LOGINยัง...
ยังจะไม่ตื่นอีก...
“พระชายากลับไปพักผ่อนก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะดูแลทางนี้เอง”
หมางกั๋วที่ทนดูพระชายากลั่นแกล้งเจ้านายตัวเองต่อไปไม่ได้เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมา
ทว่านอกจากไป่มู่ชิงจะโคลงศีรษะใส่แล้ว นางยังล้วงหยิบเอาใบไม้สีเขียวแก่ที่ซุกซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมาพร้อมกับยื่นออกไปแตะใบหน้าอีกฝ่ายเบาๆ
แค่เพียงสัมผัสเล็กน้อยเท่านั้น ฉู่ซูเหยียนก็ถลึงตามองพร้อมกับมือหยาบหนาบีบข้อมือบางไว้แน่น
“เจ้าคิดจะทำอะไร”
“หม่อมฉันเพียงจะบอกเรื่องสำคัญต่อท่านเท่านั้น”
เป็นเขาเองมิใช่หรือที่นอนแกล้งตายอยู่ตรงหน้านางน่ะ!
ฉู่ซูเหยียนเหลือบมองมือของนางที่ถูกกอบกุมด้วยใบหน้าถมึงทึงอยู่บ้าง จากนั้นจึงเห็นว่าในมือของนางมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาขบกรามแน่น นัยน์ตาแฝงไปด้วยโทสะอยู่เก้าในสิบส่วน
“หม่อมฉันคิดว่าท่านอ๋องควรหาหมอที่ไว้วางใจได้มาอยู่ในจวนสักคนนะเพคะ หากมีเรื่องอันใดอีกหมอหลวงหลิวจะได้มิต้องลำบากเดินทางมาจากวังหลวง”
ไม่พูดเปล่ายังพยายามดึงมือตัวเองออก ปล่อยให้ใบไม้สีเขียวแก่นั่นร่วงหล่นอยู่บนแผงอกกำยำ
“หม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ”
เมื่อเห็นว่าฉู่ซูเหยียนยังคงมีใบหน้ามึนงง ไป่มู่ชิงจึงกล่าวตัดบทและล่าถอยออกไปจากห้องทันทีโดยไม่รอคำอนุญาต นี่ถ้าหากมิใช่เพราะนางต้องแสดงออกถึงความเป็น พระชายาที่ดี นางคงไม่ต้องรีบแจ้นมาที่เรือนใหญ่แต่เช้าเพื่อฟังอาการของเขาเพียงไม่กี่ประโยคหรอก
ฉู่ซูเหยียนมองดูแผ่นหลังเล็กที่เดินจากไป จากนั้นจึงหยิบของที่นางจงใจทิ้งไว้ให้อย่างพิจารณา
แน่นอนว่าบทสนทนาเมื่อครู่ระหว่างหมอหลวงหลิวและองค์หญิงเก้าเขาล้วนได้ยินทั้งหมด นี่เป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายของฮ่องเต้
ทันใดนั้นเองแววตาพยัคฆ์ก็ดำมืดราวห้วงมหาสมุทร
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
หมางกั๋วก้าวเข้ามาพร้อมกับส่งใบไม้ต่างชนิดกันหลายใบออกมา
ฉู่ซูเหยียนพยายามหยัดตัวขึ้นนั่งพร้อมทั้งรับมาพิจารณาอย่างครุ่นคิด เขาเป็นคนสั่งให้หมางกั๋วหาโอกาสหยิบเอาสมุนไพรทั้งหมดที่อยู่ในตะกร้าของหมอหลวงหลิวออกมาเพื่อนำไปตรวจสอบ
ถึงแม้ว่าหมอหลวงหลิวจะเป็นคนของฮ่องเต้ หากแต่พักหลังมานี้เขารู้สึกว่าฉู่เหวินหงจะเรียกพบเขาบ่อยเกินไป อีกทั้งอาการของฮ่องเต้มีแต่ทรงตัว ไม่ดีขึ้นเลยในระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา
มันก็น่าสงสัยมิใช่หรือ?
แต่นึกไม่ถึงว่าสตรีผู้นั้นจะไหวพริบดีถึงเพียงนี้ สนทนากับหมอหลวงหลิวเพียงไม่กี่คำก็รับรู้ถึงความผิดปกติ
มาถึงตอนนี้เขาชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าไป่มู่ชิง นางเป็นใครและอยู่ข้างใครกันแน่ มิหนำซ้ำยังแสดงความน่าประหลาดใจออกมาให้เห็นทุกวัน ที่เขาคิดได้ตอนนี้คือนางหาใช่สตรีในห้องหอที่เคยคิดไว้และมีอะไรบางอย่างที่พิเศษกว่านั้น
นางรับรู้เรื่องภายในของถงเยว่มากน้อยเพียงใดกัน
เห็นทีเขาจะปล่อยนางให้อยู่ในที่ที่นางควรอยู่ไม่ได้เสียแล้ว
“หมางกั๋ว”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ส่งคนจับตาดูพระชายาเอาไว้ หากมีอันใดผิดปกติให้รีบรายงานข้าทันที”
-------------------------------------------------------------------
“สงสัยข้าเช่นนั้นหรือ! ฮึ! ดี! สงสัยให้กระอักเลือดตายไปเลย”
ไป่มู่ชิงบ่นพึมพำพร้อมทั้งพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางเห็นว่าหมอหลวงหลิวดูมีพิรุธถึงได้ช่วยเตือน หากแต่นอกจากเขาจะไม่ขอบคุณแล้วสายตาที่มองมายังเข่นเขี้ยวอยู่ในใจอีกต่างหาก!
“พระชายาเพคะ มีคนต้องการเข้าเฝ้าเพคะ”
หลี่หยู่วิ่งกระหืดกระหอบมาจากเรือนเซียงอี้
“ใคร”
“คนของพระสนมกุ้ยเฟยเพคะ”
สิ้นประโยคไป่มู่ชิงเงียบลง ได้แต่ผงกศีรษะพร้อมกับเดินกลับไปยังที่พัก
ไม่นานนักร่างของนางกำนัลสามคนก็ปรากฏเข้ามาในสายตา เมื่อเห็นว่าบุคคลที่จางกุ้ยเฟยต้องการพบตัวมาถึงแล้ว นางกำนัลผู้หนึ่งก็รีบกุลีกุจอเข้ามารายงาน
“ถวายพระพรพระชายาเพคะ”
“พวกเจ้ามีอันใด”
ไป่มู่ชิงยืดตัวขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย น้ำเสียงที่ใช้ดูเป็นทางการขึ้นมา
“พระสนมกุ้ยเฟยต้องการให้พระชายาเข้าเฝ้าเพคะ”
สิ้นเสียงที่แฝงไปด้วยความหวั่นเกรงอยู่บ้างนั่นทำให้หญิงสาวหันไปสบตากับหลี่หยู่ที่จ้องมองอย่างเป็นห่วง
พวกนางไม่รู้ว่าจางกุ้ยเฟยเป็นมิตรหรือศัตรู อีกทั้งยังเป็นบุคคลต้องสงสัยในคดีของพี่สามอีกต่างหาก
ไม่รู้ว่าเรียกตัวนางเข้าวังหลวงไปครั้งนี้ จางกุ้ยเฟยมีแผนการอะไรบ้างหรือไม่
“ท่านอ๋องทรงประชวร ยังต้องพักผ่อนอีกสักหลายวัน หลังพิธีอภิเษกเพียงหนึ่งวัน หากข้าเข้าวังหลวงไปเพียงผู้เดียวคงมิเหมาะนัก”
หญิงสาวแสร้งทำสุ่มเสียงเสียดายอยู่บ้าง ตามธรรมเนียมแล้วหลังจากพิธีอภิเษกเสร็จสิ้น นางและฉู่ซูเหยียนสมควรที่จะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้และกุ้ยเฟย หากแต่ในสถานการณ์ตอนนี้ ทั้งฮ่องเต้และฉู่ซูเหยียนเจ็บป่วย ธรรมเนียมที่ว่าจะต้องเลื่อนออกไปก่อนจนฮ่องเต้มีอาการดีขึ้น
นางกำนัลหันมองหน้ากันก่อนกล่าวตะกุกตะกัก
“พระสนมกุ้ยเฟยรับสั่งมาว่าหากท่านอ๋องแปดไม่สะดวก ให้รับเพียงพระชายาไปเพคะ ตอนนี้พระสนมรออยู่ที่ตำหนักเฉียนชิง”
ยิ่งได้รับคำอธิบายหัวคิ้วทั้งสองของคนฟังก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน ตำหนักเฉียนชิงเป็นที่ประทับของฮ่องเต้ เหตุใดจางกุ้ยเฟยถึงให้นางไปที่นั่น
“พระชายา”
หลี่หยู่โคลงศีรษะให้เล็กน้อยด้วยความไม่ไว้วางใจ
“ไม่เป็นไร”
ไป่มู่ชิงเอ่ยตอบ ทั้งที่ภายในใจยังอบอวลไปด้วยความสงสัยอยู่หลายส่วน จางกุ้ยเฟยไม่กล้าทำอะไรนางที่ตำหนักเฉียนชิงหรอก
“เช่นนั้นให้หม่อมฉันตามเสด็จนะเพคะ”
“เจ้าอยู่ดูแลหลานเซ่ออยู่ที่นี่เถิด ข้าเอาตัวรอดได้”
หญิงสาวกล่าวไปถึงเจ้านกน้อยตัวสีฟ้าที่พบเมื่อวานพลางคิดในใจ อย่างน้อยๆ นางยังพอมีวิชาตัวเบาติดตัว หากเกิดอะไรขึ้นนางอาจจะใช้วรยุทธอันน้อยนิดที่มีเอาตัวรอดได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
“แต่ว่า...”
“เชื่อใจข้า”
ไป่มู่ชิงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความแน่วแน่ ในที่สุดหลี่หยู่ก็ถอนหายใจแล้วรับคำเบาๆ อย่างจำนน
“เพคะ”
แต่นางไม่มีเวลาแล้ว...ในที่สุดก็ตัดสินใจเหาะเหินเข้าไป ลักลอบเข้าไปในซอกหนึ่งก่อนจะถอดชุดบุรุษที่คลุมร่างออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นชุดนางกำนัลที่ใส่ไว้ภายในใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ตำหนักของพระสนมไป่ก็ปรากฏเข้ามาในสายตา หันซ้ายขวาก็ไม่เห็นมีใคร!ไหนฉู่ซูเหยียนบอกเอาไว้ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้มีการเฝ้าตำหนักเอาไว้...ถึงแม้ความคิดจะผุดขึ้นมาเช่นนั้น หากแต่ร่างบอบบางก็เข้าไปภายในอย่างง่ายดายกว่าที่คาดการณ์ พยายามสอดส่องไปรอบๆ จนกระทั่งเห็นของบางอย่างประกายแวววับอยู่ใต้ต้นเหมย มีผืนหญ้ายาวๆ ปกคลุมอยู่“ปิ่นของใคร”ไป่มู่ชิงพึมพำกับตัวเอง หยิบปิ่นทองคำสลักลวดลายบุปผาขึ้นมาดูแล้วซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวในอย่างเงียบๆ ย่างเข้าไปใกล้ประตูตำหนักที่ถูกลงกลอนเอาไว้ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความสงสัย โซ่ที่คล้องเอาไว้มิได้ล็อกกุญแจ แบบนี้หากต้องการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องยากมือเล็กพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ปลดโซ่ที่พันธการประตูออกก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็วหมับ!ฟิ้วว!!“อื้อ!”จู่ๆ ร่างเล็กก็ถูกกอดรัดจากข้างหลัง มือหยาบข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นพร้อมกับลากตัวนางออกไปจากตำหนัก เมื่อนางดิ้นรนหนักเ
‘คนยืนพูดไม่ปวดเอว’“มิเป็นนางย่อมมิเข้าใจหรือ”ไป่มู่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ข้อความบนแผ่นกระดาษที่จางกุ้ยเฟยเขียนให้นางมีเพียงเท่านี้จริงๆแต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่น ในใจรู้สึกเชื่อมั่นไปมากกว่าครึ่งว่าจางกุ้ยเฟยย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของไป่ลู่อี้อย่างแน่นอนหญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเอากระดาษแผ่นที่ได้จากตำหนักเฉียนชิงออกมา คราวนี้ถึงได้มีสีหน้าไม่สบายใจเป็นทวีคูณลายมือที่ปรากฏอยู่ในกระดาษสวยงามทั้งคู่ ทว่ากลับมิใช่ลายมือเดียวกัน...แล้วตกลงจางกุ้ยเฟยเป็นคนดีหรือร้ายกันแน่!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นเตียงในขณะที่หลี่หยู่นิ่วหน้า“พระชายา...”“ข้าคิดว่าข้าต้องหาโอกาสเข้าไปที่ตำหนักพี่สามสักครั้ง”“พระชายาจะเข้าไปได้อย่างไรกัน การเข้าวังแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำท่านอ๋องยังมิเคยมีท่าทีโปรดปรานท่านเลย”ไป่มู่ชิงขบกัดริมฝีปาก นิ้วก็เคาะลงบนเตียงอย่างครุ่นคิด“หากเข้าไปอย่างถูกต้องมิได้ เราก็อย่าให้ผู้ใดรู้สิ”----------------------------------------------------------หลายชั่วยามแล้ว ก็ยังมิมีผู้
“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”เสียงเล็กแหลมคล้ายเด็กทารกพูดอ้อแอ้นั่นทำให้ไป่มู่ชิงที่กำลังจะเตรียมตัวกระโดดลงหันขวับมามอง เห็นหลานเซ่อกำลังอ้าปากพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะนั่นแล้วก็ได้แต่เบิกตาโตนกแก้วหรือ สีแบบนี้จะใช่มาคอร์หรือเปล่า ในโลกอนาคตนกแก้วชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง นางควรเปลี่ยนใจนำกลับไปเลี้ยงดีหรือไม่!“พระชายาเพคะ มีคนกำลังมา”ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของหลี่หยู่ก็ดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“ข้ารู้แล้ว” ไป่มู่ชิงร้องตอบ เหลือบมองหลานเซ่อที่เอียงคอมอง “หลานเซ่อ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”พูดจบก็กระโดดตุ๊บลงมาเบื้องล่าง“หยู่เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดเรื่องเข้าวังให้หลานเซ่อได้ยินบ้างหรือไม่”หลี่หยู่เบิกตากว้างก่อนจะละล่ำละลั่กตอบเสียงเบา“หม่อมฉันเพียงพูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเพคะ ว่าจะช่วยพระชายาหาทางเข้าวังได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอันใดหรือไม่เพคะ”“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”ไป่มู่ชิงโบกมือไหวเมื่อเห็นผู้คนราวๆ หกคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเคลือบแคลงสงสัยเหตุใดจางกุ้
“ท่านอ๋องไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ของวังหลวงที่ใช้สำหรับประชุมขุนนาง“อืม”หลังจากฮ่องเต้ประชวรได้เพียงสองวัน จู่ๆ องค์รัชทายาทซึ่งมีอำนาจสั่งการแทนฮ่องเต้ได้เจ็ดในสิบส่วนก็เรียกประชุมขุนนางขึ้นกะทันหันเพื่อเรียกเก็บภาษีพ่อค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนเหตุผลที่เรียกตัวกระชั้นชิดเช่นนี้เป็นไปได้สูงที่ฉู่เหวินหงคิดว่าเขาได้รับพิษจนมิสามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อขัดขวางผลประโยชน์ได้‘พิษในตัวท่านอ๋องยังมิได้ถูกกำจัด เพียงแค่ถูกระงับไว้เท่านั้น ทำให้อาการสามารถกำเริบขึ้นมาได้อีกพ่ะย่ะค่ะ’เสียงของหมออู๋ยังดังก้องไปทั่ว พิษที่เขากินเข้าไปนั่นหาได้เป็นพิษรุนแรงจนมิสามารถขับออกได้ หากแต่เขาถูกรักษาไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการต่างหาก พิษนั่นถึงมิได้สลายไปอย่างถาวรหลังจากที่หมออู๋รักษาเขาเพียงมิกี่ชั่วยาม ร่างกายที่หมดเรี่ยวแรงก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าประหลาด มิมีร่องรอยของการได้รับพิษเลยแม้แต่น้อยฉับพลันนัยน์ตาพยัคฆ์ก็เคลือบไปด้วยความมืดราวห้วงรัตติกาล...ที่แท้แล้วหมอหลวงหลิวมีใจภักดีต่อองค์รัชทายาทไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ
ตลอดทางกลับจวนชินหวังฝู่ ไป่มู่ชิงลอบสังเกตอากัปกิริยาของฉู่ซูเหยียนที่เอาแต่นั่งหลับตาพิงหน้าต่างไม้ตลอดทาง ไร้ซึ่งแววตาและน้ำเสียงที่คอยข่มขู่นางเช่นเคยหญิงสาวยกมือกอดอก ฮัมเพลงเบาๆนอนหลับนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ!“สิ้นฤทธิ์แล้วสิท่า!”ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าจวนชินหวังฝู่ บุรุษที่นางคิดว่ากำลังโบยบินอยู่ในความฝันกลับลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ใบหน้าเหวอหวา ถ้าเขารู้ตัวเร็วขนาดนี้ก็แสดงว่าไม่ได้หลับ สิ่งที่นางกล่าวออกไปเมื่อครู่เขาจะได้ยินหรือไม่!เอาจริงๆ ก็ไม่อยากจะปลอบใจตัวเองนัก...หญิงสาวก้มหน้าลงลอบถอนลมหายใจ หรี่ตามองเขาเล็กน้อยฉู่ซูเหยียนเหลือบมองร่างบอบบางพลางเค้นเสียงในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง เรื่องที่นางเอ่ยวาจาหมิ่นเขาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะลงโทษนาง“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมๆ กับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่รอรับเจ้านายของตนเองอยู่เบื้องล่างฉู่ซูเหยียนพยายามควบคุมลมปราณเดินลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับเข้าไปจะยังถูกกำจัดออกไม่หมด“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”เสียงของหลิวอี้ถ่งดังขึ้นด้านข
เกือบแล้ว...เกือบถูกจับติดแล้ว!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่เมื่อก้าวออกจากตำหนักเฉียนชิงได้ มือที่กำแผ่นกระดาษไว้ล้วงเข้าไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวใน“เหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกเจ้าเข้าเฝ้า”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้ง รีบหันไปมองทางต้นเสียงทันทีก่อนจะถลึงตามองอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าบุรุษใกล้ตายเจ้าของจวนชินหวังฝู่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังนางด้วยใบหน้าถมึงทึง“หม่อมฉัน...” ว่าไปแล้วก็เหลือบมองจางกุ้ยเฟยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ “เสด็จพ่อเพียงแค่มอบของใช้พี่สามให้หม่อมฉันเพื่อคลายความคิดถึงเพคะ”เอ่ยออกไปแล้วก็อยากยกมือตบปากตัวเองแรงๆ สักครั้ง แม้แต่แรงจะลุกนั่งฮ่องเต้ยังไม่สามารถกระทำได้ นับประสาอะไรกับการสนทนากับนางเรื่องพี่สามกัน!และก็เป็นดังคาดเมื่อฉู่ซูเหยียนกระตุกยิ้มเหี้ยมทว่า...กลับไม่เอ่ยวาจากับนางแม้แต่ครึ่งคำ“ท่านจะไปไหน”ไป่มู่ชิงยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่ายอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าฉู่ซูเหยียนก้าวเดินออกตัวไปข้างหน้าเพื่อหวังจะเข้าไปภายในตำหนัก“ท่านอ๋อง ช้าก่อนเถิด” จางกุ้ยเฟยที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเอ่ยเรียกร่างสูงใหญ่พลางกุมมือทั้งสองไว้แน่น “ข้าเป็นผู้ใ







