LOGINท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้
.
การยอมจำนนมิใช่อัตลักษณ์ของเอกบุรุษเยี่ยงเขา จางอี้เฟิงจึงเหยียดเท้ากางขึ้นไปแทบจะ 180 องศา! เพื่อดูดเอาบอลลูกหนึ่งที่พุ่งผ่านลงมาเก็บไว้กับตัว แรงสั่นสะเทือนหวิดจะทำให้เป็นไส้เลื่อนเอา แต่ก็นั่นแหละ! ลองเป็นลูกบอลที่อยู่ในค่ายกล 18 ทิศด้วยแล้วย่อมมิใช่บอลธรรมดาเฉกเช่นที่อื่น แล้วมันก็น่าจะออกฤทธิ์แว้งกัดใส่จางอี้เฟิงอยู่หลายส่วน
.
"อึก! , แม่งสะบั้นจากเท้าขึ้นมาถึงไข่เลยกู! แต่อย่างน้อยก็ได้ลูกบอลที่ต้องการมาแล้วล่ะนะ ขอเลี้ยงดูหน่อยล่ะกันขอทำความคุ้นชินกับมันหน่อย!"
.
แล้วเขาก็เริ่มออกวิ่งซึ่งเป็นการวิ่งแบบมีลูกบอลเป็นครั้งแรกตั้งแต่ได้ขึ้นสวรรค์มา พื้นข้างล่างเป็นดินก็จริงแต่ก็มีความนุ่มนิ่มเพราะฐานล่างดันเป็นก้อนเมฆ นั่นจึงทำให้การคอนโทรลบอลนุ่มนวลกว่าปกติ จากที่วิ่งตัวเปล่าเร็วจี๋อยู่แล้วพอมีบอลติดเท้าเข้าไปด้วย พอได้ใช้สเต็ปจิ้มแล้ววิ่ง ได้แตะบอลไปยังพื้นที่ว่างข้างหน้าแล้วสปรินท์เข้าไปเอา ก็เลยเหมือนเป็นการบีบให้เขาต้องเร็วขึ้นอยู่กลาย ๆ
.
ผลลัพทธ์ที่ออกมาจึงกลายเป็นว่า "ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศ" ตามเขาไม่ทัน! ต่อให้พวกเทียนซิ่งจง (天行种) จะเร่งหรือจะงอกบอลออกมาเพิ่ม ลำแสงของลูกบอลที่ฉวัดเฉวียนก็มิอาจกินเนื้อกินหนังของจางอี้เฟิงได้ กลับกลายเป็นเขาซะอีกที่ตะบันลูกบอลของตัวเองให้พุ่งขึ้นไปหยุดการโจมตีเหล่านั้นเอาไว้! มันเลยกลายเป็นเหมือนบอลชนบอล! บอลชิ่งบอล! แล้วบอลก็ถูกหยุดไว้ด้วยลูกบอล! ประหนึ่งระบบต่อต้านอากาศยานกลางเวหาที่ใช้กล้ามขาขับเคลื่อน
.
จางอี้เฟิงใช้แม้กระทั่งบอลของศัตรูที่กระเด้งหล่นมาเข้าทาง เขางัดมันขึ้นมากลางอากาศ เอาหัวไหล่แต่งให้สูงจนได้ระยะแล้วตวัดตีลังกาฟาดเป็นตะกร้อเลยยังมี! แฉกสายฟ้านี่แตกกระพือเบ้ออกไร้ทิศ! เสียงโครมครามดังสนั่นลั่นสนามรบ!
.
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากทหารสวรรคต์คนอื่นอาจจะโดนรุมกินโต๊ะ แต่จางอี้เฟิงกำลังพลิกโต๊ะตัวนั้นแล้วกำหนดชะตากรรมของตัวเอง ลิงชิงบอลห่าเหวอะไรล่ะ! พวกกู 50 คนเป็นเหยื่อแล้วจะทำไม! ถ้าไม่ยอมสักอย่างอะไรก็เป็นไปได้! ในสนามบอลใช้ฟุตบอลแค่ลูกเดียวแต่ในค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศนี้ บอลนับร้อยนับพันตกเป็นกรรมสิทธิของจางอี้เฟิงเพียงคนเดียว! มือไม่ได้ใช้ ๆ แต่ตีนล้วน ๆ ! เล่นเอาลำแสงสังหารที่เกิดจากทางบอลค่อย ๆ ดับแสงลงทีละนิด ๆ
.
"มึงมาดิ! มึงจะเอาไงกับกู! , เฮ๊ย! , ย๊ากกกกก!"
.
"ตูมมมมมม!!!"
.
"ชีวิตกูซ้อมเตะบอลอัดเสามาทั้งชีวิต ประสาอะไรกับพวกมึงตัวเท่าช้าง! , รับไป! , ย๊ากกกกก!"
.
"ตูมมมมมม!!!"
.
ขนาดหวดบอลลูกหลักออกจากเท้าไปแล้ว นักบอลหนุ่มยังสามารถเอาไหล่กับส่วนหนาตัดทางบอลจากเทียนซิ่งจงนายหนึ่ง ที่พยายามจะวิ่งชูมือขอบอลจากเพื่อน เจ้าคนนั้นโดนท่อนแขนสะบัดใส่หัวทิ่มหน้าคะมำดินไปเลย! ส่วนบอลที่ได้มาจางอี้เฟิงก็มิได้ปล่อยให้ตกสู่พื้นด้วยซ้ำเขากระโดดสลับขาเตะด้วยท่า Scissors kick ส่งบอลที่คมราวกับใบมีดพุ่งเข้าไปปาดคอศัตรูจนสิ้นชีพ!
.
"ฉั๊วะ!!!"
.
"ตาค่ายกล" คืออะไรจางอี้เฟิงมิรู้จัก หรืออะไรที่เกี่ยวกับเรื่องวรยุทธเจ้าตัวก็มิรู้ทั้งนั้น สิ่งที่รู้มีเพียงเรื่องของฟุตบอลและตอนนี้เจ้าตัวก็พอจะรับมือกับค่ายกลวิปลาศนี้ได้แล้วหากมีบอลอยู่กับตัว ซึ่งระหว่างที่การต่อสู้ดำเนินไปในหัวก็ประเมินความน่าจะเป็นไปด้วย ก่อนจะสัมผัสได้ถึงรูปแบบการเข้าทำที่ซ้ำ ๆ วนลูปเดิม ๆ ของพวกมัน เหมือนพอผ่านไปสักพักเขาจะเริ่มจับจุดอะไรได้บางอย่าง
.
"ไอ้พวกนี้ถึงจะมีกันเยอะ แต่แพ็ทเทิร์นมันเหมือนเดิมเลยแฮะ?"
ชายหนุ่มเหยียบบอลไว้เพื่อหยุดดึงเกมสักครู่
.
ทำเอาฝั่งตรงข้ามถึงกับถลำ! หากเป็นฟุตบอลสนามใหญ่จังหวะนี้ต้องเรียกว่าการ "เข้าพรวด" จางอี้เฟิงเอาส่วนหนาบังเหลี่ยมไว้ได้เขาคล้องบอลลูกนั้นมา พลันตีศอกสะบัดลูกหลังใส่จนไอ้หมอนั่นหน้าหันหมดสติไป!
.
"ไอ้สัด! มึงรู้ว่ากูกำลังใช้ความคิดอยู่ไหมไอ้เย็ดแม่ม! เหี้ยเอ๊ย! น่ารำคาญชะมัด!"
คิดไปก็เตะบอลต้านทานค่ายกลของศัตรูไปพลาง ซึ่งพอจับทางได้มันก็ง่ายขึ้นเยอะ
.
"พวกมันต้องมีโค้ชอยู่ข้างสนามแหง ๆ ใช่แน่! ต้องใช่แน่ ๆ ! ไม่งั้นไม่มีทางโผล่มาในมุมเดิม ๆ แล้วก็เตะบอลอัดลงมาในตำแหน่งซ้ำ ๆ หรอก! ถ้าเปรียบสมรภูมิตรงนี้เป็นสนามบอล ด้านข้างสนามก็น่าจะเป็นที่นั่น! ตรงนั้นล่ะใช่เลย! "
.
ดีดลูกส้นตวัดบอลงัดลอยข้ามหัวให้ลอยโด่งมาจากด้านหลังด้วยสูตรไมโล กระบวนท่าในตำนานที่มีแต่ โรนัลดิญโญ่ กับ เนย์มาร์ เท่านั้นที่กล้าทำในสนามจริง พอบอลลอยโด่งสูงเสียดฟ้าค้างกลางอากาศนาน จางอี้เฟิงก็อาศัยจังหวะที่ทุกสายตาเหลือบมองดูบอลกัดฟันวิ่งสปีดแบบเร็วสุดในชีวิต กระโดดเหยียบศพเทียนซิ่งจงที่นอนเสียชีวิตอยู่บนพื้น แล้วสปริงตัวขึ้นไปในรูปแบบที่คล้ายกับการเท็คตัวโหม่งลูกเตะมุมของ กาเบรียล มากัลเญส!
.
คือไม่ได้แค่โหม่งเอาความสูง แต่ทั้งเหยียดคอช่วยแล้วก็เหวี่ยงแขนสร้างแรงเหวี่ยงเสริมพลัง ระยะการกระโดดมันจึงสูงผิดมนุษย์มะนาไปหลายขุม และจังหวะนั้นเองเขาก็ได้เห็นมันเข้าจนได้! ไอ้หมอนี่แหละคือเจ้าของค่ายกล! และคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความอัปรีย์ทั้งหมด!
.
"ตุบ! , ตุบ! , ตุบ! "
เสียงบอลจากสูตรไมโลหล่นกระทบพื้น
.
จางอี้เฟิงลงสู่พื้นด้วยท่าย่อตัวสุดเท่ เขาถึงกับเผลอยิ้มออกมาเลยทีเดียวเพราะมั่นใจแล้วว่าตัวเองจะชนะศึกนี้ได้
.
"ไอ้สัด! ยืนหัวโล้นเป็นหลอดไฟเชียวนะมึง! ชูไม้ชูมือเป็นคอนดักเตอร์วงออร์เคสตร้าเชียวนะ! จริงอย่างที่เราคิดว่าไอ้พวกนี้มันมีกุนซือคอยสั่งการข้างสนาม!"
.
นักบอลหนุ่มตัดสินใจม้วนหน้าลงกับพื้น เพื่อหลบห่าลูกฟุตบอลราว 10 กว่าลูกที่พุ่งเป็นลำแสงลงมาใส่! เขาต้องทำงานแข่งกับเวลาเพราะช่องที่เปิดอาจจะมีแค่แป๊บเดียว! กับรูเล็ก ๆ ที่พอจะส่งบอลลอดออกไปกุดหัวไอ้กุนซือโล้นคนนั้นได้!
.
ท่ามกลางบอลนับสิบที่วางอยู่เกลื่อนพื้นตรงหน้า ถัดไปอีกราว 40 หลาคือพวกเทียนซิ่งจง (天行种) ที่ก็น่าจะเหนื่อยล้าจนหมดพลังขาแล้วเหมือนกัน พวกมันจึงยืนหอบแฮ่ก ๆ ๆ กันเป็นแถวหน้ากระดาน พลันจ้องมองมาทางจางอี้เฟิงราวกับกำลังพยายามจะอ่านใจว่าเขาคิดจะทำอะไร
.
"ดี! เป็นแนวกำแพงที่ดี! แต่ถ้าพวกมึงเลือกที่จะหยุดงั้นกูก็จะให้บอลเดินทางไปจัดการมึง! จงรับไป! ฟรีคิกแบบน้าหังปั่นโค้ง ๆ ! , ย๊ากกกกกก!!!!!"
.
"ตูมมมมมมมมมม!!!!"
.
ระดับความคาดหวังอยู่ที่ Golden Goal บอลลูกเดียวยุติสงคราม! นี่คือพลังหลังตีนแห่งสันติภาพ! สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงบิดตัวช่วยจนขาขวิด เขาใส่สุดหลอดทุ่มหมดหน้าตักจนร่างกายลอยขึ้นเหนือพื้นแล้วก็เสียหลักล้มคะมำไปเลย!
.
เกลียวอากาศใต้ลูกปั่นหมุนเป็นทอร์นาโด วินาทีที่หลังเท้าเฉือนใส่มุม 240 องศาใต้ลูกฟุตบอล ส่งผลให้สสารก้อนนี้พุ่งโค้งราวกับกล้วยหอม! บางคนเห็นเป็นความคอดกิ่วของเอวหญิงสาว! ในขณะที่บางคนก็เห็นเป็นดุ้นควยของชาวแอฟริกัน! มันโค้งข้ามหัวทุกคนที่อยู่ในค่ายกลมิหนำซ้ำยังปั่นทะลวงกำแพงสายฟ้าสีม่วงฉีกยับมิเหลือซาก!
.
ก่อนจะตัด "ฉับ!!!" ฝานศีรษะกุนซือหัวเหม่งให้สไลด์ไหลลงมาจากคอ! มันอาจจะไม่แรงเท่าลูกยิงเต็มข้อ และหัวโล้น ๆ นั่นก็ไม่ถึงกับระเบิดกระจุยกระจาย แต่ทว่าแค่นั้นก็มากพอแล้วที่จะทำให้ "ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศ" วิชาลวงตาขั้นสวรรค์เซียนเหยานี้ถูกทำลายลงในท้ายที่สุด!
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
"เฮ๊ย! พี่ระวัง! ก้มหัวหลบเร็ว!"."เพล๊งงง!"."ข้างหลังพี่! บอลมาจากด้านหลัง! เข้าประชิดตัวมันไว้ก่อนอย่าให้มันง้างเท้าได้!"."เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"."อ๊ากกกก!!! , อั๊ก! , เฮือกกก!"."พี่ทำใจดี ๆ ไว้นะครับ! แข็งใจหน่อย! อย่ามาตายที่นี่เชียวนะพี่!"."ตุบ! , ตุบ! , เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"..สาบานได







