับตวาดเสียงดัง แกเริ่มเดินไปรอบ ๆ เต็นท์สั่งการ เจอผลลัพธ์แบบนี้เข้าไปทำเอากระดานหมากที่อุตส่าห์วางกลยุทธ์ร่วมกับเทพสงครามองค์อื่น ๆ กลายเป็นหมันไปเลย
.
ตวัดชายเสื้อทีเดียวอาคมแผนที่ซึ่งมีลักษณะคล้ายภาพโฮโรแกรมสามมิติ ก็ได้แตกสลายกลายเป็นผงฝุ่นเรืองแสง! กลศึกนี้มิจำเป็นต้องหารือกันอีกต่อไป และแม้จะงวยงงกันอยู่บ้างแต่เห็นเง็กเซียนยิ้มได้เทพทุกองค์ก็โล่งอก
.
"เป็นจริงขอรับ! ข้าเพิ่งได้รับแผ่นยันต์สื่อสารจากด่านหน้ามาเมื่อครู่ หากท่านเง็กเซียนมิมั่นใจตัวข้าก็พร้อมให้ท่านตรวจสอบขอรับ"
พูดเสร็จปู่ซืออี้ก็ประสานมือเป็นก้อนกลมเพื่อโค้งคำนับ พลางควักเอายันต์สื่อสารแผ่นดังกล่าวที่สอดไว้ในแขนเสื้อออกมาให้ประมุขสวรรค์ดู
.
สภาพมันค่อนข้างยับเยินสมกับมาจากสมรภูมิ หนำซ้ำยังลอยกระท่อนกระแท่นคล้ายจะส่งไปมิถึงมือผู้รับ จนกระทั่งเง็กเซียนฮ่องเต้ต้องออกแรงขับปราณเคลื่อนย้ายวัตถุเพื่อดึงมันเข้ามายังมือเอง
.
"หมับ!"
ใช้เพียงสองนิ้วคีบก็เรียบร้อย
.
ด้วยความสัตย์จริงว่าเสียงที่ฝากมากับยันต์แผ่นนี้เป็นอะไรที่ดังมาก มันดังชนิดที่ว่ามิต่างจากคอมพิวเตอร์ที่ต่อพ่วงกับลำโพงสปีคเกอร์โฟนเลย ซึ่งก็นับว่าดีเพราะนั่นจะทำให้เหล่าทวยเทพองค์อื่น ๆ ที่อยู่ในเต็นท์ได้รับข้อมูลสำคัญนี้ไปพร้อม ๆ กันด้วย พวกเขาจะได้ถือว่าสิ้นสงสัยไปในคราวเดียวกัน
.
"พรึบ! , พรับ! , พรึบ! , พรับ!"
หลังประมุขสวรรค์ถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป แผ่นยันต์ก็วูบไหวไปมาพลันเปล่งแสงสีทองเหลืองอร่ามออกมา มันมาพร้อมกับเสียงข้อความสั้นที่ระบุใจความได้ว่า
.
"ข้าศึกถอยทัพแล้ว! แคว้นโหย่ฮวาเซียนโจว (月华仙洲) ยังคงปลอดภัย! มีการสูญเสียทหารสวรรค์เป็นจำนวนมาก! ทัพหน้าเหลือผู้รอดชีวิตราว 20 นาย มิพอสำหรับการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล โปรดส่งหน่วยทหารโอสถมาที่นี่เป็นการด่วน และหากมิมีมนุษย์ผู้นี้ช่วยเหลือแม้แต่ข้าผู้เป็นเทพอู่เสิ่นประจำแคว้นก็คงฝากเสียงผ่านแผ่นยันต์นี้มามิได้.. เทียนถิงปี้เซิ่ง! (天庭必胜!) สวรรค์จงเจริญ!"
.
"ฟุบ!!!"
แผ่นยันต์ฝากเสียงดับแสงลงกลายเป็นสีเทาหม่น ก่อนจะค่อย ๆ ลุกไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นเศษขี้เถ้าคามือองค์จักรพรรดิ
.
"มนุษย์งั้นรึ?! มีมนุษย์ธรรมดาขึ้นมาร่วมศึกบนสวรรค์แผ่นดินเซียนได้เยี่ยงไร?! ใครเป็นผู้ลักลอบทำสิ่งนี้! เหตุใดข้าผู้มีอาวุโสสูงสุดถึงเพิ่งจะทราบเรื่องมิมีผู้ใดคิดจะอธิบายข้าเลยรึ? พวกเจ้าเห็นข้าเป็นตัวอะไร!?"
พระองค์ขึ้นเสียงด้วยฤทธาแห่งความสงสัยผสมความโกรธ พลังปราณทำลายล้างเล่นเอาพลับพลาชั่วคราวถึงกับสั่นโยก
.
เดือดร้อนไปถึงปู่ซืออี้ที่ต้องรีบแถลงไข โดยเริ่มจากการสะบัดชายเสื้อตัวโคร่งกระพือพริ้ว พลางคุกเข่าลงและเพ็ดทูลแก่ฝ่าบาท
.
"ขออภัยขอรับใต้เท้าเพราะจากสายข่าวที่ข้าได้มา เรายังมิสามารถระบุตัวตนที่ชัดเจนของเขาได้ แต่เท่าที่เบาะแสพอมีมนุษย์ผู้นี้อยู่ในสังกัดของเทพกงกง เทพผู้เฝ้าตำหนักหลวงหวงหือลี่ (黄花梨) อาคมติดตามตัวที่แปดเปื้อนบนร่างกายเขามีกลิ่นอายของเทพกงกงอย่างชัดเจน อาจจะต้องใช้เวลาราว 1 - 2 ชั่วยามขอรับสำหรับการตรวจสอบที่ละเอียดขึ้น"
.
"หืม.. กงกงเทพตุ้งติ้งน้องชายเจ้าน่ะรึ? เขามีความสามารถในการเฟ้นหาคนในระดับนั้นเชีียว! เพราะจากยันต์ฝากเสียงที่ส่งมาดูเหมือนมนุษย์ผู้นี้จะมีวรยทุธที่เก่งกาจทีเดียว เขาจะเป็นคนแบบไหนกัน? ข้าว่าชักน่าสนใจซะแล้วสิ! น่าสนใจ..! น่าสนใจ..!"
เดินไปพลางลูบเคราขาด ๆ ของตนไปด้วย
.
"ลุกขึ้นแล้วไปเรียกเขามาพบข้าปู่ซืออี้! ข้าอยากจะจิบชากับเขาสักถ้วย! หรืออย่างน้อยก็จะได้เป็นการขอบอกขอบใจกัน เพราะข้าเองก็มิได้สนทนากับมนุษย์ตัวเป็น ๆ มานานแล้ว"
.
"ขอรับใต้เท้าข้าจะส่งคนไปเชิญตัวมาเดี๋ยวนี้ เขาอยู่แนวหน้าสมรภูมิใกล้ ๆ นี่เองมิถึงครึ่งก้านธูปก็น่าจะมาถึง!"
.
แต่ทว่าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้กลับนึกครึ้มอกครึ้มใจอะไรขึ้นมาก็มิรู้ เมื่อจู่ ๆ แกก็เรียกให้ท่านปู่ซืออี้วกกลับเข้ามาในพลับพลาก่อน แล้วก็เริ่มร่ายเวทย์ค่ายกลเคลื่อนย้ายขึ้นมาเป็นวงแหวนอักขระตรงกลางพื้นเต็นท์ เขตอาคมนี้มีรัศมีไม่กว้างไกลนักและมีระยะครอบคลุมเพียงเต็นท์พลับพลากับบรรดาเทพสงครามอู่เสิ่นเกราะทองราว 5 - 6 องค์ที่อยู่ถายใน
.
ซึ่งยังมิทันถึง 3 ห้วงหายใจ ศูนย์บัญชาการทั้งหลังก็ได้ทำการวาร์ป! มันวาร์ปแบบหายไปทั้งยวง! อาคมเคลื่อนย้ายนี้ใช้พลังปราณวิญญาณมิถึงหนึ่งในพันล้านส่วนของท่านเง็กเซียนด้วยซ้ำ ทว่าเพราะระยะทางที่มิไกลมากบวกกับความร้อนรนใจอยากเจอไว ๆ องค์เหนือหัวสูงสุดจึงรอมิไหว แทนที่จะตามจางอี้เฟิงให้มาพบ มิสู้วาร์ปคณะทำงานทั้งองคาพยพไปหาเขาเลยดีกว่า
.
"ฟุบบบ~!"
.
แต่เดชะบุญ! ตลกร้ายสิ้นดี! ที่การวาร์ปครั้งนี้เหมือนจะผิดพลาด! องค์เง็กเซียนฮ่องเต้เคยเอาเท้าเหยียบสนามรบซะที่ไหน แกอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร แกมิเคยตายเพื่อลูกน้องมีแต่ลูกน้องที่ถวายชีวิตยอมตายเพื่อแก ส่วนวิชาค่ายกลเคลื่อนย้ายก็ใช่ว่าจะแย่ มันยังทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมหากแต่เป็นจุดโผล่นี่สิที่เหมือนจะผิดฝั่ง!
.
รู้งี้วาร์ปไกลกว่านี้หน่อยก็ดี อย่างน้อยจะได้มีการใช้ป้ายกำกับทิศทางบ้าง มิใช่อยากจะไปโผล่ตรงไหนก็ไปเช่นนี้ แล้วดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสิไม่ตายโหงกันยกตี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว! ที่นี่คือสมรภูมิรบบริเวณแนวหน้าก็จริงแต่ฝั่งนี้มันไม่ใช่ฝั่งสวรรค์ที่พวกจางอี้เฟิงอยู่ มันคือฝั่งของเทียนซิ่งจง! ข้าศึกที่ตั้งใจจะมาฆ่าล้างโคตรชาวสวรรค์อยู่นานนมนั่นเอง!
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
"เฮ๊ย! พี่ระวัง! ก้มหัวหลบเร็ว!"."เพล๊งงง!"."ข้างหลังพี่! บอลมาจากด้านหลัง! เข้าประชิดตัวมันไว้ก่อนอย่าให้มันง้างเท้าได้!"."เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"."อ๊ากกกก!!! , อั๊ก! , เฮือกกก!"."พี่ทำใจดี ๆ ไว้นะครับ! แข็งใจหน่อย! อย่ามาตายที่นี่เชียวนะพี่!"."ตุบ! , ตุบ! , เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"..สาบานได
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่







