로그인สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป
.
ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู
.
"ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"
เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง
.
"เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู"
.
""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"
ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงในแอเรียของส่วนหลังในแผนภาพ ว่าให้เทพทุกองค์เพ่งมองมายังจุด ๆ นี้
.
"โดยหลัก ๆ ผู้เล่น 4 คนตรงนี้จะเล่นเกมรับและเน้นการป้องกันมิให้คู่แข่งทะลวงเข้ามายิงประตูฝั่งตนเองได้ หรือพูดง่าย ๆ คือพวกเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายโกลล์! ฟุตบอลจึงไม่ได้มีแค่มิติในเกมรุกอย่างเดียว! มันมีทั้งรุกและรับซึ่งไม่ต่างจากการรบในศึกสงครามเลย!"
.
"ถ้าพวกท่านไปมั่วในสนามบอลก็ไม่ต่างจากท่านไปมั่วในสนามรบ การรบแบบไร้กระบวนทัพก็มิต่างจากวัวควายที่ใช้แต่กำลังยากจะพิชิตการใหญ่ ตอนอยู่บนก้อนเมฆกับท่านกงกงผมเห็นเลยว่าพวกเทียนซิ่งจงมันมีการแปรรูปขบวน มันไม่ได้มีแต่ลูกบอลไฟอย่างที่ทุกคนเห็น แต่มันเห็นแคว้นเซียนแสงจันทร์เป็นดั่งโกลล์ประตู!"
.
เหล่าทวยเทพสวรรค์นั่งฟังกันตาใสแจ๋ว พร้อมกันนั้นอาจารย์หยานเซิงก็ได้เหาะเหินขึ้นไปบนฟ้าและจัดแจงตวัดมุทรากระบี่ปล่อยลำแสงออกจากปลายนิ้ว เพื่อแผ้วถางสนามหญ้าด้านหลังให้มีรูปร่างคล้ายกับสนามฟุตบอลที่จางอี้เฟิงวาดขึ้น ติดก็แค่บริเวณกรอบเสาประตูที่เจ้าตัวเลือกที่จะใช้ธงค่ายของค่ายกลชีวาตาลปัตรที่ปักกางอาณาเขตอยู่แถวนั้นเป็นดั่งเสาโกลล์ทดแทน อุปมาเหมือนเวลานักเรียนชายเตะบอลตรงใต้ถุนอาคารเรียน แล้วใช้ขวดน้ำหรือกระเป๋าเป้มาวางกั้นเป็นเขตประตูแบบง่าย ๆ นั่นเอง
.
"ขอบคุณมากครับอาจารย์แค่นี้ก็ใช้ได้แล้วล่ะ เพราะวันนี้เราคงยังไม่เน้นเรื่องแท็คติกการยิงประตูนัก ผมต้องการให้ทุกคนเข้าใจในภาพรวมก่อนว่าฟุตบอลคืออะไรและเล่นยังไง"
.
พอสมาธิกลับมาที่แผนผังบนกระดาษยักษ์อีกหน จางอี้เฟิงกับพู่กันหมึกทมิฬในมือก็ได้กวัดแกว่งในสิ่งที่จำเป็นต่อ โดยเน้นไปที่บทบาทของกองกลางและกองหน้าว่าต้องทำอะไรบ้างแบบละเอียดยิบ! จนกระทั่งล่วงเลยไปหลายก้านธูปและทำเอาเทพบางองค์ถึงกับสัปหงก กว่าจะจบได้ก็เล่นเอาหูชาไปเหมือนกัน แล้วก็ดั่งคำโบราณว่าไว้ว่าพูดให้ฟังมิดังเท่าทำให้ดู! นักบอลหนุ่มจึงปรบมือขึ้นอีกครั้งพลันตะโกนกระตุ้นจนสุดเสียง
.
"แปะ! ๆ , แปะ! ๆ ,แปะ! ๆ ,แปะ! ๆ"
.
"เอาล่ะทุกคนลุก! , ลุก! , ลุก! , เร็ววว! แล้วลงสนามได้! เปลี่ยนชุดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย! ผมจะให้ทุกคนเลือกเอาเลยว่าอยากเล่นตำแหน่งไหน ผมจะไม่บังคับเพราะทุกคนย่อมรู้ขีดความสามารถของตัวเองดี นิสัยสันดานคุณเป็นพวกรุกหรือรับ คุณชอบป้องกันหรือทำลายประคู่แข่งย่อมเป็นสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจ เลือกกันได้เลยแล้วผมจะตัดสินจากผลงานในสนามเอง , ไป!!! , ลงสนามได้!!! , เร็ว!!! ๆ ๆ ๆ"
.
"แปะ! ๆ , แปะ! ๆ ,แปะ! ๆ ,แปะ! ๆ"
ปรบมือกระตุ้นไปอีกทีจากตะโกนชักจะเหมือนการตะคอก ทำไปทำมาจางอี้เฟิงก็เริ่มจะเหมือนโค้ชฟุตบอลผสมกับครูฝึกทหารขึ้นมาแล้ว
.
ซึ่งก็เป็นอะไรที่ได้ใจบรรดาเทพสายสงครามและองครักษ์ประตูเทวาที่ชวนกันมาร่วมฝึกอยู่มิน้อย มันต้องแบบนี้สิวะ! พวกเขารับรู้ได้ถึงความคล้ายกันมากระหว่างฟุตบอลกับสมรภูมิเดือด บรรยากาศเริ่มมาความฮึกเฮิมเริ่มมี แล้วกิจกรรมที่ต้องพิสูจน์ตัวเองเช่นนี้แหละที่เหมาะยิ่งนักที่จะให้พวกคลั่งความรุนแรงได้แสดงออก
.
ประกายแสงเรืองรองหลากสีสันแผ่พุ่งออกมาหลายสิบจุด สีแต่ละสีขึ้นอยู่กับปราณวิญญาณของเทพแต่ละองค์ และครู่สั้นนี้เองที่เป็นช่วงเวลาให้พวกเขาได้เปลี่ยนชุด มิต้องมีห้องแต่งตัว มิต้องมีล็อคเกอร์ มิต้องกลัวโป๊เปลือยอนาจาร เพราะเพียงแค่ตวัดมุทรากระบี่หมุนปั่นดัชนีวนรอบตัว คณะทวยเทพกว่า 30 องค์เบื้องหน้าก็พากันเปลี่ยนเครื่องแบบกันไปหมด
.
"วิ๊งค์~!"
.
จากชุด ฉางเผา (长袍) อาภรณ์เซียนแขนกว้างชายเสื้อพลิ้วไหวและดูลุ่มล่าม บัดนี้กลับหดสั้นลงรัดรูปมากขึ้นและมีความทะมัดทะแมงในระดับสูง อาภรณ์ทรงนี้ควบรวมไปถึงเทพที่เป็นสตรีและดรุณที่มาร่วมกิจกรรมฟุตบอลในวันนี้ด้วย ด้วยความสัตย์จริงว่าจางอี้เฟิงค่อนข้างประทับใจ เขาแทบมิต้องพูดถึงประเด็นนี้มากมายแต่ทุกคนเหมือนเตรียมพร้อมมาจากบ้าน อาภรณ์เครื่องแบบใหม่นี้คลับคล้ายเหมือนชุดสำหรับใส่เข้าฟิตเนส มีแม้กระทั่งรองเท้าที่ใช้แทนสตั๊ดได้เลย
.
"ยอดเยี่ยมไปเลยครับทุกคน! ถึงสีสันจะไม่เหมือนกันแต่ผมก็เซอร์ไพรต์มาก ๆ ที่ทุกคนเตรียมพร้อมขนาดนี้"
.
อาจารย์หยานเซิงที่เปลี่ยนชุดแล้วเช่นกันจึงต้องเหินกายลงมา พลางกระซิบบอกจางอี้เฟิงไปว่า
.
"หาไม่เลยศิษย์ข้า! ความจริงแท้ของเรื่องนี้คือพวกเรามิได้เตรียมตัวอะไรกันมาก่อน หากแต่เป็นเพราะนี่คืออาภรณ์เครื่องแบบ อวี้เฟิงอี (御风衣) อาภรณ์ทะยานเมฆาที่กระชับแนบกาย มีไว้เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคยามสำแดงวิชา เจ้าน่าจะยังมิรู้ว่าชาวสวรรค์เราในทุก ๆ สองร้อยปีจะมีเทศกาลล่าสัตว์เทวะเกิดขึ้น สถานที่แห่งนั้นเมื่อถูกเปิดออกจะมีอสูรกายเมฆาโบราณที่ดุร้ายและฝึกยากโผล่ออกมามิจบมิสิ้น พวกมันจะถูกล่าเอามาทำเป็นสัตว์วิญญาณข้างกาย หรือไม่่ก็นำชิ้นส่วนสำคัญมาหลอมอาวุธและโอสถ"
.
"ชื่อของเทศกาลคือ มหาพิธีเทียนฉี่เสินโส่ว (天启神狩) ความยากระดับพระกาฬเซียนหลายองค์เอาชีวิตไปทิ้งที่นั่นกันนับมิถ้วน และเพื่อการนั้นเหล่าเซียนรุ่นหลังจึงต้องปรับมาใช้อาภรณ์ อวี้เฟิงอี (御风衣) แทนที่จะใส่ชุดลุ่มล่ามอย่างชุด ฉางเผา (长袍) ส่วนการที่เจ้าเห็นพวกเราห่มอาภรณ์ดังกล่าวในห้วงนี้ก็เห็นจะเป็นเพราะความบังเอิญเท่านั้น!"
.
"ว้าว! น่าสนุกจังเลยนะครับผมไม่ยักรู้ว่าบนสวรรค์จะมีการล่าสัตว์กันด้วย ผมล่ะอยากจะเห็นกับตาตัวเองสักครั้งบ้างจังเหอะ ๆ "
.
"แต่อายุขัยเจ้าจะอยู่ถึงรึเจ้ามนุษย์?!"
เหยียบเบรคดังเอี๊ยด! เจออาจารย์ขัดดอกนี้เข้าไปจางอี้เฟิงถึงกับไปมิเป็น
.
"เหอะ ๆ นั่นสินะครับ ผมว่าผมควรจะโฟกัสเรื่องตรงหน้ามากกว่า.."
.
"มิผิด! เจ้ายังคงหัวไวอีกเช่นเคย ผู้ที่ผิดน่าจะเป็นข้าเสียมากกว่าเพราะยังไงซะมหาพิธีเทียนฉี่เสินโส่ว (天启神狩) ก็มิได้จัดขึ้นที่แคว้นตะวันเพลิงแห่งนี้ การจะเข้าสู่สถานที่พิศวงนั้นได้ต้องผ่านเกณฑ์คุณสมบัตินานับประการ ใครมีสิทธิ์เข้าร่วม , ใครมีสิทธิ์ครอบครองสัตว์เทพหายาก , การแบ่งเขตล่า , หรือแม้แต่กฎว่าห้ามสังหารสัตว์เทพบางสายพันธุ์ รายละเอียดพิสดารเช่นนี้เกียจคร้านจะอธิบาย มิสู้เจ้ามาสอนพวกข้าทำในสิ่งที่มิเคยรู้มาก่อนจะเป็นคุณกว่า"
.
"เข้าใจแล้วครับ! ถ้างั้นเราก็มาเริ่มเล่นกับลูกบอลกันเลยดีกว่า ว่าแต่อาจารย์หยานเซิงครับผมมีเรื่องจะให้ท่านช่วยอีกสักหน่อย"
.
เกิดการกระซิบกระซาบขึ้นอีกครั้งระหว่างลูกศิษย์กับครู และครั้งนี้ก็เหมือนกับว่าจะเป็นเรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรงของเทพโอสถเพลิงผู้นี้ไปแล้ว ดวงตาแกถมึงทึงสีหน้าบอกบุญไม่รับอย่างชัดแจ้ง เพราะปัญหาของจางอี้เฟิงก็คือพวกเขามีทุกสิ่งเกี่ยวกับฟุตบอลอย่างพรั่งพร้อม หากแต่ดันขาดของสำคัญที่สุดอย่างลูกหนังกลม ๆ ที่มีลมอยู่ข้างในอย่าง "ลูกฟุตบอล" แทน!
.
"อั่ยหยา! (哎呀!) ก็ข้ามิเคยเห็นข้าจะสร้างมันขึ้นมาได้เยี่ยงไรเล่า! เจ้าอย่าลืมสิว่าข้ามิได้ลงไปในสนามรบเฉกเช่นเจ้า ข้าเพียงคอยรักษาผู้บาดเจ็บอยู่ในหอเทียนอี!"
.
"เอ้า! ไอ้ผมก็คิดว่าท่านสร้างทุกอย่างได้เพียงแค่ดีดนิ้วซะอีก! แล้วแบบนี้จะฝึกเตะบอลกันยังไง? ท่านไม่ลองเค้นดูหน่อยล่ะครับ แบบที่มันกลม ๆ แล้วกลิ้งบนพื้นได้ขนาดประมาณเท่าเนี่ยะ! เนี่ยะ! ๆ ประมาณเนี่ยะ!"
จางอี้เฟิงถึงกับยกมือขึ้นมาปั้นเป็นก้อน ๆ เพื่อบอกขนาดคร่าว ๆ ท่วงท่าของเขาเทพองค์ใดเห็นก็รู้ว่าสองคนนี้กำลังวิกฤต เหมือนกิจกรรมกู้สวรรค์ด้วยหลังตีนนี้จะล่มตั้งแต่ยังมิเริ่มต้น บอลไม่มีสักลูกแล้วจะฝึกกันยังไงนี่คือคำถาม
.
เดือดร้อนไปถึงองครักษ์ประตูเทวาผู้เคยร่วมศึกกันมาอย่าง "เว่ยเทียนฉง (魏天崇)" เขาผู้นี้เห็นทุกวีรกรรมของจางอี้เฟิง ความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมิกลัวตายของมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจฝึกฟุตบอลแบบมิต้องคิดอะไรมาก เขาอยากสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเด็กหนุ่มผู้ใช้ลูกบอลเป็นศาสตราวุธอีกสักครั้ง และเพื่อการนั้นเขาจึงเข้าแทรกแซงบทสนทนาของครูและลูกศิษย์
.
"ช้าก่อนพวกท่าน! ขอข้าพูดหน่อย! หากเป็นเรื่องของวัตถุชนิดนั้นล่ะก็ข้าเองก็พอจะมีอยู่! , ฮึบ!"
.
"วิ๊งค์~!"
สะบัดมุทรากระบี่ตวัดปลายนิ้วเรียกเอาของบางอย่างออกมาจากตัว หนำซ้ำยังมีแสงสีขาวสว่างจ้าปรากฏขึ้นตามหลัง
.
ก่อนจะพบว่าแท้ที่จริงก็คือเศษลูกบอลหนังลูกหนึ่งที่ทั้งเหี่ยวทั้งแฟบ มันทั้งแบนและขาดวิ่นไม่มีความเป็นวัตถุทรงกลมที่มีลมอยู่ข้างในเลยสักนิด เว่ยเทียนฉงน่าจะเก็บเจ้านี่มาจากสมรภูมิด้วยเหตุผลส่วนตัวอะไรบางอย่าง ว่าแต่มันจะใช้ได้จริง ๆ หรือสำหรับของที่สภาพยับเยินราวกับขยะเยี่ยงนี้ จางอี้เฟิงกับอาจารย์หยานเซิงถึงกับมองตากันปริบ ๆ พวกเขาหยุดทะเลาะกันก็จริง แต่ก็ต้องมาเครียดต่อกับสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าอยู่ดี
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่







