로그인"หมายความว่ายังไง? เจ๊บอกจะแล้วใช่ไหมยัยพลอยว่าไม่อยากให้มีเรื่องพันนี้" เจ๊นัตตี้กดปิดไอแพดแล้วหันไปมองหน้าเด็กในสังกัดที่ยังคงสบายใจเฉิบไม่มีทีท่าทุกข์ร้อนเหมือนกับหล่อน ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรงแท้ ๆ
"ก็ไม่มีอะไรนี่เจ๊ พวกชาวเน็ตก็แค่พูดกันสนุกปากก็เท่ากันเอง" พลอยปภัสปฏิเสธ แต่กลับไม่กล้าสบสายตารีบเบือนหนีไปทางอื่น "พลอย" คราวนี้เจ๊นัตตี้เริ่มเข้าสู่โหมดจริงจัง "เจ๊รู้จักกับแกมาตั้งแต่แกอายุสิบเก้าจนตอนนี้แกยี่สิบอยู่แล้ว แกรู้ตัวไหมว่าแกเปลี่ยนไปมาก" หล่อนสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว ดูเหมือนจากที่เคยเหวี่ยงวีน ก็เกิดอารมณ์ดีมีสุนทรีย์ขึ้นมาทันใด เมื่อก่อนอย่าว่าแต่จับโทรศัพท์มือถือขึ้นมารูดไถฟีดให้ได้รู้ข่าวสารทางชาวบ้านชาวช่องเขาเลย แต่เดี๋ยวนี้แทบไม่ห่างนั่งใจจดใจจ่อพิมพ์ไปยิ้มไปเหมือนคนบ้าเข้าทุกที "เปล่านี่" หญิงสาวรีบปฏิเสธ เธอไม่ยักจะรู้ว่าเธอเปลี่ยนไปตรงไหน เหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว เธอก็ยังคงเป็นพลอยปภัสคนเดิมอยู่วันยันค่ำ จะให้เปลี่ยนเป็นยัยพรีมลูกเมียน้อยได้ยังไง เธอไม่ลดตัวใฝ่ต่ำลงไปสิงสถิตร่างแม่นั่นหรอก "พลอย เจ๊ถามแกจริง ๆ ระหว่างแกกับคุณไตรนี่ถึงขั้นไหนแล้ว" ที่ผ่านมาที่ไม่พูดก็ใช่ว่าจะไม่รู้ แต่เห็นว่าเป็นเรื่องของหนุ่ม ๆ สาว ๆ ซ้ำพลอยปภัสเองก็ใช่ขี้ริ้วขี้เหร่ออกจะสวยดีกรีระดับดาราเบอร์ต้นประจำช่อง คงไม่แปลกหากมีผู้ชายเทียวไปเทียวมา คอยส่งขนมจีบให้ไม่เว้นวัน ที่แล้วแล้วมาก็เยอะถมเถไป แต่กับคนนี้ผิดแปลก ปกติยัยพราวจะไล่ตะเพิดหายหัวไปตั้งแต่สามสัปดาห์แรก แต่กับคุณไตรฉัตรอะไรนี่สิดูเหมือนมันจะเลยเถิดจนย่างก้าวเข้าเดือนที่สามแล้วไม่ใช่เหรอ หล่อนเห็นยัยพราวมาตั้งแต่อ้อนแต่เอาะ ไม่อยากมันต้องมานั่งร้องไห้เสียใจ น้ำตาเช็ดหัวเข่า ตกอยู่ในหัวอกเดียวกับมารดา เพราะเจอผู้ชายเจ้าชู้มากเมียเช่นเดียวกับป๊า "ก็ไม่มีอะไรนี่เจ๊" ไหวไหล่อีกครั้ง ยิ่งหันหน้าหนียิ่งมีพิรุธเข้าไปใหญ่ ปกติหากไม่ใช่เรื่องจริงพลอยปภัสจะพุ่งเข้าใส่แล้วพูด พูด พูด เถียง เหวี่ยง วีนจนกว่าตนเองจะเป็นฝ่ายชนะและได้รับความเป็นธรรม "พลอยเอาจริง ๆ เจ๊เป็นห่วงแกนะพลอย แกก็รู้ว่าเจ๊รักและเอ็นดูแกเหมือนน้องสาวแท้ ๆ คนหนึ่ง" หล่อนเดินเข้าไปจับแขนเรียวบางเบา ๆ พลอยปภัสถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ก็แค่คุย ๆ กันเฉย ๆ นะเจ๊ ยังไม่ได้ไปถึงขั้นไหนตอนไหนหรอก" เธอตอบไปตามตรง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและไตรฉัตรมันก็แค่คนสองคนที่คุยกันทุกวันก็เท่านั้นเอง "แกชอบเขาแล้วใช่ไหม แกรู้สึกกับเขาแล้วใช่ไหมยัยพราว" เจ๊นัตตี้มองออก ทุกการกระทำมันบ่งบอกชัดเจน หากพลอยปภัสไม่ได้คิดอะไรด้วยก็คงปฏิเสธไปแล้ว แต่นี่ยังยินยอมให้เขามารับมาส่งและพาไปโน่นไปนี่เป็นประจำ พลอยปภัสนิ่งเงียบ ไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธทว่าการกระทำเช่นนี้กลับทำให้คนที่รู้จักกันมายาวนาน รู้ลึกถึงนิสัยใจคอ กมลสสันดานด้านในอย่างเจ๊นัตตี้ทราบได้ทันทีเลยว่าถูกเข้าดังผางแล้ว เวลานางโกหกง่ายนิดเดียวนั่นก็คือจะนิ่งเงียบราวกับเป็นใบ้ ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วหมาในปากมักจะออกมาวิ่งเล่นเที่ยวไล่กัดคนไปทั่ว แถมกัดไม่เลือกหน้าเสียด้วย "พลอย คุณไตรฉัตรน่ะไอ้หล่อมันก็หล่อจริงนั่นแหละ แถมรวยด้วย แต่คาสโนว่าตัวพ่อ ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า เจ๊กลัวว่าแกจะต้องเสียใจ" เจ๊นัตตี้เตือนด้วยความหวังดี ทั้งหมดที่พูดออกไปก็เพราะรักพลอยปภัสเหมือนน้องสาวอย่างที่เคยบอกเธอจริง ๆ ถ้าไม่รักก็คงไม่ทนอยู่รองรับอารมณ์จนถึงทุกวันนี้หรอก พูดจริง หากเป็นคนอื่นหล่อนคงตัดหางปล่อยวัดและเลือกที่จะปั้นเด็กใหม่ที่มันว่านอนสอนง่ายแทนแล้ว "ผู้ชายน่ะ ยิ่งเป็นผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าหล่อ รวย คาสโนว่าตัวพ่อ ตอนมันอยากได้มันก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา แต่พอได้แล้วมันจะเขี่ยเราทิ้งตอนไหนก็ไม่รู้ เจ๊ไม่อยากให้แก...เอ่อ" กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป "ไม่อยากให้ฉันต้องเจอแบบแม่ใช่ไหม" พลอยปภัสพูดสวนขึ้นมา เธอเองก็คิดเรื่องนี้มาสักระยะหนึ่งแล้วเหมือนกัน ใครบ้างโดยเฉพาะมนุษย์เพศหญิงหากเข้าไปข้องเกี่ยวกับใครสักคนแล้วไม่ตามสืบจนรู้ประวัติหมดเปลือก ใช่ว่าเธอไม่รู้เขาเป็นคาสโนว่าตัวพ่อ ที่ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า เปลี่ยนผลัดราวกับเปลี่ยนกางเกงใน แต่จากที่เธอให้นักสืบสะกดรอยตามสามเดือนที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยข้องแวะกับสาวคนไหนเลย และเขาก็เป็นสุภาพบุรุษ เป็นคนดี เป็นผู้ชายที่คอยเทคแคร์เอาใจใส่รวมทั้งยอมรับข้อเสียของเธอได้หมดทุกข้อโดยไร้ซึ่งข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น เธอจึงเลือกที่จะเปิดใจรับเขาเข้ามามีผลต่อความรู้สึก แต่เธอไม่ได้คิดจะง่าย เธอคงรอดูไปสักระยะนึงก่อนจนมั่นใจว่าเขาจะถอดเขี้ยวถอดเล็บแล้วจริง ๆ ถึงวันนั้นเขาจะได้รู้ซึ้งเห็นคุณค่าของเธอว่ากว่าที่จะได้เธอมามันยากเย็นขนาดไหน "พลอย...คิดดี ๆ นะพลอย คิดจะเล่นกับไฟมั่นใจแล้วใช่ไหมว่าแกจะควบคุมเพลิงนั้นได้โดยไม่ปล่อยให้มันย้อนกลับมาแผดเผาตัวแกเอง" หญิงสาวเม้มริมฝีปากเข้าหากันเบา ๆ รับฟังทุกคำสอนคำเตือนของเจ๊นัตตี้ แต่จะเป็นการฟังในรูปแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหรือเปล่าก็แล้วแต่เวรแล้วแต่กรรมอีกทีหนึ่ง "ฉันรู้นะว่าเจ๊รักฉัน ฉันขอบคุณเจ๊มากจริง ๆ แต่เรื่องนี้ฉันขอใช้หัวใจของฉันเป็นตัวตัดสินก็แล้วกัน" "อื้ม" ในเมื่อทำอะไรไม่ได้หล่อนก็เพียงภาวนาขอให้ยัยพลอยโชคดี "ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นเจ๊ขอให้แกรู้เอาไว้ว่าเจ๊ยังอยู่เคียงข้างแกเสมอ" "ค่ะเจ๊" กริ๊งงงง พี่ไตรฉัตร เดี๋ยวนี้ความสัมพันธ์มันก็พัฒนาก้าวหน้า สรรพนามเรียกชื่อก็เลยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาด้วยเช่นเดียวกัน "ฉันขอตัวไปรับโทรศัพท์ก่อนนะเจ๊" "อื้ม" พลอยปภัสเดินหลีกออกมา ก่อนจะเลื่อนนิ้วเรียวยาวกดรับสาย 'คนคุย' "สวัสดีค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะพี่ไตร" กล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำเรียกขาน พี่ไตร (เย็นนี้น้องพลอยว่างไหมคะ พี่ว่าจะชวนน้องพลอยมาดินเนอร์ใต้แสงจันทร์ด้วยกันสักหน่อย) เสียงปลายสายตอบกลับมา "น่าจะว่างนะคะ ดินเนอร์เนื่องในโอกาสอะไรคะเนี่ย" ถึงถามไปอย่างนั้นแต่รอยยิ้มก็เด่นหราบนใบหน้าบ่งบอกว่าตื่นเต้นและดีใจมากแค่ไหน ไม่ได้คิดอะไร แต่ตั้งตารอคอย! (บอกก็ไม่เซอร์ไพรส์สิครับ ถ้าอย่างนั้นห้าโมงเย็นพี่ไปรับที่หน้าบ้านนะคะ) เออ-ออ ห่อหมกไปเอง "นี่มันจับมือชกชัด ๆ เลยนี่คะ พลอยยังไม่ได้ตอบตกลงสักหน่อย" เธอเย้าเขาเล่น (น้องพลอยจะปฏิเสธพี่ได้ลงคอจริง ๆ เหรอคะ) คราวนี้อีกฝ่ายทำเสียงอ้อนเสียงเล็กเสียงน้อย มีหรือที่ผู้หญิงอย่างเธอจะไม่อ่อนระทวยและหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น "ไว้เจอกันค่ะ" (แต่งตัวสวย ๆ เลยนะคะ) "แล้วปกติพลอยไม่สวยเหรอคะ" ตอบผิดชีวิตเปลี่ยนของจริง! แต่งตัวสวย ๆ เลยนะคะ แล้ววันอื่น ๆ เธอแต่งตัวเป็นแม่ป้าหรือไง ผู้นำแฟชั่น สไตล์ลิสต์ยังต้องกราบไหว้ (พี่เปล่าหมายความแบบนั้นนะคะ วันปกติน้องพลอยก็สวยอยู่แล้ว แต่วันนี้สวยเป็นพิเศษเพราะเป็นดินเนอร์สุดพิเศษยังไงล่ะคะ) โอเค รอดตัวไป ถือว่ามีปฏิภาณไหวพริบสามารถเอาตัวรอดได้ดีเยี่ยม "ค่ะ เจอกันค่ะ"ในงานวันแต่งงานระหว่างพลอยปภัสและไตรฉัตรถูกจัดขึ้น ณ บ้านเจ้าสัวณรงค์ หรูหราหมาเห่าอย่างสมเกียรติสมฐานะไม่ให้น้อยหน้าใครในประเทศ มีแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม ทั้งแขกผู้ใหญ่และดารานักแสดงในวงการบันเทิงที่พลอยปภัสเคยร่วมทำงานด้วย ทำให้บรรยากาศภายในงานค่อนข้างครึกครื้น ช่วงเช้าจะเป็นพิธีเล็ก ๆ ภายในครอบครัวที่มีการทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลและรดน้ำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ก่อนจะเป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ในช่วงภาคค่ำและดูเหมือนคนที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษนั่นก็คือเจ้าหนูน้อยแพทตี้ที่ช่างพูด ช่างจา ช่างฉอเลาะ น่ารักน่าเอ็นดูจนแขกที่มาร่วมงานผลัดกันอุ้มผลัดกันชมไม่เคยขาดมือ "เจ๊ดีใจกับพวกแกสองคนด้วยนะ ในที่สุดก็มีวันนี้สักทีได้แต่งงานเป็นตัวเป็นตนแล้วเนอะหลังจากที่แอบกินกันมาหลายปี" เจ๊นัตตี้แสดงความยินดีพร้อมกับเอ่ยแซวติดตลกตามสไตล์ของหล่อน"เจ๊ก็!" "แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะยัยพลอย ฉันเห็นแกมาตั้งแต่เป็นยัยพลอยขี้เหวี่ยงขี้วีนสมัยปีหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนคบสักคนโน่น จนกระทั่งวันนี้แกเป็นแม่คน เป็นเมีย เป็นแกในเวอร์ชั่นที่ใจเย็นขึ้ต เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายแฟ
แววตาของคนเป็นพ่อเมื่อได้เห็นชีวิตคู่ของลูกสุขสมบูรณ์ ได้กลับมาอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาดั่งที่ปรารถนาก็ตื้นตันใจจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าวันนี้ลูกสาวเขากำลังจะมีคนดี ๆ มาคอยดูแลและเป็นหัวหน้าครอบครัว เจ้าสัวณรงค์ยิ้มรับปลื้มปริ่มไปกับความสุขของลูกสาวด้วยเพราะที่ผ่านมาเขาในฐานะคนเป็นพ่อไม่สามารถทำให้แกได้ดีเท่าที่ควร...หลังจากกลับมาใช้สถานะ 'ผัวเมีย' ไตรฉัตรก็เห่อเว่อร์วังเกินเบอร์ยกใหญ่โพสต์ทั้งรูปลูก ทั้งรูปเมียอวดลงบนไอจี เฟซบุ๊กส่วนตัววันละสิบโพสต์ พาไปเปิดตัวที่บริษัทในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะได้ตกลงปลงใจกันว่าจะจดทะเบียนสมรสกันก่อนและรอให้พลอยปภัสคลอดจนกระทั่งเจ้าตัวน้อยในท้องเดินได้จะมีงานวิวาห์เกิดขึ้นโดยให้ลูกเป็นสักขีพยานรักระหว่างเราซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รับรู้และเห็นด้วยในข้อตกลงของระหว่างเรา อาจมีบ้างญาติบางคนที่แอบนินทาลับหลังว่าเธอทำผิดผี ผิดประเพณี ท้องก่อนแต่งให้คนเขามาวิพากษ์วิจารณ์วงศ์ตระกูลสร้างความเสื่อมเสีย ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ได้ด่าตอกหน้ากลับไปแล้ว!ผ่านไปประมาณสามปีเศษ...เวลามันเดินรวดเร็วปุบปับมาก แป๊บเดียวเจ้าหนูน้อยที่อยู่ในท้องพลอยปภัสวันนั้
พลอยปภัสนิ่งเงียบ ไม่รู้ทำไมคำพูดของเจ้าสัวณรงค์เมื่อครู่จึงมีผลกระทบต่อหัวใจของเธอได้ถึงขนาดนี้ พยายามจะไม่คิดอะไรมากมายแล้วเชียวแต่ท้ายสุดแล้วมันก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้ ผ่านไปประมาณเกือบสามชั่วโมงเต็ม ๆ ไตรฉัตรยังไม่โผล่หน้ากลับมา แม้แต่จะโทรศัพท์รายงานอย่างที่เคยเป็นบนหน้าจอก็พบเพียงความว่างเปล่า หญิงสาวรีบประคองท้องแก่ใกล้คลอดเดินลงมาชั้นล่างของบ้านชะเง้อขอมองหาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำตอนนี้ฝนก็โหมกระหน่ำเทลงมาราวกับพายุเข้าก็ไม่ปาน ยิ่งทำให้ความกังวลถูกก่อตัวขึ้นในใจยกใหญ่ "ทำไมยังไม่กลับมานะ" รู้สึกอดเป็นห่วงเขาไม่ได้จนต้องรีบหันกลับไปเลยยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเพื่อต่อสายโทรหาอีกฝ่ายโดยเร็ว ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ไม่รับ!" คราวนี้เริ่มเดินวกไปวนมากระวนกระวายสลับกับชะเง้อคอมองไปด้านนอกที่มีสายฝนเทกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดเป็นสิ่งใด ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่เนี่ยทำไมถึงไม่รับสาย" ก็ไม่ลดละความพยายามยกขึ้นมาแนบหูไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เสียงที่ได้ยินตอบกลับมาก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนั่นคือบริการฝากข้อความ ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่ลูก เป็นห่วงไอ้ว่าที่ลูกเขยป๊า
ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดการกระทำของเขามันกำลังทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยปรารถนาอยากให้มันเกิดขึ้นมาก่อน เธอเองก็ยอมรับว่าตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่ผ่านมากำแพงในใจของเธอที่มันเคยถูกก่อตัวขึ้นจนสูงหนาและใหญ่จนไม่สามารถทลายพังเข้าไปด้านในได้ถูกแซะลงทีละนิดทีละนิดจนมันกัดกร่อนลงมา บ่งบอกถึงความอ่อนแอที่เธอไม่สามารถต้านทานต่อความรู้สึกของตัวเองที่มันยากจะห้ามให้เป็นไปดังที่ใจเราคิดได้ เธออ่อนลงมากกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ เปิดใจให้เขาเข้ามามีผลต่อความรู้สึกอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พยายามห้ามมันอย่างสุดกำลังแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้ แต่เธอก็ยังกลัว หวาดกลัวเหลือเกิน ความรู้สึกความรู้สึกเจ็บความรู้สึกทรมานคล้ายกับคนที่หมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิต ตรอมใจจนกระทั่งถึงขั้นหยิบปืนขึ้นมาจ่อหัวเพื่อปลิดชีพตัวเองให้ตายตกตามมารดาและแม่นมไปมันยังติดอยู่ในความรู้สึกของเธอไม่เคยลืมเลือน มันยังกลายเป็นฝันอันโหดร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาโดยตลอด เธอดึงมือออก "ฉันยอมรับนะคะว่าฉันเองก็แอบใจอ่อนให้คุณไม่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่ฉันยังไม่พร้อมจริง ๆ " เธอตอบเพียงเท่านี้ก็เดินขึ้นไปชั้นบนของบ้านไม่พ
"โชคดีนะเนี่ยที่แกไม่มีอาการแพ้ท้องก็เลยทำงานได้ตามปกติ" เจ๊นัตตี้เอ่ยพูดขึ้นมาทำให้คนที่กำลังนั่งรับประทานเค้กช็อกโกแลตของโปรดอย่างสบายใจเฉิบอยู่หยุดชะงักเล็กน้อย หญิงสาวดูดช้อนอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะแบ่งตักคำเล็ก ๆ แล้วหันไปมองหน้าพี่สาวสุดที่รักที่ควบตำแหน่งผู้จัดการไปในตัว "ก็ดีแล้วแหละเจ๊ ฉันยังไม่พร้อมให้ใครรู้เรื่องที่ฉันกำลังท้องนี่ คงจะรอจนกว่าเคลียร์งานที่เจ๊รับเอาไว้หมดก่อนละมั้งแล้วฉันค่อยตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมกับประกาศออกจากวงการทีเดียวเลย" พลอยปภัสปรึกษาเรื่องนี้กับเจ๊นัตตี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เธอตั้งใจว่าจะออกจากวงการอย่างถาวรเพราะมันค่อนข้างเสียสุขภาพจิตที่ต้องทนฟังกระแส ทนฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ซ้ำไอ้ตำแหน่งแม่เลี้ยงเดี่ยวที่คุณแม่หรือแม่นมที่เลี้ยงดูเธอมาก็จากเธอไปหมดแล้วเนี่ย มันค่อนข้างหนักและแปลกใหม่สำหรับเธอ เธอต้องเลี้ยงดูเจ้าหนูน้อยตัวคนเดียว กลัวว่าจะไม่มีเวลามากเพียงพอให้กับลูกจนลูกขาดความอบอุ่น...และที่สำคัญคือ ถ้าเธอยังอยู่ในวงการลูกของเธอก็จะกลายเป็นลูกดาราที่มีแต่คนจับจ้องทุกฝีก้าว ทำอะไรมีคอมเมนต์แห่ถล่มทลายแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรอย่างโน้นอย่างนี้
"แฮะ...แฮ่ม" เขาทดสอบระบบเสียงด้วยการกระแอมกระไอในลำคอก่อนจะกระโดดขึ้นยืนบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลแล้วชูมือทั้งสองข้างผายออก "สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทั้งหลาย กระผมไตรฉัตรหนุ่มหล่อพ่อรวยที่สุดในย่านนี้มีความจะแจ้งให้พวกท่านได้ทราบและร่วมแสดงความยินดีกับกระผมครับ"เขายืดอกออกอย่างภาคภูมิใจ ทว่านั่นไม่ใช่กับเพื่อนสนิททั้งสามที่นั่งหน้าสลอนกรอกตามองบนเพราะดันโดนลากหัวตามโทรจิกตั้งแต่เช้าตรู่ "มึงโทรตามพวกกูสามคนมาทำเชี้ยไรไม่ทราบ?" คีรินเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เมื่อคืนกว่าเขาจะเคลียร์ออเดอร์ที่ไร่เสร็จก็ปาไปตีสามตีสี่ แล้วต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ไก่ไม่โห่เพื่อขับรถมาหามันที่คอนโดเนี่ย"นั่นดิ! กูยังนอนคั่วสาวไม่อิ่มใจเลย" ธามไทถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างอดเสียดายไม่ได้เพราะเมื่อคืนเขาได้สอยดาราชื่อดังที่ปรารถนาอยากจะร่วมเตียงมานานแล้วแท้ ๆ กะว่าจะตื่นเช้าขึ้นสูบเลือดสูบเนื้อให้สาสมความอยากอีกสักหน่อย ไอ้นี่แม่งโทรยิก ๆ ท่าเดียว "เออ กูว่ามันน่าจะต้องเป็นเรื่องพิเศษหรือว่าเรื่องคอขาดบาดตายมั้ง มึงถึงให้พวกกูมาเหยียบคอนโดได้ ร้อยวันพันปีไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามา" เฮียโก๋ขอทำนาย เขานี่มันเดาแม่นยิ่งกว่าแม่
"จะให้พี่รับจริง ๆ เหรอคะ" ไตรฉัตรเลิกคิ้วถามด้วยความงุนงงและไม่แน่ใจอยู่ในที เขาไม่รู้ว่าการที่พลอยปภัสเอ่ยออกมาแบบนั้น หมายความถึง ต้องการให้เขาทำตามอย่างว่าจริง ๆ หรือแค่ทดสอบพิสูจน์ใจเขากันแน่กรณีที่หนึ่ง หากต้องการให้ทำอย่างว่าจริง แล้วถ้าเกิดเขาไม่รับ นั่นไม่เท่ากับว่า เขาขัดใจ ขัดคำสั่ง ต่อ
หลายวันผ่านไปร่วมสองสัปดาห์เศษ ไตรฉัตรก็ยังคงตามเฝ้า ตามดูพลอยปภัสตัวติดเธอทุกฝีก้าว ไม่ว่าจะย่างกรายไปทางใด หากมีพลอยปภัส ย่อมเห็นไอ้โบ้ตัวนี้ห้อยท้ายอยู่ด้วย ถึงแม้เธอจะไม่เคยยอมสนทนาด้วยก็ตามเถอะ และวันนี้ก็เช่นเคย เขาตามมาเฝ้าพลอยปภัสถึงกองถ่ายทำละครตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงหัวค่ำกระทั่งปิดกอง เทีย
"พี่เอาดอกไม้มาให้ค่ะ" ไตรฉัตรเดินแทรกเจ๊นัตตี้เข้าไปหาพลอยปภัสที่ยืนเอามือประสานกันไว้บริเวณหน้าอกแล้วจ้องมองเขาด้วยสายตารังเกียจรังงอน แต่เอาสิ เขายิ้มหวานสู้ พูดจาคะขาตบท้าย สรรพนามฉ่ำสะบัดปานน้ำผึ้งเดือนห้า ฟังก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของเรามันพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว พลอยปภัสตีหน้านิ่งอยู่เพียงครู่ห
ไตรฉัตรยืนนิ่งมองแผ่นหลังบางเดินจากไปจนสุดสายตา ก่อนร่างหนาจะทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่มโน้มตัวลงข้อศอกค้ำยันอยู่บนหัวเข่าแล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างประคองศีรษะเอาไว้พร้อมยีผมแรง ๆ ด้วยหงุดหงิดเพราะความขัดแย้งในใจที่มันกำลังโถมเข้ามาโทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง ความรู้สึกมากมายที่มันกำลังหลั่งใหลอยู่ในใจเล่นงา







