เข้าสู่ระบบดวงตาสีถ่านอ่อนแสงลงกว่าเก่าเมื่อได้ฟังถ้อยคำนั้น สัมผัสได้ว่าทุกสิ่งที่กะรัตเอ่ยออกมาล้วนแล้วแต่หมายความตามนั้นจริงๆ ผู้หญิงคนนี้จะไม่มีวันรักใครมากไปกว่าเขา...ตราบเท่าที่เราเลือกใช้ชีวิตร่วมกัน
‘ความรักไม่มีอยู่จริงหรอกครับ มันก็แค่มายาคติไว้หลอกใช้ประโยชน์จากคนอื่นมากกว่า’
‘ย่าว่ามีนะ หลานแค่ยังไม่เคยเจอกับตัวต่างหากล่ะ’
‘ฮึ! ถ้าเป็นคนรุ่นย่าก็อาจจะมี แต่สำหรับโลกทุกวันนี้...หาไม่ได้หรอกครับ’
‘ทำไมหลานถึงคิดแบบนั้นล่ะ?’
‘...’
บทสนทนาแสนสั้นระหว่างเพทายและผู้เป็นย่าผุดขึ้นมาให้ห้วงความรู้สึก รวมไปถึงคำตอบของคำถามในวันวานที่ไม่อาจเอ่ยออกไปให้ทำร้ายจิตใจคนฟัง ก็ยังชัดเจนในความทรงจำด้วยเช่นกัน
‘ก็ขนาดพ่อแม่ยังไม่รักเขาเลย แล้วใครหน้าไหนจะมารักเขาจริง?’
เพราะความสูญเสียในวันวานและภาพการจากไปของบุพการีทั้งสองยังสลักลึกไม่เลือนราง คนที่เคยสิ้นศรัทธาในความรักจึงต่อต้านและปฏิเสธทุกคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิต เลือกปิดทุกหนทางที่อาจนำพาความรักมาเยี่ยมเยือน
‘ถ้าย่าไม่เลิกคิดเรื่องจับคู่ให้ผม พรุ่งนี้ผมจะแต่งงานกับไอ้ชลันให้ดู!’
‘ไม่แต่งครับ เจ้านายไม่ใช่สเปกผม’
‘ไอ้ชลัน แกหุบปากไป!’
‘ไม่ได้เด็ดขาด! หัวเด็ดตีนขาดยังไงย่าก็ไม่ยอม!’
‘งั้นต่อไปนี้ย่าก็ห้ามจับคู่ผมกับใครอีกเป็นอันขาด’
‘...!?’
เพทายหัวเราะในลำคอเสียงเบาให้กับความทรงจำเมื่อครั้งวันวาน ยังจำได้ดีว่าช่วงนั้นญาติผู้ใหญ่ทั้งสองกังวลกับการใช้ชีวิตของเขามากแค่ไหน โดยเฉพาะย่ามาริสาที่ระแวงหนักถึงขั้นกลัวว่าหลานชายคนเดียวจะหันไปชอบกับผู้ชายด้วยกัน กังวลจนเริ่มพยายามจับคู่เขากับบรรดาหลานสาวเพื่อนสนิทของท่านอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว
“ฮืม? คุยกันอยู่ดีๆก็เงียบไป...กำลังคิดเรื่องอะไรอยู่คะ? จู่ๆก็หัวเราะขึ้นมาเฉย”
เสียงหวานของกะรัตช่วยปลุกให้อีกฝ่ายหลุดจากห้วงภวังค์ของวันเวลา เพทายระบายยิ้มกว้างเมื่อเห็นดวงหน้าหวานที่โน้มลงมาหาเสียจนใกล้ ค่อยอาศัยจังหวะนั้นจุมพิตริมฝีปากจิ้มลิ้มอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายหลบไม่ทัน
“อื้อ! พี่พีท..” คนถูกจู่โจมเอ็ดเสียงเข้ม รีบตะปบปิดริมฝีปากหนานุ่มที่ทำท่าจะจุมพิตอีกหนไว้ “ทำไมชอบขี้โกงอยู่เรื่อยคะ ไม่น่ารักเลย!”
“แต่ก็ ‘รัก’ ใช่ไหมล่ะ” คนไม่น่ารักตอบกลับลอยหน้าลอยตา ชอบใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้รับถ้อยคำตำหนิกึ่งเขินอายกลับมา “ถือซะว่าเป็นค่าดอกเบี้ยละกันนะ”
“ถ้าจ่ายดอกบ่อยขนาดนี้ พอคิดรวมเงินต้นคงมีคนได้ล้มละลายแน่ๆ”
“ไม่ล้มละลายหรอก ที่จ่ายอยู่ตอนนี้ก็มีแต่ดอกเบี้ยระยะยาวทั้งนั้นเลยนะ” คนปล่อยกู้ปลอบใจ ขยับปรับตัวนั่งแล้วอาศัยช่องว่างในเสี้ยววินาทีช้อนร่างระหงขึ้นมานั่งบนตักของตัวเองอย่างรวดเร็ว พร้อมรวบเอวบางไว้หลวมๆอย่างหวงแหนระคนรักใคร่ ค่อยพูดต่อ “ผ่อนไม่นานด้วยนะ ขอแค่ตลอดชีวิตที่เหลือก็พอ”
“ใจกว้างสุดๆเลยนะคะ” คนมีหนี้สินระยะยาวเป็นของตัวเองหัวเราะเสียงใส อดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกต “แล้วจะปล่อยกู้เต็มวงเงินเลยไหมคะ?”
“ก็..” นิ่งคิดนิดหน่อยค่อยให้คำตอบที่มาพร้อมรอยยิ้มมุมปาก “ให้ตามความน่าสนใจของโครงการนะ”
“แล้วตอนนี้คิดว่า ‘น่าสนใจ’ แค่ไหนคะ?” เสียงหวานใสติดจะออดอ้อนในปลายเสียงตั้งคำถามทันที พร้อมร่างบางที่กำลังขยับปรับหามุมสบายบนตักของเพทายให้ตนเอง
“น่าสนใจที่สุด” เพทายตอบกลับเสียงอ่อนโยน มองท่าทางคลอเคลียเหมือนลูกแมวน้อยน่ารักยามอยู่ใกล้เจ้าของด้วยความชอบใจ อดไม่ได้จนต้องจุมพิตกระหม่อมบางหนักๆไปหลายหน ค่อยพูดต่อ “ถ้าไม่ปล่อยกู้เต็มวงเงิน พี่คงดูเป็นคนโง่ไปตลอดชีวิตแน่ๆ”
“อันที่จริง...ความรักเป็นเรื่องของคนโง่นะคะ เพราะคนฉลาดจะรักใครไม่เป็นนอกจากตัวเอง” คนฟังให้ความเห็นที่แตกต่างด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน ก่อนจะหาวฟอดใหญ่แล้วทิ้งกระหม่อมบางลงกับแผงอกกว้างอย่างคนเพิ่งพบมุมถูกใจ คลอเคลียไปมาเพียงครู่เดียวก็ผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย
“งั้นตอนนี้...พี่ก็คงเป็นแค่คนเคยฉลาดสินะ” ดวงตาสีถ่านมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่อนแสงลงกว่าเก่า ค่อยระบายยิ้มอ่อนโยนเมื่อได้ยินเสียงกรนเบาๆของคนในอ้อมแขน เลือกขยับปรับตัวเล็กน้อยเพื่อปล่อยให้ร่างบางได้นอนในมุมสบาย ก่อนปิดท้ายด้วยการจุมพิตกระหม่อมบางเบาๆเหมือนต้องการอธิษฐานให้เธอฝันดี
เพทายทิ้งตัวลงบนพื้นพรมข้างโซฟาตัวใหญ่ที่ใครอีกคนกำลังหลับสนิท ไม่คิดอยากขยับลุกกลับไปนั่งโซฟากว้างอีกด้านที่ยังมีพื้นที่ว่างเหลือ ค่อยหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมานั่งทำงานของตัวเองต่อไปอย่างเงียบเฉียบ แล้วบรรยากาศแสนสงบกับความสุขเล็กๆก็ก่อเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย และฟุ้งกระจายไปทั่วห้องทำงานกว้างที่เคยเงียบเหงาอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนการได้รักใครสักคน
จะช่วยให้ชีวิตของเขามีความสุขมากกว่าเก่าหลายเท่าตัว
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







