تسجيل الدخول"เอ้า!"
กูเอ้าในใจดังมาก ณ จุด จุดนี้ ในใจกูมีแต่คำถามมากมายเต็มไปหมดว่า กูทำอะไรผิด พูดไม่ดีหรือไม่เข้าหูเธอตรงประโยคไหน กูก็ยังงง ยกฝ่ามือขึ้นเกาหัวแกรก มองคนตูดใหญ่เดินทิ้งสะโพกออกไปจนสุดสายตา ก่อนจะตัดสินใจช่างแม่งแล้วกดลิฟท์ขึ้นชั้นบน ไว้ปิดจ็อบสำเร็จ กูจะขยำให้ตูดแดงเลยดู! บริเวณนี้คือคอนโดสุดหรูย่านใจกลางเมืองที่คนกระเป๋าตังค์หนักเขานิยมซื้ออยู่กันเพราะสะดวกสบายต่อการใช้ชีวิต ห้อมล้อมไปด้วยสิ่งตอบสนองกิเลสตัณหามนุษย์ได้ดี ทั้งห้างสรรพสินค้า คาเฟ่ ผับ บาร์ อ่าง สถานที่ท่องเที่ยวครบจบ! ถึงราคามันจะแพงหูฉีก แต่เขาก็ถือว่าคุ้มค่า แค่นี้ขนหน้าแข้งไอ้ไตรฉัตรไม่ถึงกับร่วงหรอก จิ๊บจ๊อย พอมาถึงห้องชายหนุ่มก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนอนนุ่มอย่างหมดสภาพ เมื่อคืนเขาปาร์ตี้หนักไปหน่อย ได้สาวก็ควงเข้าม่านรูด เสร็จกิจ แม่งหัวหนักเพราะซัดไปหลายจอกเลยแยกย้าย แล้วเขาก็แวะนอนโรงแรมแถว ๆ นั้น กว่าจะตื่นก็ตะวันโด่งแล้ว ตื่นมาอีกทีก็เกือบเย็น อาหารสุดหรูระดับดีกรีลูกชายเจ้าของบริษัทส่งออกรถยนต์ขนาดใหญ่ยักษ์กลิ่นโชยเข้ามาแตะจมูกชายหนุ่มที่ท่อนบนล่อนจ้อนเปลือยเปล่าสวมใส่เพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว เขาหยิบอาหารเมนูโปรดออกมานั่งหน้าโทรทัศน์ ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาซู้ดเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ไม่มีอะไรฟินเท่ามาม่าหมูสับแล้ว ชีวิตเขาก็ไม่มีไรมาก วนลูปอยู่แบบนี้ กิน นอน เที่ยว เย็บหญิง แฮปปี้จะตาย! ... ณ บริษัทส่งออกยานยนต์รายใหญ่ วันนี้เขาต้องเข้ามาควบคุมการถ่ายแบบรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดเพื่อลงโปรโมทด้วยตนเอง เพื่ออะไร กรณีนี้ไตรฉัตรเองก็ไม่อาจทราบถึงเจตนารมณ์ของท่านเจ้าสัวเดชาและคุณหญิงประภาวดีได้ ร้อยวันพันปีเข้ามาคุมเองตลอดแต่วันนี้โทรจนสายแทบไหม้ ปลุกยิก ๆ ตามจิกเป็นแม่ไก่ให้เข้าบริษัทด่วนจี๋ "นี่ไอ้ไมเคิล พ่อกูจะโทรเรียกกูมาคุมงานแค่นี้อ๋อ เสียเวลานอนฉิบหาย" ไตรฉัตรกรอกตามองบนก่อนจะเอนตัวเหยียดยาวลงบนเก้าอี้นุ่มในห้องว่าที่ซีอีโอ แต่ไม่รู้อีกกี่ปีเจ้าสัวเดชาจึงจะยอมยกตำแหน่งให้ ซึ่งเขาคิดว่ามันก็ดีอยู่แล้ว เขาจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมาย แค่เทียวไปเทียวมาให้บอร์ดบริหารและพนักงานในบริษัทเห็นหน้าค่าตาบ้างเท่านั้นพอ "โถ่ คุณไตร คุณไตรก็เข้าบริษัทบ้างเถอะครับ นี่เล่นหายหน้าหายตาไปเป็นสัปดาห์ สงสัยพนักงานคงจะจำไม่ได้แล้วมั้ง" ไมเคิลตอบกลับ ไอ้นี่มันชื่อไมเคิล เป็นลูกชายของลุงไมค์ ลูกน้องคนสนิทเจ้าสัวเดชาที่ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ พอไอ้ไมเคิลเรียนจบก็เลยส่งมาเป็นเลขาเขา ซึ่งแน่นอนว่าจะสุขสบายเพราะเจ้านายแทบไม่แตะต้องเอกสารหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเลย! มีก็แค่ต้องช่วยกันแถ ช่วยกันโกหก กลบเกลื่อน แค่นี้เอง แต่ไอ้นี่มันชื่อหรูฉิบหาย พ่อไทย แม่ไทย แต่ลูกชื่อไมเคิล ส่วนหน้าตานี่ไม่ต้องถามถึง ไทยจ๋าเชียว "ไอ้ไมเคิล! นี่สรุปแล้วกูเป็นเจ้านายมึงจริง ๆ ไหมเนี่ย" เราสองคนเองก็เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ความเกรงจงเกรงใจอะไรไม่มีหรอก ก็อีกแค่สถานะเจ้านายกับเลขามันคั่นกลางแต่พวกสันดาน นิสัย ความรู้สึกก็เพื่อนกอดคอกันกินเหล้าเหมือนเดิม เพียงแต่ไอ้นี่มันไม่ชั่วเท่าเขา "ขอโทษครับ" "แล้วเขาจะเริ่มถ่ายกันกี่โมงวะ" นี่เขามานั่งรออยู่ในห้องแอร์เกินสามสิบนาที ชักอยากจะเห็นหน้านางแบบคนสวยที่เจ้าสัวเดชาจ้างมาซะแล้วสิ ค่าตัวนี้แพงหูฉีก มาก็สาย ถ้าเกิดทำงานไม่คุ้มค่าไอ้ไตรเนี่ยแหละจะโบกกบาลให้เอง แต่ถ้าสวย ให้อภัยฮับเตง เก๊าผิดไปแล้ว "จริง ๆ ก็ถึงเวลาแล้วนะครับ แต่นางแบบแจ้งว่ารถติดอาจจะมาเลทมาสายนิดนึง" ไมเคิลก็บอกไปตามที่เขารู้ "นิดนึง ครึ่งชั่วโมง ห่าแดกมาก" ตาย ทำงานแบบนี้มันจะเจริญได้ไง ไม่คิดจะดีลทำสัญญาเป็นพรีเซนเตอร์คู่ขวัญ รับงานยาว ๆ ตลอดหนึ่งปี แต่ปิดจบแค่ครั้งเดียวงี้? ก๊อก ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น "น้องมาถึงแล้วนะคะ" กูนั่งแช่อยู่เกือบชั่วโมงกว่าจะเสด็จมาได้ ทีแรกก็กลับว่าจะกลับเลย แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วไปดูหน้าแม่นางแบบคนนี้สักหน่อย "ไป" ไตรฉัตรกวักมือเรียกไมเคิล "ว๊ายย คุณไตรฉัตร สวัสดีค๊า" ทักทายด้วยท่าทางและน้ำเสียงตามจริตกะเทย "นี่เจ๊นัตตี้เองนะคะ เป็นผู้จัดการส่วนตัวของนางแบบที่เจ้าสัวเดชาจ้างมาถ่ายคู่กับรถรุ่นใหม่น่ะค่ะ" เอ่ยแนะนำตัวเองเสร็จสรรพ บางทีกูก็ไม่ได้อยากรู้จักไหม มีงวงไม่ใช่แนว แต่ถ้ามีกลีบไอ้นี่พร้อมพุ่งเข้า ใส่หมดไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น "คุณไตรฉัตรตัวจริงหล่อกว่าในรูปซะอีกนะคะ นี่ถ้าเกิดเป็นดารานักแสดงคงดังระเบิดระเบ้อขึ้นแท่นพระเอกเบอร์หนึ่งของเมืองไทยแน่นอน" เจ๊นัตตี้ประจบสอพลอเลียแข้งเลียขาเต็มที่ ไตรฉัตรยกยิ้มพร้อมพยักหน้าเบา ๆ น้อมรับคำชมเหล่านั้นเพราะมันคือความจริงที่เขาได้ยินจนชินหู ได้ยินมาตั้งแต่เด็กยันโต พูดจางี้พอน่าฟังให้สนทนาด้วยหน่อย "ขอบคุณครับ" "เจ๊ต้องกราบขอโทษแทนเด็กของเจ๊อีกครั้งนะคะ เมื่อวานน้องมีถ่ายละครดึกดื่นกว่าจะอาบน้ำดูแลตัวเองก็ปาไปตีสองตีสามแล้ว แต่จริง ๆ น้องเองก็เตรียมตัวตื่นก่อนเวลาตั้งหลายชั่วโมง โชคร้ายรถติดเลยเลทนิด ๆ หน่อย ๆ คุณไตรฉัตรอย่าถือโทษโกรธเด็กเจ๊เลยนะคะ" อันที่จริงเจ๊นัตตี้โกหกทั้งเพ ความจริงไม่ได้มีงานถ่ายละครอะไรทั้งนั้นแหละ แค่มันลืมตั้งนาฬิกาปลุกก็เลยตื่นสาย "ครับ" กูโกรธมาก! เสียเวลาฉิบหาย "ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปดูงานด้านในก่อนนะครับ" "เชิญค่ะ" เจ๊นัตตี้ผายมือเชิญเข้าไปด้านใน ส่วนเจ๊นัตตี้ก็เดินสะบัดก้นตามหลังไปด้วยเพราะต้องคอยดูแลยัยเด็กในสังกัดที่ค่อนข้างจะเรื่องมากและเข้ากับคนอื่นได้ยากสุด ๆ "ยัยนั่นเหรอ นางแบบ" เขาไม่ได้ใช้นิ้วชี้แต่เป็นการตวัดสายตาไปทางเรือนร่างแบบบางที่เห็นเพียงแค่แผ่นหลังแถมยังมีอะไรก็ไม่รู้กั้นกลางอยู่จนบังมิดชิดไปหมด "น่าจะใช่ครับ" คือไมเคิลเองก็ไม่รู้ แต่ถ้าให้เดาดูก็คงใช่มั้ง คาดการณ์จากการแต่งตัว รูปร่าง ส่วนสูง ที่เขาว่ากันว่าดีกรีระดับนางเอกประจำช่องคงไม่เกินจริง "หุ่นเด็ดว่ะ" แค่มองไกล ๆ เห็นเพียงลาง ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความสะละบึ้ม อึ้ม อึ้ม สุด ๆ เอวเป็นเอว ตูดเป็นตูด สะโพกเป็นสะโพก เจ้าสัวเดชาติดเฟ้นหาผู้หญิงแบบนี้มาจากไหนกัน มีของดีก็ไม่คิดจะแบ่งปันให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้บ้างเลย! "ครับ" "โอ๊ย! นี่ไม่ทราบว่าที่นี่เขารณรงค์ให้ประหยัดแอร์กันหรือไง ร้อนมากกกก นี่ถ้าเกิดอยู่ในนี้เกินครึ่งชั่วโมงมีหวังเหงื่อชุ่มกันพอดี" เขาชมความสวยยังไม่ทันขาดปาก ก็ได้ยินเสียงคนสวยเหวี่ยงวีนแตกซะแล้ว "ว๊าย ๆ เกิดอะไรขึ้นคะลูกสาว" เจ๊นัตตี้รีบเข้าไปห้ามก่อนที่เรื่องราวมันจะใหญ่โตกว่านี้ "ก็ดูอากาศสิคะเจ๊ ร้อนจะตายจะให้ถ่ายงานไหวได้ยังไง ร้อนขนาดนี้ทอดไข่สุกมั้ง" พลอยปภัสกรอกตามองบน ก็เธอเป็นคนขี้ร้อนให้ทำไง? "ใจเย็น ๆ นะคะลูกสาว" ปลอบลูกสาวเสร็จก็หันไปพูดกับทีมงาน "ช่วยปรับแอร์ให้หน่อยได้ไหมคะ พอดีว่าน้องเป็นคนขี้ร้อน" "ตอนนี้ก็ปรับจนเหลือยี่สิบสามแล้วนะคะ" ทีมงานคนหนึ่งตอบ "ถ้าเกิดยี่สิบสามแล้วยังร้อนก็ปรับลงอีกสิคะจะไปยากอะไร" พูดจบก็เดินไปกระชากรีโมทเครื่องปรับอากาศ แล้วกดลดอุณหภูมิด้วยตัวเอง เมื่อเสร็จสิ้นก็ยัดใส่มือพิมพ์งานกลับไป สิบหกองศา! แข็งตายห่ากันพอดีพลอยปภัสส่งข้อความไปบอกเจ๊นัตตี้เพียงประโยคสั้น ๆ ว่า 'เจ๊ ฉันเลิกกับเขาแล้วนะ' แน่นอนว่าพออีกฝ่ายได้รับข้อความปุ๊บก็กดอ่านอย่างรวดเร็วแล้วก็รัวแชทมาโทรศัพท์ค้าง ซ้ำเธอไม่ตอบกดโทรสายแทบไหม้ (ยัยพลอย นี่มันเกิดอะไรขึ้น มันทำอะไรแก แล้วนี่แกอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง โอเคไหม) น้ำเสียงร้อนรนประโยคคำถามพ่นออกมาซัดพรวดเดียวเร่งรัวราวกับกระสุนปืน "เจ๊ ใจเย็น ๆ ก่อน" (จะให้ใจเย็นได้ยังไง ฟังจากน้ำเสียงแกก็รู้แล้วคงจะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ชิมิ) "..." พลอยปภัสนิ่งเงียบ (ยังอยู่ที่คอนโดไอ้สารเลวนั่นใช่ไหม!) ยังไม่ทันที่จะได้ฟังความจากพลอยปภัสก็เริ่มใช้คำพูดด่าทอ ใช้สรรพนามเรียกแทน ยกขึ้นแท่นเป็นผู้ชายที่เกลียดขี้หน้าเข้าไส้เสียแล้ว นี่ถ้าเกิดเจ๊นัตตี้รู้เรื่องรู้ราวทั้งหมดไม่ยกแก๊งเพื่อนเผาคอนโดไตรฉัตรเลยเหรอ "ใช่เจ๊ ฉันกำลังเก็บของน่ะ สงสัยต้องเหนื่อยหน่อยแหละตอนเข้ามาก็ขนมาซะเยอะแยะเลยนี่ ไม่คิดว่าจะได้ออกไปเร็วขนาดนี้เน๊าะ ของสดในตู้เย็นก็ยังกินไม่หมดด้วยซ้ำ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะ แต่สำหรับคนฟังแล้วกลับสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่มันสอดแทรกออกมาจนอดรู้สึกสงสารไม่ได้ ผู้ชา
จิตใจของเธอล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ในยามที่หัวใจมันอ่อนล้าคล้ายกับภาวะใจสลายแบบนี้ เธอก็ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร...คนที่เคยเป็นเซฟโซน เป็นครอบครัวก็ดันล้มหายตายจากหนีเธอไปมีความสุขอยู่บนสวรรค์กันหมดแล้ว พลอยปภัสขับรถมาเรื่อย ๆ ร่างกายยังคงสะอึกสะอื้นสันโยกสั่นคลอน...จนมาหยุดอยู่บริเวณวัด เธอประคองพาจิตใจที่มันอ่อนล้าอ่อนแรงเต็มทีค่อย ๆ เดินเข้าไปด้านในซึ่งเป็นบริเวณเก็บเถ้ากระดูกของคนตาย...ร่างเล็กทรุดลงนั่งตรงหน้าโกฏมารดาที่มีเถ้ากระดูกน้องของเธอที่ไม่มีโอกาสได้คลอดออกมาลืมตาดูโลกไปพร้อม ๆ กับคนเป็นแม่ตั้งแต่อายุครรภ์ได้ประมาณเจ็ดเดือนเศษ "แม่..." ฝ่ามือเล็กเลื่อนขึ้นไปลูบรูปถ่ายสมัยมารดายังมีชีวิตอยู่ด้วยแววตาสั่นระริก "ถ้าแม่ยังอยู่แม่คงจะกอดปลอบพลอยแล้วใช่ไหมคะ ฮื่อ" "..." อากาศเย็นยะเยือก ความรู้สึกวังเวงเปล่าเปลี่ยวที่แผ่กระจายรังสีปกคลุมอยู่โดยรอบบริเวณสถานที่เก็บอัฐิเถ้าถ่านของคนตาย เวลานี้ไม่ได้ทำให้พลอยปภัสรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเลยสักนิด "ฮึก...แม่ ทำไมแม่ถึงทิ้งพลอยไป ทำไมแม่ไม่อยู่กับพลอย ทำไม ฮึก...พลอยคิดถึงแม่" น้ำตายังคงไหลพรากชโลมอาบสองพวงแก้มสะอึกสะอื้นร่
เพล๊ง!!!!!! โคร้ม!!!!!"ไอ้คนเฮงซวย!! พี่ทำแบบนี้กับพลอยได้ยังไง! พี่ทำได้ยังไง!!!" เธออาละวาด กระชากผ้าปูโต๊ะ ขว้างปาแจกันทำลายข้าวของราวกับคนบ้าคลั่งที่เสียสติไปแล้ว "พี่ทำได้ยังไง!! กรี๊ด" ไตรฉัตรรีบเข้ามาห้ามปราม ฉวยรั้งข้อแขนบอบบางเอาไว้แล้วกระชากเข้าหาตัวเพื่อให้คนบ้าหยุดบ้าสักที "ไอ้ชั่ว! ไอ้สารเลว! ไอ้พี่ไตร!!" สองฝ่ามือเล็กกำปั้นทุบลงบนแผงอกแกร่งกำยำแรง ๆ "บ้าพอรึยัง? บ้าพอยัง!!!" ไตรฉัตรตะคอกกลับไปเสียงดัง เขาเขย่าตัวเรือนร่างบางอีกครั้งจนศีรษะสั่นโยกสั่นคลอนเพื่อเรียกสติ "หยุดทำตัวน่ารำคาญได้ไหมวะพลอย นับวันพี่ยิ่งจะทนพฤติกรรมแย่ ๆ ของเธอไม่ไหวแล้วนะ" "บ้าเหรอ?" พลอยปภัสหันหน้ากลับไปจ้องมองด้วยสายตาแดงก่ำ บนใบหน้าแปดเปื้อนด้วยคราบน้ำหูน้ำตาเลอะเปรอะไปหมดจนแทบไม่เหลือสภาพพลอยปภัสดาราสาวชื่อดัง "น่ารำคาญเหรอ นับวันจะทนกับพฤติกรรมแย่ ๆ ของพลอยไม่ไหวงั้นเหรอ ตอแหลทั้งเพ นี่มันก็แค่ข้ออ้างของผู้ชายเห็นแก่ตัวแบบพี่" "..." ไตรฉัตรถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดกรอกหูเธอถึงจะเข้าใจภาษาคนเสียที! นับวันยิ่งคุยกันไม่รู้เรื่อง "ทีเมื่อก่อนตอนที่พี่ยังไม่ได้พลอย พี่บอกพลอ
ตุ้บ!!! แผ่นหลังของมินตรากระแทกกับพื้นอย่างแรง ก่อนที่พลอยปภัสจะก้าวขาขึ้นคร่อมกระชากเส้นผมยาวสลวยแล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าที่มีรอยบอบช้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วอย่างไม่ยั้งจนทำให้สามตัวร้อยอย่างคีริน โก๋และธามไธอ้าปากค้างหน้าเหวอตาม ๆ กันไป "อีหน้าด้าน!!! อีสารเลว!! อีชิงหมาเกิด" ถ้อยคำหยาบคายถูกสบถออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มราวกับเป็นเครื่องจักรก่นด่า ฝ่ามือยังคงฟาดลงบนใบหน้านั่นจนเลือดกลบปากจริง ๆ อย่างตั้งใจไว้ เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! "พลอย!" ไตรฉัตรเองได้ยินเสียงเอะอะโวยวายด้านนอกก็รีบวิ่งออกมาดูปรากฏว่าเห็นพลอยปภัสกำลังคร่อมอยู่บนร่างของมินตราแล้วด้านนอกห้องมีเพื่อนสนิทของเขาทั้งสามคนยืนมองดูตาค้างอยู่ "นี่มันเรื่องเหี้ยอะไรกัน" ไตรฉัตรกำลังจะเข้าไปห้ามพลอยปภัส แล้วจับตัวเธอแยกออกมา ทว่าโก๋หันไปพยักหน้ากับธามไทแล้วพุ่งเข้ามาจับรวบตัวเขาเอาไว้เสียก่อน "เห้ย! มึงปล่อยกูดิวะ พวกมึงคิดทำอะไรกันเนี่ย" เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! "ไม่มีปัญญาหาผัวเองหรือไงถึงได้ชอบยุ่งกับผัวชาวบ้าน อีส้นตีน อีชิงหมาเกิด" ใบหน้าเกรี้ยวกราดพูดพลางก็กัดฟันกรอดด้วยความโมโห สองฝ่ามือขยุ้มผมยาวสลวยแล้วดึงแรง ๆ จนมินตราส่งเส
ก๊อก ๆ ตอนนี้เขายืนอยู่หน้าห้องของมินตรา ยกกำปั้นขึ้นเคาะประตูสองสามครั้ง พร้อมกับเอ่ยชื่อตนเองเป็นการบอกโดยนัยว่าคือเขา "มิน ผมเองนะ" แกร๊ก! ประตูถูกเปิดออกปรากฏเรือนร่างของมินตราที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวบางตัวเดียวคลุมขาอ่อน ตามใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวและหยาดน้ำตาที่ไหลแปดเปื้อนสองพวงแก้ม "ไตร!" ทันทีที่มินตราเจอหน้าอีกฝ่ายหล่อนก็รีบพ้นตัวเข้าโอบกอดแล้วปล่อยโฮออกมาอีกรอบ "ไตร ฮึก มินกลัว มินกลัว" "ไม่เป็นไรนะมิน ผมอยู่ตรงนี้แล้ว" ชายหนุ่มเลื่อนฝ่ามือขึ้นไปวางบนแผ่นหลังของมินตราแล้วลูบเบา ๆ เพื่อปลอบประโลมขวัญให้หล่อนรู้สึกดีขึ้น "ฮึก..." "นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงได้ตามมินกลับมาด้วยล่ะ" ไตรฉัตรค่อย ๆ ประคองร่างเล็กลงนั่งบนโซฟานุ่มแล้วเอื้อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย"ฮึก...ฮะ...ฮึก จอห์นคงจะสะกดรอยตามมินมาตั้งแต่ที่โน่นค่ะ พอมินเผลอเขาก็ลอบเข้ามาทำร้ายตบตี แถมยังข่มขู่อีกด้วยว่าถ้ามินไม่ยอมกลับไปคบกับเขาเขาจะทำมากกว่านี้แน่ ฮึก ไตร มินกลัว" มินตราโผตัวเข้าโอบกอดไตรฉัตรอีกครั้งหนึ่ง "ฮื่อ ฮึก..." เขาเองก็เลื่อนฝ่ามือขึ้นไปวางบนบ่า ไม่ได้ปฏิเสธ
ไตรฉัตรพูดอย่างไม่สบอารมณ์ เขาปิดตู้เสื้อผ้าดังตึงแล้วหยิบเสื้อเชิ้ตขึ้นมาสวมใส่พร้อมกับติดกระดุมไปด้วย ริมฝีปากอวบอิ่มของพลอยปภัสขบเม้มเข้าหากันเบา ๆ เธอเคลื่อนตัวเข้าไปสวมกอดร่างหนาจากทางแผ่นหลังแล้วเอนใบหน้าเขาแอบอิงซบพร้อมเอ่ยคำหวานออดอ้อน "พลอยขอโทษนะคะพี่ไตร" "อื้ม" เขาพยักหน้า เพียงเท่านั้น เพียงเท่านั้นจริง ๆ เขาไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับพลอยปภัสในตอนนี้ เบื่อขี้หน้า คร้านจะพูดด้วย หากยังอยู่คอนโดต่อมีหวังได้ตายกันไปข้างหนึ่งแน่ "พลอยขอโทษจริง ๆ ค่ะ" "ไม่ต้องรอนะ พี่คงกลับดึก ๆ" ไตรฉัตรดึงมือเล็กที่เกาะแกะอยู่บริเวณหน้าท้องออก เขาเลี่ยงตัวเดินออกไปไม่ได้หันมามองร่างบางสักนิด เลื่อนหยิบนาฬิการาคาแพงขึ้นมาสวมใส่ก่อนจะพูดเปรย ๆ อีกครั้ง "แล้วไม่ต้องโทรจิกโทรตาม ขอให้พี่ได้มีเวลาส่วนตัวบ้าง ได้ใช้ชีวิตบ้างไม่ใช่เหมือนเด็กมอต้นที่ต้องมีคนคอยโทรเช็ค" "พะ...พี่ไตร" พูดจบไตรฉัตรก็เดินออกไปมุ่งหน้าสู่ผับดังย่านทองหล่อที่มักจะเป็นที่สุมหัวประจำของกลุ่มเพื่อน ..."พวกมึง มินตรากลับมาจากฝรั่งเศสแล้วว่ะ" คำพูดของไตรฉัตรทำให้ทุกคนหยุดชะงัก บรรยากาศครื้นเครงด้วยเสียงเพลงขับกล่อมเมื่อค







