LOGIN“เจ้ามาแล้ว”
จางกุ้ยเฟยที่เดินวกไปวนมาอยู่หน้าตำหนักเฉียนชิงรีบก้าวเข้ามาหาด้วยท่าทางยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อเห็นรถม้าหยุดจอดพร้อมกับปรากฏร่างบอบบางในอาภรณ์สีส้มอ่อนก้าวลงมาพร้อมกับสบตานางอย่างบังเอิญ
“ถวายพระพรพระสนมเพคะ”
“อย่ามากพิธีเลย รีบเข้าไปในตำหนักเถิด”
ไม่ว่าเปล่ายังเอื้อมมือมาจับอีกฝ่ายไว้ด้วยความร้อนใจ
“เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ”
“ขอโทษที ข้าลืมไป” จางกุ้ยเฟยชะงักเล็กน้อยพร้อมกับปล่อยมือออกจากแขนเรียวบาง ขยับปากเปล่งเสียงเบา “ฝ่าบาทต้องการพบเจ้า”
จางกุ้ยเฟยเองก็มีสีหน้าลำบากใจ นางไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับฮ่องเต้ แต่หลังจากที่อาการกำเริบในพิธีอภิเษก หมอหลวงหลิวบอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หากแต่ฮ่องเต้ทรงสูญสิ้นความสามารถการสนทนาและดูอ่อนแรงลงไปทุกที
เช้าวันนี้นางเข้าตำหนักมาปรนนิบัติตามปกติ หากแต่สิ่งที่ฮ่องเต้สื่อสารกับนางได้เป็นประโยคแรกนั่นทำให้ต้องรีบส่งคนไปที่จวนชินหวังฝู่
‘ปาหวางเฟย’
สิ้นเสียงแหบๆ ที่พยายามเค้นออกมาพร้อมกับเสียงกระแอมไอ ริมฝีปากซีดเซียวนั่นทำให้นางไม่กล้าแม้แต่จะรอต่ออีกแม้แต่หนึ่งเค่อ
ในที่สุดร่างสตรีสูงศักดิ์ทั้งสองก็ก้าวย่างเข้ามาในตำหนักพร้อมๆ กับจางกุ้ยเฟยที่หยุดลง
“เข้าไปเถิด ฝ่าบาทคงอยากคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัว”
ถึงแม้สายตาจะเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แต่นางก็ทำเพียงเหลือบมองคนที่จ้องมองมาอย่างรอคอยอยู่บนเตียงมังกร โบกมือเรียกนางกำนัลขันทีทั้งหมดให้ออกไปรอข้างนอกกับนาง
ไป่มู่ชิงมีท่าทีกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ในขณะที่ฮ่องเต้กำลังจ้องมองมาที่นาง พยายามจะขยับริมฝีปากหากแต่ยังไร้สุ้มเสียง
หญิงสาวขยับเข้าไปหา คุกเข่าลงข้างเตียงช้าๆ
“ถวายพระพรเพคะ”
ฮ่องเต้กลืนน้ำลาย มองดูคนตรงหน้าอย่างมีความหวัง ใบหน้าเกิดความไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจ
“เสด็จพ่อมีอันใดหรือเพคะ”
ไป่มู่ชิงยังคงเอ่ยถามน้ำเสียงนุ่ม ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดฮ่องเต้ถึงได้มีรับสั่งให้นางเข้าเฝ้าทั้งที่ตัวเองยังไม่สามารถแม้กระทั่งจะเปล่งเสียง
หากเข้าไปแตะตัวอ่านความคิดได้ก็ดีอยู่หรอก...
“จ...จับ”
ในที่สุดน้ำเสียงทุ้มเปล่งที่แฝงไปด้วยความอิดโรยก็ดังขึ้นพร้อมกับขยับมือออกมาในขณะที่ไป่มู่ชิงเบิกตาโต มองด้วยความแปลกใจ
ฮ่องเต้รู้ความสามารถของนางหรือ...
ไม่น่าจะเป็นไปได้...
หญิงสาวคิดอย่างตกใจอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ขยับกายเข้าไปหา พร้อมทั้งเอื้อมมือออกไปแตะที่ปลายนิ้วของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
‘เปิดหีบใบนั้นออก’
เสียงที่ดังขึ้นในความคิดทำให้หญิงสาวลอบกลืนน้ำลาย มองดูอีกฝ่ายด้วยความไม่ไว้วางใจอยู่บ้าง หากแต่นัยน์ตามังกรที่จับจ้องมากลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นอย่างประหลาด หาความชั่วร้ายไม่เจอเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดไป่มู่ชิงก็หยัดกายลุกขึ้น เดินตรงไปยังหีบใบหนึ่งที่ซุกซ่อนอยู่บริเวณมุมห้อง เหลือบมองฮ่องเต้เล็กน้อยราวกับต้องการถามเพื่อความมั่นใจ
แววตาฮ่องเต้เปล่งประกายวาบขึ้นมา พยายามรวบรวมกำลังพยักหน้าลงเป็นการยืนยัน
เมื่อได้รับคำอนุญาต หญิงสาวจึงค่อยๆ ปลดล็อกหีบออก ในที่สุดสิ่งต่างๆ ที่ถูกซ่อนเอาไว้ภายในก็ปรากฏเข้ามาในสายตา
ไป่มู่ชิงเบิกตากว้าง ใช้มือหยิบขึ้นมาดูอย่างตั้งใจ
“นี่มัน...”
ไป่มู่ชิงหยิบเอาอาภรณ์ของสตรีขึ้นมาดู อีกทั้งยังมีเครื่องประดับสวยงามมากมาย รวมไปถึงสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้เบื้องล่าง ลายมือที่คุ้นเคยจากการสื่อสารผ่านจดหมายตลอดหลายปีทำให้นางลูบไล้เบาๆ ด้วยความคิดถึง
ของทั้งหมดนี่เป็นของพี่สาม...
“เสด็จพ่อ”
หญิงสาวเอ่ยเรียกฮ่องเต้ขึ้นครั้งหนึ่ง เห็นสายตาที่เศร้าหมองคล้ายกับความรู้สึกผิดแล้วก็ได้แต่กลืนคำพูดลงในลำคอ สิ่งที่ฮ่องเต้ต้องการให้นางดูก็คือข้าวของเครื่องใช้ของพี่สามใช่หรือไม่
เช่นนั้นความโปรดปรานที่ฮ่องเต้มีต่อพี่สาวของนางเป็นความจริง เรื่องที่นางฆ่าตัวตายฮ่องเต้เองก็คงไม่เชื่อเช่นกัน
ฮ่องเต้กำลังแจ้งเบาะแสแก่นาง เพื่อให้ตามหาตัวผู้ร้ายน่ะหรือ?
“พระองค์ต้องการสืบหาความจริงหรือเพคะ”
หญิงสาวบรรจงเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ กลับเข้าไปในหีบ ไม่เว้นแม้กระทั่งสมุดบันทึกเล่มหนาเช่นกัน
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้พยายามสื่อสารอะไรกลับด้วยซ้ำ เสียงของขันทีจากภายนอกตำหนักก็ดังขึ้น
“องค์รัชทายาทเสด็จ”
ไป่มู่ชิงรีบผลักหีบกล่องนั้นให้เข้าที่ เตรียมตัวจะกลับมาคุกเข่าที่ข้างเตียงเช่นเดิม หากแต่ปลายเท้าของนางกลับเหยียบเข้ากับกระดาษหนังแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น
“เสด็จพ่อ”
ตายล่ะ...
ขวับ!
ไป่มู่ชิงทรุดนั่งลงทาบทับกระดาษหนังแผ่นนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้คนมาใหม่ได้สังเกตเห็น จากนั้นจึงโน้มตัวลงเล็กน้อย
“ถวายพระพรเพคะ”
หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาภายในตำหนักเป็นที่เรียบร้อย
ฉู่เหวินหงเหลือบมองสตรีร่างหนึ่งที่กองอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าอึมครึมอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นมุมปากก็กระตุกยิ้มขึ้น ทว่ากลับเดาอารมณ์จากรอยยิ้มนั่นไม่ได้นัก
“เหตุใดพระชายามาเข้าเฝ้าเพียงผู้เดียวเล่า”
“ท่านอ๋องป่วยกะทันหันเพคะ”
หญิงสาวตอบทั้งที่ใบหน้าก้มลงมองพื้นอย่างครุ่นคิด หากองค์รัชทายาทและฉู่ซูเหยียนเป็นปรปักษ์ต่อกัน ดังนั้นก็ไม่เหมาะนักที่นางจะสนทนากับอีกฝ่ายมากเกินไป
แค่นี้นางก็ถูกหมอนั่นเพ่งเล็งไม่คลาดสายตาอยู่แล้ว!
“อ้อ...นั่นสินะ เมื่อเช้านี้ข้าเห็นหมอหลวงหลิวถูกตามไปที่จวนน้องแปด” ฉู่เหวินหงเค้นเสียงในลำคอ “น้องแปดเป็นอย่างไรบ้างเล่า อาการหนักถึงกับเข้าเฝ้าเสด็จพ่อมิไหวเชียวหรือ”
ไป่มู่ชิงเพียงคลี่ยิ้มจางๆ เป็นคำตอบ มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ปฏิกิริยานั่นทำให้ฉู่เหวินหงดูไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็สามารถควบคุมการแสดงออกได้เป็นอย่างดี
“พระชายาไปทำอะไรตรงนั้นกัน”
สิ้นประโยคหญิงสาวจึงก้มลงมองตัวเอง พยายามใช้มือเขี่ยเอากระดาษที่อยู่ใต้ร่างออกมาขยำเป็นก้อนเล็กเพื่อซุกซ่อนในฝ่ามือในขณะที่สายตาก็กวาดมองโดยรอบ
“เมื่อครู่หม่อมฉันเห็นแมลงวิ่งอยู่แถวนี้เพคะ เลยเข้ามาดู แต่เป็นเพราะหม่อมฉันไม่ระวังจึงสะดุดล้ม”
หญิงสาวระบายยิ้มแห้งๆ คล้ายต้องการกลบความเก้อเขิน หากแต่หางตากลับกระตุกเพราะเกรงว่าจะถูกอีกฝ่ายจับได้ว่านางแอบอะไรไว้ในฝ่ามือ
“นางกำนัลพวกนั้นละเลยหน้าที่เกินไปแล้ว”
“หามิได้เพคะ หม่อมฉันคิดว่าตัวเองเพียงตาฝาดไปเท่านั้น”
เมื่อเห็นท่าทีเครียดขึ้งของอีกฝ่าย ไป่มู่ชิงก็ได้แต่รำพึงรำพันออกไปเช่นนั้น เกรงว่านางกำนัลผู้โชคร้ายที่จู่ๆ ก็ละเลยหน้าที่จะถูกลงโทษเสียก่อน
ดวงตากลมโตเหลือบมองฮ่องเต้ที่นอนอยู่นิ่งๆ
“เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะเสด็จพ่อ”
ไป่มู่ชิงโค้งตัวลงคำนับและหันมากล่าววาจากับฉู่เหวินหงอีกหนึ่งประโยค จากนั้นจึงสาวเท้ายาวๆ ออกจากตำหนักเฉียนชิงโดยเร็วทั้งที่ฝ่ามือทั้งสองชื้นไปด้วยเหงื่อ
ฉู่เหวินหงมองตามร่างบอบบางออกไปด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ออก มองดูมือข้างขวาของนางที่บีบกำเข้าหากันแน่น เค้นเสียงหึในลำคอเบาๆ
“เสด็จพ่อต้องการอะไร เหตุใดมิเรียกใช้หม่อมฉันเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
แต่นางไม่มีเวลาแล้ว...ในที่สุดก็ตัดสินใจเหาะเหินเข้าไป ลักลอบเข้าไปในซอกหนึ่งก่อนจะถอดชุดบุรุษที่คลุมร่างออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นชุดนางกำนัลที่ใส่ไว้ภายในใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ตำหนักของพระสนมไป่ก็ปรากฏเข้ามาในสายตา หันซ้ายขวาก็ไม่เห็นมีใคร!ไหนฉู่ซูเหยียนบอกเอาไว้ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้มีการเฝ้าตำหนักเอาไว้...ถึงแม้ความคิดจะผุดขึ้นมาเช่นนั้น หากแต่ร่างบอบบางก็เข้าไปภายในอย่างง่ายดายกว่าที่คาดการณ์ พยายามสอดส่องไปรอบๆ จนกระทั่งเห็นของบางอย่างประกายแวววับอยู่ใต้ต้นเหมย มีผืนหญ้ายาวๆ ปกคลุมอยู่“ปิ่นของใคร”ไป่มู่ชิงพึมพำกับตัวเอง หยิบปิ่นทองคำสลักลวดลายบุปผาขึ้นมาดูแล้วซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวในอย่างเงียบๆ ย่างเข้าไปใกล้ประตูตำหนักที่ถูกลงกลอนเอาไว้ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความสงสัย โซ่ที่คล้องเอาไว้มิได้ล็อกกุญแจ แบบนี้หากต้องการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องยากมือเล็กพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ปลดโซ่ที่พันธการประตูออกก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็วหมับ!ฟิ้วว!!“อื้อ!”จู่ๆ ร่างเล็กก็ถูกกอดรัดจากข้างหลัง มือหยาบข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นพร้อมกับลากตัวนางออกไปจากตำหนัก เมื่อนางดิ้นรนหนักเ
‘คนยืนพูดไม่ปวดเอว’“มิเป็นนางย่อมมิเข้าใจหรือ”ไป่มู่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ข้อความบนแผ่นกระดาษที่จางกุ้ยเฟยเขียนให้นางมีเพียงเท่านี้จริงๆแต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่น ในใจรู้สึกเชื่อมั่นไปมากกว่าครึ่งว่าจางกุ้ยเฟยย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของไป่ลู่อี้อย่างแน่นอนหญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเอากระดาษแผ่นที่ได้จากตำหนักเฉียนชิงออกมา คราวนี้ถึงได้มีสีหน้าไม่สบายใจเป็นทวีคูณลายมือที่ปรากฏอยู่ในกระดาษสวยงามทั้งคู่ ทว่ากลับมิใช่ลายมือเดียวกัน...แล้วตกลงจางกุ้ยเฟยเป็นคนดีหรือร้ายกันแน่!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นเตียงในขณะที่หลี่หยู่นิ่วหน้า“พระชายา...”“ข้าคิดว่าข้าต้องหาโอกาสเข้าไปที่ตำหนักพี่สามสักครั้ง”“พระชายาจะเข้าไปได้อย่างไรกัน การเข้าวังแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำท่านอ๋องยังมิเคยมีท่าทีโปรดปรานท่านเลย”ไป่มู่ชิงขบกัดริมฝีปาก นิ้วก็เคาะลงบนเตียงอย่างครุ่นคิด“หากเข้าไปอย่างถูกต้องมิได้ เราก็อย่าให้ผู้ใดรู้สิ”----------------------------------------------------------หลายชั่วยามแล้ว ก็ยังมิมีผู้
“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”เสียงเล็กแหลมคล้ายเด็กทารกพูดอ้อแอ้นั่นทำให้ไป่มู่ชิงที่กำลังจะเตรียมตัวกระโดดลงหันขวับมามอง เห็นหลานเซ่อกำลังอ้าปากพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะนั่นแล้วก็ได้แต่เบิกตาโตนกแก้วหรือ สีแบบนี้จะใช่มาคอร์หรือเปล่า ในโลกอนาคตนกแก้วชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง นางควรเปลี่ยนใจนำกลับไปเลี้ยงดีหรือไม่!“พระชายาเพคะ มีคนกำลังมา”ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของหลี่หยู่ก็ดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“ข้ารู้แล้ว” ไป่มู่ชิงร้องตอบ เหลือบมองหลานเซ่อที่เอียงคอมอง “หลานเซ่อ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”พูดจบก็กระโดดตุ๊บลงมาเบื้องล่าง“หยู่เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดเรื่องเข้าวังให้หลานเซ่อได้ยินบ้างหรือไม่”หลี่หยู่เบิกตากว้างก่อนจะละล่ำละลั่กตอบเสียงเบา“หม่อมฉันเพียงพูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเพคะ ว่าจะช่วยพระชายาหาทางเข้าวังได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอันใดหรือไม่เพคะ”“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”ไป่มู่ชิงโบกมือไหวเมื่อเห็นผู้คนราวๆ หกคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเคลือบแคลงสงสัยเหตุใดจางกุ้
“ท่านอ๋องไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ของวังหลวงที่ใช้สำหรับประชุมขุนนาง“อืม”หลังจากฮ่องเต้ประชวรได้เพียงสองวัน จู่ๆ องค์รัชทายาทซึ่งมีอำนาจสั่งการแทนฮ่องเต้ได้เจ็ดในสิบส่วนก็เรียกประชุมขุนนางขึ้นกะทันหันเพื่อเรียกเก็บภาษีพ่อค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนเหตุผลที่เรียกตัวกระชั้นชิดเช่นนี้เป็นไปได้สูงที่ฉู่เหวินหงคิดว่าเขาได้รับพิษจนมิสามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อขัดขวางผลประโยชน์ได้‘พิษในตัวท่านอ๋องยังมิได้ถูกกำจัด เพียงแค่ถูกระงับไว้เท่านั้น ทำให้อาการสามารถกำเริบขึ้นมาได้อีกพ่ะย่ะค่ะ’เสียงของหมออู๋ยังดังก้องไปทั่ว พิษที่เขากินเข้าไปนั่นหาได้เป็นพิษรุนแรงจนมิสามารถขับออกได้ หากแต่เขาถูกรักษาไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการต่างหาก พิษนั่นถึงมิได้สลายไปอย่างถาวรหลังจากที่หมออู๋รักษาเขาเพียงมิกี่ชั่วยาม ร่างกายที่หมดเรี่ยวแรงก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าประหลาด มิมีร่องรอยของการได้รับพิษเลยแม้แต่น้อยฉับพลันนัยน์ตาพยัคฆ์ก็เคลือบไปด้วยความมืดราวห้วงรัตติกาล...ที่แท้แล้วหมอหลวงหลิวมีใจภักดีต่อองค์รัชทายาทไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ
ตลอดทางกลับจวนชินหวังฝู่ ไป่มู่ชิงลอบสังเกตอากัปกิริยาของฉู่ซูเหยียนที่เอาแต่นั่งหลับตาพิงหน้าต่างไม้ตลอดทาง ไร้ซึ่งแววตาและน้ำเสียงที่คอยข่มขู่นางเช่นเคยหญิงสาวยกมือกอดอก ฮัมเพลงเบาๆนอนหลับนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ!“สิ้นฤทธิ์แล้วสิท่า!”ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าจวนชินหวังฝู่ บุรุษที่นางคิดว่ากำลังโบยบินอยู่ในความฝันกลับลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ใบหน้าเหวอหวา ถ้าเขารู้ตัวเร็วขนาดนี้ก็แสดงว่าไม่ได้หลับ สิ่งที่นางกล่าวออกไปเมื่อครู่เขาจะได้ยินหรือไม่!เอาจริงๆ ก็ไม่อยากจะปลอบใจตัวเองนัก...หญิงสาวก้มหน้าลงลอบถอนลมหายใจ หรี่ตามองเขาเล็กน้อยฉู่ซูเหยียนเหลือบมองร่างบอบบางพลางเค้นเสียงในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง เรื่องที่นางเอ่ยวาจาหมิ่นเขาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะลงโทษนาง“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมๆ กับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่รอรับเจ้านายของตนเองอยู่เบื้องล่างฉู่ซูเหยียนพยายามควบคุมลมปราณเดินลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับเข้าไปจะยังถูกกำจัดออกไม่หมด“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”เสียงของหลิวอี้ถ่งดังขึ้นด้านข
เกือบแล้ว...เกือบถูกจับติดแล้ว!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่เมื่อก้าวออกจากตำหนักเฉียนชิงได้ มือที่กำแผ่นกระดาษไว้ล้วงเข้าไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวใน“เหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกเจ้าเข้าเฝ้า”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้ง รีบหันไปมองทางต้นเสียงทันทีก่อนจะถลึงตามองอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าบุรุษใกล้ตายเจ้าของจวนชินหวังฝู่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังนางด้วยใบหน้าถมึงทึง“หม่อมฉัน...” ว่าไปแล้วก็เหลือบมองจางกุ้ยเฟยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ “เสด็จพ่อเพียงแค่มอบของใช้พี่สามให้หม่อมฉันเพื่อคลายความคิดถึงเพคะ”เอ่ยออกไปแล้วก็อยากยกมือตบปากตัวเองแรงๆ สักครั้ง แม้แต่แรงจะลุกนั่งฮ่องเต้ยังไม่สามารถกระทำได้ นับประสาอะไรกับการสนทนากับนางเรื่องพี่สามกัน!และก็เป็นดังคาดเมื่อฉู่ซูเหยียนกระตุกยิ้มเหี้ยมทว่า...กลับไม่เอ่ยวาจากับนางแม้แต่ครึ่งคำ“ท่านจะไปไหน”ไป่มู่ชิงยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่ายอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าฉู่ซูเหยียนก้าวเดินออกตัวไปข้างหน้าเพื่อหวังจะเข้าไปภายในตำหนัก“ท่านอ๋อง ช้าก่อนเถิด” จางกุ้ยเฟยที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเอ่ยเรียกร่างสูงใหญ่พลางกุมมือทั้งสองไว้แน่น “ข้าเป็นผู้ใ







